posttoday
กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ

กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ

15 ตุลาคม 2555

ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโลกทุนนิยมและประเภทของทุนนิยมที่มีบทบาท อิทธิพล

โดย...รวิภาส กล่ำทวี

ผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับโลกทุนนิยมและประเภทของทุนนิยมที่มีบทบาท อิทธิพล และกำลังครอบงำโลกส่วนใหญ่ของเราในปัจจุบันไปแล้ว ว่าทุนนิยมกระแสหลักมี 2 กระแส ได้แก่ ทุนนิยมเน้นบทบาทของตลาดเป็นตัวขับเคลื่อน และทุนนิยมแบบที่มีรัฐเป็นตัวขับเคลื่อน

สัปดาห์นี้มาว่ากันต่อเกี่ยวกับเครื่องมือที่รัฐทุนนิยมใช้เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อแสวงหาผลกำไรเป็นหลัก และเครื่องมือที่ว่าก็คือ กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติ หรือที่มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Sovereign Wealth Fund” (เอสดับเบิลยูเอฟ) ซึ่งมีบทบาทและทรงอิทธิพลในเชิงเศรษฐกิจระดับโลก เนื่องจากจำนวนเงินของกองทุนที่มีอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รวมกันแล้วมีปริมาณมหาศาลกว่ากองทุนทุกประเภทรวมกัน

กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ประเมินว่า ระหว่างปี 2001-2007 กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติมีมูลค่าสูงกว่า 6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อต้นปี 2008 (ปีที่ระบบการเงินทั่วโลกเริ่มมีปัญหา) กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติในโลกมีสินทรัพย์ลดลงเหลือประมาณ 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ต่อมาในช่วงต้นปี 2009 ที่ทั่วโลกประสบวิกฤตการณ์การเงินมูลค่าของกองทุนลดลงอยู่ระหว่าง 2.5-3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กระนั้นก็ตามไอเอ็มเอฟได้คาดการณ์ไว้ว่าในปี 2013 กองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติจะมีมูลค่าสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับตัวเลขจีดีพีของสหรัฐเมื่อปีที่แล้วเลยทีเดียว (ราว 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ)

ไอเอ็มเอฟได้ให้ความหมายหรือคำนิยามของกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติไว้ว่า เป็นกองทุนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษในด้านการลงทุน โดยกองทุนประเภทนี้จะมีรัฐเป็นเจ้าของกองทุน ผลกำไรทั้งหมดที่เกิดจากการลงทุนจะเข้ารัฐโดยตรง ซึ่งนอกจากผลกำไรแล้วรัฐยังใช้กองทุนดังกล่าวไว้เป็นเครื่องมือในการผ่อนคลายความร้อนแรงของเศรษฐกิจในระดับมหภาคอีกด้วย ส่วนลักษณะของการลงทุนกองทุนมักจะลงทุนในสินทรัพย์ที่มีอนาคตในต่างประเทศในรูปแบบต่างๆ

เม็ดเงินในกองทุนเพื่อความมั่งคั่งแห่งชาติมักจะมาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ 1) เงินตราต่างประเทศที่ได้จากการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติ โดยประเทศส่วนใหญ่ที่นำเงินเหล่านี้ไปจัดตั้งเป็นกองทุน ได้แก่ รัสเซีย กลุ่มประเทศในโลกอาหรับหรือตะวันออกกลาง และอีกกลุ่มประเทศในเขตแอฟริกาเหนือ 2) เงินพิเศษที่เหลือจากการได้ดุลการค้า 3) เม็ดเงินที่ได้จากการโอนผ่านโดยตรงมาจากงบประมาณของรัฐ หรือจากกองทุนสำรองเงินตราแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศ

ในปี 2009 ประเทศที่มีขนาดกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติใหญ่ที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) โดยกองทุนมีชื่อว่า “Abu Dhabi Investment Authority” มูลค่าอยู่ที่ระหว่าง 36.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกองทุนของประเทศซาอุดีอาระเบีย ชื่อว่า “Monetary Agency (SAMA)” ตามมาเป็นอันดับ 2 มีมูลค่าสูง 4.35 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ กองทุนของนอร์เวย์ ชื่อว่า “Government Pension Fund” อยู่อันดับ 3 มีมูลค่า 3.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนอันดับ 4 และ 5 ตกเป็นของกองทุนจากจีน ที่มีชื่อว่า “SAFE Investment Company” และ “Investment Corporation” โดยมีมูลค่าสูงราว 3-3.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และ 2.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ประเทศในกลุ่มอาเซียนมีเพียงสิงคโปร์และบรูไนเท่านั้นที่มีกองทุนที่มีมูลค่าสูงติด 20 อันดับแรกของโลกในปี 2009 โดยอันดับที่ 20 ตกเป็นของสหรัฐ ที่มีขนาดกองทุนเพียง 2.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจะมีลักษณะของการบริหารงานทั้งในรูปแบบของความโปร่งใสและรูปแบบเป็นความลับ ขึ้นอยู่กับลักษณะของการปกครองในประเทศนั้นๆ สำหรับกองทุนที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบของความโปร่งใสมากที่สุด ได้แก่ กองทุนของสวีเดน ซึ่งมีโครงสร้างการบริหารงานที่ได้มาตรฐาน มีการเผยแพร่รายงานประจำปีทางด้านบัญชีและการบริหารจัดการสินทรัพย์ของกองทุนทั่วโลก มีเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ทำงานประจำอยู่ 120 คน และที่เด่นกว่ากองทุนอื่นๆ ทั่วโลก คือ การที่รัฐบาลสวีเดนแทบจะไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารจัดการของกองทุนเลยแม้จะเป็นเจ้าของกองทุนก็ตาม

ส่วนกองทุนที่ถือว่ามีการบริหารจัดการแบบค่อนข้างเป็นความลับ ได้แก่ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากยูเออี โดยกองทุนดังกล่าวเป็นของครอบครัวราชวงศ์อัลนาห์ยาน โดยมี ชีค คาลิฟา บิน ซายิด อัล-นาห์ยาน ทำงานอยู่ในกองทุนโดยทรงพระฐานะนักวิเคราะห์การลงทุนประจำภูมิภาคยุโรปมาเป็นระยะเวลานานหลายปี

ขณะที่กองทุนที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นกองทุนที่มีระบบการบริหารจัดการเป็นความลับมากที่สุดในโลก ได้แก่ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ 2 กองทุนจากจีน ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนในสินทรัพย์มากมายมหาศาลตามตัวเลขที่กล่าวไปแล้วข้างต้น

กล่าวโดยสรุปได้ว่า กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติส่วนใหญ่แล้วได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของแต่ประเทศที่เป็นเจ้าของกองทุน และมักจะเป็นรัฐบาลที่อยู่ในระบอบอำนาจนิยม จึงทำให้กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำสูงสุดของโลก (จี 7) เพิ่มแรงกดดันให้ประเทศเจ้าของกองทุนเหล่านั้น 26 ประเทศร่วมลงนามเรื่องการเปิดเผยการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปตามหลักมาตรฐานสากลในปี 2008 แต่นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนก็ยังมองเห็นตรงกันว่า ยังไม่มีองค์กรระดับโลกใดที่จะบังคับใช้หลักการของการบริหารจัดการกองทุนให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันได้ทำให้การแข่งขันในโลกทุนนิยมแบบไร้กติกายังคงต้องดำเนินต่อไปเหมือนเดิม

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท