posttoday
'ไม้ตาย'สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งงบค้างท่อ-เงินลงทุนใหม่1ล้านล้าน

'ไม้ตาย'สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งงบค้างท่อ-เงินลงทุนใหม่1ล้านล้าน

15 ตุลาคม 2555

หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงทรุดตัวอย่างหนัก

โดย...บากบั่น บุญเลิศ จตุพล สันตะกิจ

หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงทรุดตัวอย่างหนักและปรับลดอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปีนี้และปีหน้า อันเป็นผลจากวิกฤตยูโรโซนที่ไม่คลี่คลาย การว่างงาน และปัญหาการขาดดุลแฝดของสหรัฐ ขณะที่เศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจจีนมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจน

เฉพาะเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพีที่จะได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวเศรษฐกิจโลกอย่างหนักแน่

ล่าสุด ไอเอ็มเอฟประเมินว่าปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวแค่ 5.6% แต่ปี 2556 จะขยายตัวที่อัตรา 6% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 7.5%

ดังนั้น การขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจจากนโยบายประชานิยมของรัฐบาล เช่น โครงการรับจำนำสินค้าเกษตร การลงทุนภาครัฐจะมีบทบาทที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศต่อไป

แกนนำรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จึงหันมาให้ความสนใจการเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุน งบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาล และงบการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้นมีไม่น้อยกว่า 1 ล้านล้านบาท

หลังจากปีที่ผ่านมา รัฐบาลยิ่งลักษณ์เจอภาวะอัตคัดขัดสนในการใช้เงิน เนื่องจากว่างบประมาณรายจ่ายประจำปี 2555 จะคลอดออกมาให้ใช้ได้ก็ปาเข้าไปถึงเดือน มี.ค.เม.ย.โน่น...

ผลที่ตามมาคือ การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีและการเบิกจ่ายงบลงทุนอืดเป็นเรือเกลือ

'ไม้ตาย'สู้ศึกเศรษฐกิจ เร่งงบค้างท่อ-เงินลงทุนใหม่1ล้านล้าน

ข้อมูลกระทรวงการคลังที่รายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ทราบคือเบิกจ่ายแล้วจำนวน 1.85 ล้านล้านบาท คิดเป็น 77.91% ของวงเงินงบประมาณ 2.38 ล้านล้านบาท

มีการประเมินว่า สิ้นปีงบประมาณจะเบิกจ่ายได้แค่ 89.4% ต่ำกว่าเป้าหมายที่มติ ครม.ตั้งไว้ที่ 93% ถึง 3.6%

ยิ่งเมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดของการเบิกจ่ายก็จะพบว่า มีจุดที่ต้อง “ชำระสะสาง” เพื่อให้เกิดความลื่นไหลของเม็ดเงินที่จะลงไปสู่ระบบอีกหลายจุด

เพราะมีการเบิกจ่ายเงินรายจ่ายประจำสูงลิ่วถึง 1.96 ล้านล้านบาท เรียกว่าเบิกกันเต็มที่

ขณะที่การเบิกจ่ายรายจ่ายลงทุนทำได้แค่ 2.17 แสนล้านบาท คิดเป็น 52.8% ของวงเงินงบประมาณรายจ่ายลงทุนจำนวน 4.12 แสนล้านบาท มีการประมาณการว่าพอถึงสิ้นปีงบประมาณจะเบิกจ่ายได้แค่ 63.51%

เรียกว่าการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐต่ำกว่าเป้าหมายตามมติ ครม.ที่ตั้งไว้ 72% อยู่ถึง 8.49%

นั่นหมายถึงว่า มีเงินที่ควรจะลงไปสู่ระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหายไปร่วม 3.5 หมื่นล้านบาท

ครั้นจะหันมาพึ่งพางบลงทุนของรัฐวิสาหกิจจำนวน 48 แห่ง ที่ ครม.เห็นชอบการเบิกจ่ายงบลงทุนเป็นเงินจำนวน 3.65 แสนล้านบาท ก็ปรากฏว่าได้เบิกจ่ายไปแล้วแค่ 9.68 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 26.49% จากที่เล็งผลเลิศกันว่าจะสามารถเบิกจ่ายงบลงทุนได้ 2.83 แสนล้านบาท หรือประมาณ 77.64%

การลงทุนภาครัฐที่น่าจะเป็นหัวรถจักรหลักของระบบเศรษฐกิจ เพื่อจะได้ชดเชยการส่งออกที่หดตัวอย่างน่าใจหายลดฮวบฮาบ

เฉพาะสองรายการหลักที่กล่าวมาข้างต้น คือ งบลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจเงินไปอุดตันอยู่ที่ไหนไม่รู้สูงถึง 3 แสนล้านบาท

การประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ 9 กระทรวง ที่มี ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา สาระหลักการประชุมมุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุน ทั้งงบลงทุนปี 2555 ที่เบิกจ่ายต่ำกว่าเป้าและงบลงทุนปีงบ 2556 ที่เริ่มใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2556

กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และกองทุนเงินหมุนเวียนต่างๆ เร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีงบ 2555 ที่ค้างอยู่ตามท่อต่างๆ ให้รวดเร็ว

นายกรัฐมนตรียังได้โฟกัสลงไปโดยเฉพาะงบลงทุนที่มีการเบิกจ่ายเพียง 66% น้อยกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 72%

เพราะต้องการให้ “เงินลงทุนภาครัฐ” ไปทำงานในยามที่เศรษฐกิจกำลังเข้าสู่ภาวะซบเซากันทั้งโลก

“นายกฯ ไม่นิ่งนอนใจ หากเงินส่วนที่ค้างเบิกจ่ายหรือโครงการใดล่าช้า เพราะส่วนราชการที่รับผิดชอบไม่กระตือรือร้นก็ให้พับโครงการไป เพื่อจัดสรรไปส่วนราชการอื่น” กิตติรัตน์ กล่าว

การประชุมวันนั้น นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งรัดกระบวนการพิจารณาส่งเสริมการลงทุนเอกชนให้รวดเร็วขึ้น เพราะมีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุน พร้อมทั้งมอบส่วนราชการแก้ไขกฎระเบียบเกี่ยวกับการเริ่มต้นธุรกิจ การขออนุญาตก่อสร้าง และการดำเนินการอื่นๆ ให้รวดเร็วขึ้น แม้ว่าไทยจะอยู่แถวหน้าของอาเซียนก็ตาม

แม้ว่าการเบิกจ่ายงบปี 2555 จะมีบังคับใช้ล่าช้าไป 5 เดือน เนื่องจากมีการเลือกตั้งในช่วงการจัดทำงบ ทำให้งบปี 2555 เริ่มใช้ได้ในเดือน มี.ค. 2555 ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมส่งผลให้การลงทุน การจัดหาวัสดุอุปกรณ์และการส่งมอบงานล่าช้าออกไป

ข้อมูลที่มีการนำเสนอรายละเอียดการเบิกจ่ายงบลงทุนปีงบ 2555 ของหน่วยราชการที่เสนอกับนายกรัฐมนตรีนั้น พบว่า งบลงทุน 4.13 แสนล้านบาท มีการเบิกจ่ายทั้งสิ้น 2.75 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 66.6% มีวงเงินที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย 1.38 แสนล้านบาท

หน่วยงานที่มีวงเงินลงทุนที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กระทรวงคมนาคมยังไม่เบิกจ่าย 3.79 หมื่นล้านบาท

กระทรวงมหาดไทย 2.54 หมื่นล้านบาท

งบกลาง 2.07 หมื่นล้านบาท

กระทรวงศึกษาธิการ 1.54 หมื่นล้านบาท

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 8,770 ล้านบาท

นายกรัฐมนตรีจึงสั่งการให้สำนักงบประมาณและหน่วยงานไปเร่งดำเนินการจัดการให้เงินที่ค้างท่ออยู่ลงไปในระบบให้มากที่สุด

ถ้าทำได้หมายถึงกำไรของรัฐบาลที่จะช่วยขับเศรษฐกิจในปีหน้า

ขณะเดียวกัน ก็สั่งกำชับการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2556 ที่มีงบลงทุน 4.58 แสนล้านบาท ซึ่งหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก คือ กระทรวงมหาดไทย 1.64 แสนล้านบาท กระทรวงคมนาคม 8.69 หมื่นล้านบาท งบกลาง 6.49 หมื่นล้านบาท กระทรวงเกษตรฯ 3.29 หมื่นล้านบาท และกระทรวงศึกษาธิการ 2.89 หมื่นล้านบาท

ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจ 9 กระทรวงจึงมีมติให้ส่วนราชการที่ได้รับการจัดสรรงบลงทุนมากที่สุด 5 กระทรวง เร่งเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ 76% ของรายจ่ายลงทุนทั้งหมด

ขณะที่ส่วนราชการอื่นๆ กำหนดให้เร่งรัดเบิกจ่ายเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 75% เพื่อให้งบลงทุนดังกล่าวสนับสนุนการเติบโตเศรษฐกิจในปี 2556

ไม่เพียงแต่ส่วนราชการเท่านั้น ที่ประชุมยังเห็นชอบให้รัฐวิสาหกิจเร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ในอัตรา 95% ของงบลงทุนรัฐวิสาหกิจปีงบ 2556 ที่มีกรอบวงเงินลงทุนทั้งสิ้น 6.37 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นวงเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 5.57 แสนล้านบาท

โครงการลงทุนที่สำคัญของรัฐวิสาหกิจที่สำคัญ เช่น การลงทุนของบริษัท ปตท. 3 โครงการ 2.07 หมื่นล้านบาท

การจัดหาเครื่องบินของบริษัท การบินไทย ตามแผนรัฐวิสาหกิจและการจัดหาเครื่องบินใหม่ ที่มีวงเงินเบิกจ่ายลงทุนทั้งสิ้น 3.23 หมื่นล้านบาท โครงการพัฒนาท่าอากาศยานภูเก็ต 1,518 ล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง บางใหญ่บางซื่อ 1.36 หมื่นล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ช่วงหัวลำโพงบางแค และช่วงบางซื่อท่าพระ 1.2 หมื่นล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงหมอชิตสะพานใหม่ 1,397 ล้านบาท

โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ช่วงแบริ่งสมุทรปราการ 5,352 ล้านบาท การสร้างโครงข่ายโทรศัพท์ 3จี 3,441 ล้านบาท

นี่คือไพ่ในมือของรัฐบาลที่จะกอบกู้เศรษฐกิจโลกที่ดำดิ่งจนอาจฉุดกระชากลากถูให้เศรษฐกิจโดยรวมของไทยไปไม่ถึงไหน

ถ้าทำได้เต็มกำลังในปีหน้าไทยอาจโต้ลมแรงได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ เตรียมรับมือภาวะถดถอยกันได้

 

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์