
พท.ดิสเครดิตปชป.ตัดกำลังซักฟอก
ดูเผินๆ เกมชิงไหวชิงพริบผ่านพื้นที่สื่อมวลชนระยะนี้ระหว่างประชาธิปัตย์-เพื่อไทย อาจเป็นเรื่องปกติในเมื่อสองพรรคนี้เป็นฝ่ายค้านกับรัฐบาลย่อมที่จะต้องไม้เบื่อไม้เมากันเป็นธรรมดา
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ดูเผินๆ เกมชิงไหวชิงพริบผ่านพื้นที่สื่อมวลชนระยะนี้ระหว่างประชาธิปัตย์-เพื่อไทย อาจเป็นเรื่องปกติในเมื่อสองพรรคนี้เป็นฝ่ายค้านกับรัฐบาลย่อมที่จะต้องไม้เบื่อไม้เมากันเป็นธรรมดา
แต่แก่นแท้ของเรื่องไม่ได้เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปฏิทินการเมืองใกล้ถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงกลางเดือน พ.ย. เข้ามาทุกขณะ ส่งผลให้เกมดิสเครดิตระอุขึ้นมา เพื่อหวังตัดตอนความชอบธรรมทางการเมืองของแต่ละฝ่าย
เกมดิสเครดิตที่ว่านี้เป็นฝ่ายพรรคเพื่อไทยกำลังไล่ขย่มพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อย่างเข้มข้น
การเดินเกมนี้ของพรรคเพื่อไทยมีเป้าประสงค์ 2 รูปแบบ ก่อนถึงวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้แก่ 1.โจมตีที่ตัว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคโดยตรง และ 2.ทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคในภาพรวม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า การพุ่งเป้าไปที่ตัวผู้นำฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยหวังต้องการสร้างความบอบช้ำให้มากที่สุด
เพราะอภิสิทธิ์จะเป็นผู้นำในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเป็นบุคคลที่ฝ่ายค้านเสนอให้เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในญัตติด้วย
นัยของการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านเป็นนายกฯ คนใหม่แทน ในเชิงสัญลักษณ์คือ การสร้างความเปรียบเทียบระหว่างอภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์
ประกอบกับกระแสแห่งการตรวจสอบนโยบายรัฐบาลนับวันยิ่งรุนแรง โดยเฉพาะนโยบายจำนำข้าวสะท้อนได้จากการเล็งขอใช้พื้นที่บางส่วนของสนามบินดอนเมืองมาเป็นโกดังเก็บข้าวชั่วคราว
ไม่ต่างอะไรกับตอกย้ำว่ารัฐบาลกำลังมีปัญหาด้านการบริหารจัดการในเชิงนโยบาย หากปล่อยให้เกิดการเปรียบเทียบกันมากขึ้นย่อมไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล
ดังนั้น เกมบั่นทอนกำลังผู้นำฝ่ายค้าน จึงได้อุบัติขึ้นแบบไม่ได้หวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำอภิปราย แต่เพียงต้องการให้ตัวอภิสิทธิ์มีแผลฟกช้ำบ้างเท่านั้น
ไม้แข็งที่พรรคเพื่อไทยนำมาใช้คือ การหนีทหาร นับว่าเป็นของแสลงอยู่ เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังไม่มีการตัดสินว่าข้อกล่าวหาของพรรคเพื่อไทยเป็นจริงหรือไม่ มีแค่การโต้กันไปโต้กันมาแบบแผ่นเสียงตกร่อง
ถึงกระนั้นถ้าจะบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะไม่คิดมากกับประเด็นนี้เลยก็คงไม่ใช่
พลิกไปดูคำพิพากษายกฟ้อง จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง ในคดีหมิ่นประมาทอภิสิทธิ์ กรณีนี้จะพบว่ายังมีลู่ทางให้พรรคเพื่อไทยนำไปใช้ถล่มได้อยู่
“แม้โจทก์ (อภิสิทธิ์) อาจได้รับการผ่อนผันการเกณฑ์ทหาร และไม่ได้ใช้เอกสารเท็จใดๆ ในการสมัครเข้าเป็นอาจารย์ แต่เอกสารที่เกี่ยวข้องมีพิรุธน่าสงสัย...พยานหลักฐานที่จำเลย (จตุพร) นำสืบมาจึงมีเหตุตามสมควรที่ทำให้จำเลยมีความสงสัย การกระทำนั้นจึงไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท”
ตรงนี้เองที่ บัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายมือหนึ่งพรรคประชาธิปัตย์ มีความคิดอยากจะอุทธรณ์เฉพาะประเด็นนี้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดที่ฝ่ายค้านจะอุทธรณ์หรือไม่ ปรากฏว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม ชิงจังหวะประกาศเป็นนัยว่าเตรียมดำเนินการถอดยศทางทหารทันที โดยมีวัตถุประสงค์ให้สาธารณะเห็นว่าผู้นำฝ่ายค้านก็มีปัญหาในเชิงจริยธรรมเช่นกัน
ขณะที่การทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคประชาธิปัตย์ในภาพรวม พรรคเพื่อไทยใช้รูปแบบการเหมารวมยกเข่ง เพื่อย้ำว่าประชาธิปัตย์ทั้งพรรคไม่มีความชอบธรรมมากพอสำหรับการเปิดซักฟอกรอบนี้
จะเห็นได้จากการนำประเด็นการสลายการชุมนุมเสื้อแดง ภายหลังศาลอาญามีคำสั่งลงมาว่าการเสียชีวิตของ พัน คำกอง มาจากการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร
แม้คำสั่งนี้จะเป็นเพียงขั้นตอนตามมาตรา 150 ของประมวลวิธีพิจารณาความอาญาก่อนส่งต่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไป แต่ทางฟากเสื้อแดงและพรรคเพื่อไทยก็นำมาใช้เป็นหอกทิ่มประชาธิปัตย์ในฐานะรัฐบาลขณะนั้น
ขณะเดียวกัน ยังมีผลพลอยได้จากคณะกรรมการคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเพิ่งรับกรณีกรุงเทพมหานคร (กทม.) ทำสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส และบริษัท อีสต์ วอเตอร์ บริจาคเงินช่วยน้ำท่วมเป็นคดีพิเศษด้วย ช่วยให้พรรคเพื่อไทยมีของในมือมากขึ้นเข้าไปอีก
รวมไปถึงการหยิบปัญหาการวางกระสอบทรายในท่อระบายน้ำขึ้นมาถล่ม ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นต้นเหตุให้น้ำฝนขังตามพื้นผิวการจราจรเป็นอย่างมาก
แบบไม่สนใจว่า กทม.จะชี้แจงว่าเป็นเรื่องทางเทคนิคอย่างไร ซึ่งพรรคเพื่อไทยเชื่อว่าชาวบ้านธรรมดาย่อมเข้าใจกับการสื่อข้อมูลของตัวเองมากกว่าจะไปสนใจปัญหาทางเทคนิคที่ซับซ้อน
ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องได้ แต่พรรคเพื่อไทยก็สามารถทำให้เป็นเรื่องได้ อย่างกรณีธนาคารมหานครได้รับความเสียหายจากการปล่อยกู้
คดีนี้กำลังหมดอายุความในวันที่ 30 ต.ค. พรรคเพื่อไทยจึงชิงจังหวะจุดประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง เพื่อตัดตอน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ หนึ่งในผู้ที่อาจถูกวางตัวให้เป็นขุนพลอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจากผู้บริหารธนาคารในเวลานั้นคือ ภคินี สุวรรณภักดี มารดาของ สส.รายนี้
อย่างไรก็ตาม ทุกแม่ไม้มวยเพื่อไทยที่งัดออกมาใช้นั้นกลับยังออกอาวุธไม่ได้ถนัดเท่าไหร่นัก ภายหลังประชาธิปัตย์เองก็สามารถแก้ทางมวยได้อยู่เป็นระยะ
ไม่ว่าจะเป็นการยกรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) หักล้างว่ามีชายชุดดำอยู่เบื้องหลังความรุนแรงเป็นที่มาของการจัดแรลลีให้สังคมเห็นว่าชายชุดดำมีจริง
ตามมาด้วยการตั้งข้อสังเกตแรงๆ ไปยังดีเอสไอว่า ทำไมถึงให้ความสำคัญกับคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นพิเศษทั้งที่คดีที่รับไปเป็นคดีพิเศษยังมีความก้ำกึ่งอยู่ว่าดีเอสไอรับไว้พิจารณาได้หรือไม่
หรือแม้แต่การจ้องจะถอดยศอภิสิทธิ์ก็ได้รับการจัดหนักคืนไปว่าเข้าข่ายเลือกปฏิบัติ เมื่อรัฐบาลยังเพิกเฉยต่อการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติถอดยศ พ.ต.ท.ของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เช่นกัน หลังจากศาลมีคำพิพากษาเป็นที่สุดให้จำคุก
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะคาดหมายกันว่ากว่าจะถึงวันอภิปรายจริงๆ เกมดิสเครดิตแลกหมัดกันของทั้งสองฝ่ายยังคงมีให้เห็นกันอีกอย่างแน่นอน







