
พระอาจารย์ บุญนาค โฆโส
สามสี่สัปดาห์ก่อน ค้นเรื่องสามเณรประมัย กาฬเนตร ศิษย์พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปัญโญ) และพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มาเขียนแล้วทำให้ฉุกใจคิดขึ้นสองประการ หนึ่ง คือ เขียนเรื่องสามเณรประมัยแล้วต้องเขียนเรื่องพระอาจารย์บุญนาค โฆโส เพราะขาดรูปใดรูปหนึ่งเรื่องคงไม่สมบูรณ์ ที่ว่าไม่สมบูรณ์เพราะเรื่องราวของพระอาจารย์บุญนาคที่รับรู้กันนั้นเป็นเรื่องในช่วงท่านเป็นสามเณร และถ้าจะกล่าวถึงประวัติของสามเณรที่น่าทึ่งในวงพระกรรมฐานร่วมสมัยแล้ว ต้องเอ่ยถึง 2 รูปนี้ จะเว้นรูปใดรูปหนึ่งมิได้เลย
สามสี่สัปดาห์ก่อน ค้นเรื่องสามเณรประมัย กาฬเนตร ศิษย์พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปัญโญ) และพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม มาเขียนแล้วทำให้ฉุกใจคิดขึ้นสองประการ หนึ่ง คือ เขียนเรื่องสามเณรประมัยแล้วต้องเขียนเรื่องพระอาจารย์บุญนาค โฆโส เพราะขาดรูปใดรูปหนึ่งเรื่องคงไม่สมบูรณ์ ที่ว่าไม่สมบูรณ์เพราะเรื่องราวของพระอาจารย์บุญนาคที่รับรู้กันนั้นเป็นเรื่องในช่วงท่านเป็นสามเณร และถ้าจะกล่าวถึงประวัติของสามเณรที่น่าทึ่งในวงพระกรรมฐานร่วมสมัยแล้ว ต้องเอ่ยถึง 2 รูปนี้ จะเว้นรูปใดรูปหนึ่งมิได้เลย
สอง สามเณร 2 รูปนี้เป็นศิษย์ของพระอาจารย์สิงห์เหมือนกันทั้งคู่
สาม น่าสนใจว่า ในประวัติของท่านทั้งสองนั้น ต่างระบุว่าล้วนได้รับการอนุเคราะห์จากสุภาพสตรีท่านหนึ่ง คือ เจ้าจอมมารดาทับทิม เหมือนกัน
เรื่องราวของพระอาจารย์บุญนาคคงไม่ตกมาถึงคนรุ่นหลัง หากท่านไม่รับปากเจ้าจอมมารดาทับทิม ซึ่งอาราธนาให้ท่านเขียนประวัติขณะเข้าไปรับบาตรในวังกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช ผู้เป็นพระราชโอรสเจ้าจอมมารดาทับทิมเมื่อ พ.ศ. 2480 ทว่าน่าเสียดายที่บันทึกดังกล่าวขาดหายไปเล่มหนึ่ง ยังเหลือแต่เล่มแรกซึ่งเป็นความตอนต้นเท่านั้น
แม้จะเหลือความเพียงเท่านั้น แต่ปรากฏว่าหนังสือเล่มนี้ก็ถูกพิมพ์เผยแผ่ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเหตุว่าได้สร้างแรงบันดาลใจและยังความศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ผู้อ่านได้มาก แสดงให้เห็นถึงคุณค่าของเนื้อหาและความสามารถในการบอกเล่าของเจ้าของเรื่องได้เป็นอย่างดี
พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวัณโณ) เจ้าอาวาสวัดโสมนัสวิหารรูปปัจจุบัน ซึ่งเป็นผู้ที่ชำระต้นฉบับในการพิมพ์ชั้นหลังของหนังสือเล่มนี้ก็ยังระบุว่า “หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าทางด้านการปฏิบัติกรรมฐาน อ่านสนุก ตื่นเต้น เหมือนนิยายผจญภัย มีการเผชิญสัตว์ร้าย บุคคลแปลกๆ และความยากลำบากนานาชนิด จนแทบไม่น่าเชื่อ แต่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงๆ อ่านแล้วน่าติดตาม แทบวางไม่ลงถ้ายังไม่จบ ผู้อ่านส่วนมากแม้แต่ผู้อยู่ในวัยหนุ่มสาวมักจะอ่านรวดเดียวจบและอยากอ่านเล่ม 2 ต่อ แต่ยังหาต้นฉบับไม่ได้...”
ถึงพระอาจารย์บุญนาคจะเขียนอัตชีวประวัติ แต่กลับมิได้ให้รายละเอียดอะไรเกี่ยวกับชาติภูมิของตัวเองนัก คล้ายกับว่า ท่านไม่เห็นว่าเรื่องเหล่านี้ไม่สลักสำคัญ เรื่องราวการเรียนรู้ธรรมะต่างหากที่สำคัญกว่า ดังจะเห็นลักษณะดังกล่าวนี้ได้ตั้งแต่ต้นเรื่องเลยทีเดียวดังนี้
“อาตมภาพเป็นบุตรคนสุดท้องของบิดามารดา เมื่ออายุได้ 6 ขวบพอดี วันนั้นเป็นเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ มารดานำพาไปทำบุญวันเกิดแห่งอาตมภาพที่วัดเผอิญหนาวจัด มองเห็นท่านพระครูปานห่มจีวรผืนใหญ่เข้าใจว่าจะอุ่น ก็ร้องเรียกให้มารดาขอให้ มารดาบอกว่า ยังไม่บวช เอามาห่มไม่ได้ กลัวบาป อาตมภาพมองขึ้นไปข้างบน เห็นพระพุทธรูปที่พิมพ์ใส่แผ่นกระดาษเรียงลำดับ 12 องค์ ซึ่งพระท่านติดไว้บนหัวนอน ถามมารดาว่า นั่นอะไร มารดาบอกว่า นั้นรูปพระเจ้า ดังนี้
ต่อนั้น อาตมภาพก็นึกรักใคร่เลื่อมใสในพระพุทธรูปนั้น บอกมารดาขอให้ มารดาไม่ขอก็ร้องไห้ขึ้นทันใดไม่หยุด ตกลงสมภาพวัดได้เอามาให้ แล้วนำไปไว้ที่บ้าน วันหลังถามมารดาว่า แม่ เวลานี้พระเจ้าอยู่ที่ไหน แม่บอกว่า พระเจ้าไปนิพพานแล้ว จึงขอให้แม่นำไปนิพพานที่พระเจ้าอยู่ แม่บอกว่าไปไม่ได้ นิพพานอยู่เมืองฟ้า...”
อย่างไรก็ตาม พระสาสนโสภณ (พิจิตร ฐิตวัณโณ) เล่าไว้ในความนำว่า “พระอาจารย์บุญนาคอุทิศชีวิตพรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ไม่ได้มุ่งลาภสักการะและเกียรติยศชื่อเสียง ท่านเกิดที่จังหวัดไหน เมื่อไหร่ บรรพชาเมื่อไหร่ ท่านมิได้บอกไว้ จากประวัติที่เล่าไว้ พอคาดคะเนได้ว่า เกิดที่ จ.อุบลราชธานี เมื่อ พ.ศ. 2455 บวชเป็นสามเณรเมื่อ พ.ศ. 2564 เมื่ออายุได้ 9 ปี ใน พ.ศ. 2470 ก็ออกเที่ยวกรรมฐาน...”
ในวัยอายุครบ 6 ขวบ ชีวิตพระอาจารย์บุญนาคพลิกผัน ไม่ใช่แค่เห็นพระห่มจีวรแล้วอยากห่ม เห็นรูปพระพุทธองค์แล้วเลื่อมใส ร้องไห้อยากได้เท่านั้น แต่คล้อยหลังจากนั้นมาไม่เท่าไหร่ อยู่มาวันหนึ่งท่านเห็นพระชักแถวมาบิณฑบาตในลักษณะคล้ายกับรูปที่ติดอยู่บนหัวนอนก็นึกว่าเป็น “พระเจ้า” จึงร้องบอกมารดาว่า แม่พระเจ้ามาหน้าบ้านเรา พอมารดาท่านโผล่ออกมาดูเห็นพระบิณฑบาตจึงร้องนิมนต์ พอใส่บาตรกันเสร็จเด็กชายบุญนาคได้ถามมารดาว่า พระมาจากไหน? มารดาท่านตอบว่า มาจากวัด
แล้วท่านก็ถามคำถามซึ่งเด็กทั่วไปไม่น่าจะถามคือ “พระมาจากไหนถึงไปอยู่วัด?”
พอมารดาตอบว่า “ไปจากบ้านไปบวชที่วัด”
ทันทีที่ได้รู้ว่าพระไปจากบ้านไปบวชถึงได้อยู่ที่วัด เด็กชายบุญนาคก็เอ่ยปากขอบวชไปอยู่วัด
ขอสองหนมารดาก็ห้าม ท่านเลยร้องไห้ และไม่ยอมกินข้าวตั้งแต่เช้ายันเที่ยง สุดท้ายต้องเอาท่านไปฝากให้อยู่กับสมภาร อยู่กับท่านๆ ก็พาไปจำพรรษาที่วัดป่า อ.ยโสธร ซึ่งห่างจากบ้านเกิดขนาดเดิน 3 คืนจะถึง ระหว่างเดินทางท่านสมภารก็บอกว่า ยังเด็กอยู่ให้ไปเรียนหนังสือในเมืองก่อนแล้ว 3 ปีจะบวชให้
ท่านเล่าว่า ตอนนั้นไม่รู้ว่าอะไรคือเดือน คือปี พอตื่นเช้าขึ้นมาก็ถามท่านทุกวันว่า 3 ปีหรือยัง แรกๆ ท่านก็หัวเราะ ถามมากเข้าคงรำคาญเลยบอกว่าให้ตั้งใจเรียนครบ 3 ปีแล้วจะบอก
“ต่อนั้นอาตมภาพก็ตั้งใจเรียนหนังสือในสำนักอาจารย์ต่อไป จนอายุได้ 8 ขวบพอดี ตรงกับเดือน 3 ขึ้น 3 ค่ำ กลางคืนวันนั้นฝันเห็นพระเจ้าพร้อมรัศมีสว่างไสว ตื่นนอนขึ้นมารู้สึกคิดถึงมาก จึงกราบพระสวดมนต์ แล้วก็ปรารถนาเป็นพระเจ้าอีกองค์หนึ่ง ต่อนั้นไปทุกๆ วันก็ตั้งใจเก็บดอกไม้มาบูชา แล้วปรารถนาเป็นพระเจ้า จนอายุ 9 ขวบอาจารย์ก็บวชให้เป็นสามเณร พอบวชแล้วก็เรียนหนังสือกับอาจารย์ต่อไปอีกเป็นเวลา 6 ปี...”
ชีวิตท่านหักเหอีกครั้งเมื่ออายุครบ 14 ขวบ เต็ม 15 ปีย่าง ท่านว่า ตอนนั้นมีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งชวนไปทำปาณาติบาตโดยฆ่าแย้ 1 ตัว พอกลับวัดไหว้พระสวดมนต์ จำวัดแล้วนิมิตเห็นพระพุทธองค์ นั่งประชุมอยู่ใต้ร่มต้นหว้าพร้อมภิกษุอีก 23 รูป และพระพุทธองค์ได้แสดงธรรมขึ้นว่า “จะเป็นสมณะเพราะศีรษะโล้นก็หามิได้ คนจะเป็นสมณะเพราะผ้าเหลืองก็หามิได้ จะเป็นสมณะเพราะไม่มีภรรยาก็หามิได้ จะเป็นสมณะเพราะเรียนรู้มากก็หามิได้ ผู้เที่ยวไปไม่มีอาลัยในชีวิตและถึงพร้อมด้วยความเป็นอยู่และที่อาศัยเช่นนี้ จึงได้นามว่า เป็นสมณะ”
ทันทีที่ตื่นขึ้นมาในช่วงตีหนึ่ง แล้วเห็นเพื่อนบรรพชิตนอนกันเกลื่อนกล่น อยู่นอกกุฏิ จึงลงจากพนักกุฏิไปนั่งตรึกอยู่ในใต้มะม่วง ตรึกถึงความฝันของตัวเอง ตรึกถึงมารยาทความเป็นอยู่ของพระเณรที่อยู่ร่วมกันแล้ว รุ่งขึ้นท่านก็ขอขมาครูอาจารย์ก่อนหลีกเร้นออกมา เพื่อเริ่มต้นใช้ชีวิตจาริกเยี่ยงวิถีพระกรรมฐานขณะอายุได้เพียง 15 ปี
หากมิได้ประกอบบุพกรรมาเป็นอย่างดี มีครูอาจารย์วางรากฐาน มีความตั้งใจมั่น มีสติปัญญา มีความตั้งใจมั่นเป็นทุนเดิม รวมทั้งมีจิตใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวแล้วคงยากที่เณรน้อยรูปหนึ่งจะตัดสินใจเช่นนั้นและเอาตัวรอดได้หลังจากตัดสินใจไปแล้ว
พิจารณาได้จากประสบการณ์และการแก้ไขปัญหาในวันแรก หลังหยุดพักที่ป่าช้าวัดป่าหนองแสง พอตกค่ำแล้วนึกกลัวผี แล้วจึงพิจารณาขึ้นว่า
“อะไรเป็นผี ได้ความว่า ใจเป็นผี เพราะร่างกระดูกเขาเผาและฝังหมดเสียแล้ว ตกลงว่าไม่จริง วัว ควาย หมู ไก่ ก็มีใจทั้งนั้น ทำไมคนกินเนื้อมันได้ เช่น วัว ควาย ยิ่งตัวใหญ่ไม่กลัวผี มันหลอกหรือ ทำไมกินเนื้อมันได้... มนุษย์นี้หลอกกันทั้งนั้น สิ่งใดกินเนื้อมันเห็นว่าไม่มีผีมันหลอก ...
เมื่อพิจารณาเช่นนี้ แต่วันนั้นมา ขึ้นชื่อว่า ป่าช้าอยู่ได้ทุกแห่งไป...”
ระยะแรกของการเที่ยวจาริกไปแต่ผู้เดียวนั้น ดูเหมือนว่าอุปสรรคสำคัญที่ต้องฝ่าฟันไปให้ได้ คือ ความกลัวของตัวเอง
ท่านจรไปตามป่าตามเขาไปในที่กันดารต่างๆ เจอช้าง เจอเสือ เจองู เจอลิง ทั้งในระยะกระชั้นชิด ถึงเนื้อถึงตัว ฯลฯ หลายครั้งหลายหน บางครั้งก็สลดใจตนเองถึงกับนั่งหลั่งน้ำตาแต่ก็เอาตัวรอดมาได้ทุกครั้งโดยอำนาจแห่งธรรม อันเกิดแต่สติและปัญญาชอบโดยแท้
อาทิ เมื่อต้องไปอยู่ที่มีภัยที่คับขันท่านมักตั้งสัจอธิษฐานว่า “ข้าแต่เทพยดาทั้งหลาย พร้อมด้วยคุณพระรัตนตรัย หากว่าข้าพเจ้ายังมีกรรมเวรกับสัตว์ตัวหนึ่งตัวใดแล้ว ขอให้สัตว์เหล่านั้นมาล้างผลาญทำลายในชีวิตข้าพเจ้าให้เป็นไปตามยถากรรมนั้นๆ หากว่าข้าพเจ้ามิได้มีกรรมเวรกับสัตว์ตัวหนึ่งตัวใดแล้ว ส่วนปฏิปทาการบำเพ็ญบารมีของข้าพเจ้าจงเป็นไป อย่าได้ขัดข้องต่ออันตรายทั้งหลายอันพึงมีในเบื้องหน้า”
ปรากฏว่า ภยันตรายทั้งหลายนั้นมักปลาสไปสิ้น
การเผชิญหน้ากับความทุกข์ยากและภยันตรายต่างๆ นั้น ทำให้ท่านเจริญในธรรมอย่างยิ่ง อาทิ เมื่อเจอเสือระยะใกล้ๆ แล้วมันไม่ทำอันตรายท่านก็พิจารณาได้ความว่า “ใครทั้งหมดในโลกนี้จะอยู่ทนได้เพราะความกลัวตายก็หามิได้ หรือว่านึกอยากตายแล้วก็ตายลงทันทีหามิได้ ข้อนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์คงตั้งอยู่ได้หรือตายลงก็ดี ต้องเป็นไปตามยถากรรมของสัตว์ตามให้ผลเท่านั้น”
เมื่อพิจารณาต่อว่าควรจะเจริญธรรมบทไหนก็ระลึกว่า สติปัฏฐาน 4 เพราะธรรมหมวดนี้พระพุทธองค์ทรงรับรองว่า ถ้าเจริญให้มากแล้ว ย่อมบรรลุภายใน 7 ปี บ้าง 7 เดือนบ้าง 7 วันบ้าง
จากนั้นก็นั่งพิจารณาว่า กายก็สักแต่ว่าเพียงกาย ไม่ใช่สัตว์ ไม่ใช่บุคคล ตัวตนเราเขา เรียกว่ากายานุปัสสนา เวทนาสุขทุกข์ก็ไม่ใช่เรา เรียกว่าเวทนานุปัสสนา จิตก็ไม่ใช่เรา เรียกจิตตานุปัสสนา ธรรมารมณ์ที่คิดพล่านกับจิตก็ไม่ใช่เรา เรียกว่า ธรรมานุปัสสนา ฯลฯ
พึงระลึกว่า นั่นคือ กระบวนการคิดของสามเณรวัย 15 ปีเท่านั้น!
ท่านมีสติรู้ตัวและเจริญธรรมอยู่ตลอด แม้ไปเจอผู้คนต่างถิ่นแล้วเขาซักถามธรรมะ หากดูแล้วว่ามิใช่เป็นการซักถามเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ พูดไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ท่านก็มักใช้วิธีเงียบเสีย บางทีคนถามอะไรท่านก็ไม่พูด และไม่พูดเป็นเวลานานติดๆ กันหลายวันก็มี ทำให้บางที่ บางแห่ง บางคน นึกว่าท่านเป็นพระบ้าก็มี เช่นที่เมืองวัง ประเทศลาวนั้น ทั้งตำรวจ ทั้งนายอำเภอ มาบังคับให้ท่านแสดงธรรม ท่าน
ก็นิ่งเฉยอยู่
กระทั่งออกพรรษาแล้วมีคนมาทำบุญกันมาก และได้อาราธนาท่านแสดงธรรม ท่านจึงแสดงธรรมในหัวข้อ “สุขินทริยัง ทุกขินทริยัง มายุปะมาวิญญาณัง”
ท่านอธิบายว่า ความสุขซึ่งเป็นของมีจริง ทั้งเป็นใหญ่ด้วยแต่ไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ทางกายทางใจก็มีจริง ทั้งเป็นใหญ่ด้วยแต่ไม่เที่ยง ถูกหลอก เจ้ามายา คือ วิญญาณัง เจ้าวิญญาณตามรู้แจ้งว่า สิ่งนี้เป็น
สุขเข้าอาศัย ความสุขที่มาถึงพร้อมชั่วขณะจิตดูแล้วก็หายไป เพราะความสุขอันเกิดจากความพอใจ เนื่องมาจากความคิดในอารมณ์อันเป็นที่พอใจแล้วก็สุข หรืออิ่มใจมาจากความคิดในอารมณ์อันเป็นที่พอใจแล้วก็สุข หรืออิ่มใจขึ้นประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแล้วก็เสื่อมไป เพราะเขาเป็นของไม่เที่ยง ...ฉะนั้น สมเด็จพระศาสดาจึงตรัสเทศนาสรรเสริญ ความสงบจิต เอาอาโยโค ความเข้าไปสงบจิต เป็นยอดวาจา เมื่อกายวาจาสงบก็เป็นศีลสังวร เสร็จอยู่ที่ใจสงบเท่านั้น ไม่ต้องไปอ่านหรือนับว่านี้ศีล นี้สมาธิ นี้ปัญญา เมื่อรักษาจิตให้สงบแล้วก็บริบูรณ์พร้อมทั้งศีล สมาธิ ปัญญาเท่านั้น เมื่อไม่มีปัญญาจิตก็ไม่สงบ เมื่อปัญญาทำให้จิตสงบได้แล้ว ศีลสมาธิก็บริบูรณ์ขึ้นในขณะนั้น...”
สาธุชนเหล่านั้นฟังแล้ว จึงแจ้งแก่ใจว่า สามเณรรูปนี้มิได้บ้า จึงพร้อมใจกันขอขมาที่ได้ดูหมิ่นท่าน
บางทีพระผู้ใหญ่ในถิ่นต่างๆ ก็ระรานท่านเพราะกิริยาที่ท่านปฏิบัตินั้นผิดแผกไปจากที่พระเณรสมัยนั้นทำกัน ซึ่งโดยมากคือ บวชแล้วไม่เรียนไม่รู้ธรรมวินัย
ครั้งหนึ่งพระครูรูปหนึ่งมาให้ตำรวจนำตัวท่านไปขัง พอเรื่องขึ้นศาลขึ้นชำระความกัน นายอำเภอก็ถามท่านว่า ได้ต่อว่าพระครูองค์นั้นจริงหรือไม่ ท่านก็ตอบว่าไม่ได้ว่า เพียงแต่เอ่ยถึงธรรมบทว่า ผู้สงบ คือ สมณะ
บุคคลที่มีความอิจฉาและความโลภอยู่ ถึงโกนศีรษะก็ไม่เรียกว่า สมณะ
พระครูก็พูดขึ้นต่อหน้านายอำเภอว่า มันเล่นสำนวน จริงหรือไม่เณร ท่านตอบว่า ตามความประสงค์ของท่านแล้ว แต่จะจริงตามคำของพระพุทธเจ้าหามิได้
เขาถามว่า แล้วจริงของพระพุทธเจ้านั้นอย่างไร ท่านตอบว่า จริงคือ ความดับ นั่นแหละเป็นความจริงของพระพุทธเจ้า
เขาถามว่า ดับอะไร? ท่านตอบว่า ดับความโกรธและความจองล้างจองผลาญจึงได้นามว่า สาวกะ คือ สาวกผู้ฟังสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
เขาถามว่า เณรดับได้และฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง ท่านตอบว่า “ถ้าผมดับความโกรธและความจองล้างจองผลาญกับคนอื่นได้ ก็ได้ชื่อว่า ผมดับและฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ถ้าผมดับไม่ได้ผมก็คงยังไม่ดับเท่านั้นเอง”
เขาถามว่า เดี๋ยวนี้เณรดับได้ไหม ท่านตอบว่า ถ้าผมดับความโกรธของผมได้เดี๋ยวนี้ผมก็ดับได้ ถ้าผมยังดับไม่ได้ผมก็ยังอยู่นั้นเอง
เขาถามว่า ถ้าอย่างนั้นเณรเป็นอรหันต์แล้วหรือ ท่านตอบว่า ถ้าผมสิ้นไปแล้วจากอาสวะ อาสวะก็สิ้นไปจากผม ถ้าผมยังไม่สิ้นจากอาสวะ อาสวะก็ยังอยู่ที่ผม
การโต้ตอบกันที่ชวนให้นึกถึงพระนาคเสนกับพระเจ้ามิลินทร์นี้เองทำให้นายอำเภอรู้ว่า ท่านมิได้บ้า
น่าสนใจว่า ในประวัติที่ท่านบันทึกไว้เองนี้ ตอนหนึ่งได้เล่าว่า ท่านได้ไปขอรับการชี้แนะจากพระอาจารย์หลายท่านที่ถ้ำพระเวส พระอาจารย์หลายท่านนี้ไม่ทันเอ่ยปากถามก็รู้ความในใจ และท่านยังบอกกับสามเณรบุญนาคด้วยว่า เณรจะได้บวชพระ เณรบำเพ็ญเช่นนี้มาแล้ว 111 ชาติ แต่ไม่ทันได้บวชสักที อายุ 18-19 ปีก็ตายเสียก่อน ทั้งนี้เพราะครั้งหนึ่งเสวยชาติเป็นเสือโคร่งแล้วทำลายชีวิตคนอื่นมา ด้วยนิสัยเสือโคร่งนี้ทำให้มีใจกล้าหาญ ชอบเที่ยวกลางคืนมากกว่ากลางวัน ถ้าอยู่ในที่ซ่อนเร้นจิตจะสบาย และลงมือทำอะไรแล้วยากจะถอน ขอให้พยายามไปเถิด อายุ 20 ปี จะมีความรู้ความเห็นเป็นที่อุ่นใจ
ต่อมาท่านได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์รับการชี้แนะจากพระอาจารย์สิงห์ เข้าออกที่สำนักวัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา อยู่หลายหน
ในวัยต่อๆ มา หรือขณะอายุ 20 ปี จะมีความเห็นเป็นที่อุ่นใจอย่างไรไม่ปรากฏ เพราะบันทึกเล่มหลังหายไป แต่ท่านได้อุปสมบทดังพระอาจารย์หลายท่านได้ระบุไว้จริงๆ
เมื่อปี 2515 มีผู้อ่านหนังสือนี้แล้วมีศรัทธาได้ตามหาท่านถึงบ้านท่าตูม ต.นาเดื่อ อ.ศรีสงคราม ซึ่งขณะนั้นเป็นกิ่งอำเภอศรีสงคราม อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม แต่ก็ได้ความไม่แน่นอน บางคนที่รู้จักท่านก็ว่า ท่าน
มรณภาพไปแล้ว บ้างก็ว่าเข้าป่าแล้วหายสาบสูญไป
อย่างไรก็ตาม บันทึกประวัติเพียงครึ่งเล่มนี้ก็ได้สร้างแรงบันดาลใจชนิดไม่รู้จบ ให้พุทธศาสนิกชนจนถึงทุกวันนี้







