
เจ้าของบ้านเช่า"เอ๋"ยันไม่เคยทะเลาะ-พี่ขอผ่าศพพิสูจน์
กงสุลไทยเข้าตรวจสอบบ้านเช่า เอ๋-พัชราที่สหรัฐ เจ้าของยันไม่เคยมีปากเสียงกัน ขณะที่ครอบครัวเชื่อเป็นฆาตกรรมอำพรางขอผ่าศพพิสูจน์
กงสุลไทยเข้าตรวจสอบบ้านเช่า เอ๋-พัชราที่สหรัฐ เจ้าของยันไม่เคยมีปากเสียงกัน ขณะที่ครอบครัวเชื่อเป็นฆาตกรรมอำพรางขอผ่าศพพิสูจน์
เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ (www.thairath.co.th) รายงานว่า เมื่อวันที่ 13 ต.ค. นายบรรณา วังวิวัฒน์ กงสุลประจำสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้เดินทางไปตรวจสอบรายละเอียดของคดีง น.ส.ผดุงศรี แวงวรรณ หรือเอ๋-พัชรา แวงวรรณ วัย 48 ปี อดีตนักร้องชื่อดังวงโอเวชั่น เสียชีวิตในสภาพแขวนคอกับขื่อโรงรถของบ้านที่เช่าอยู่ในเมืองริเวอร์ไซด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 ต.ค. ซึ่งต่อมาสถาบันนิติเวชเมืองริเวอร์ไซด์ แจ้งกับทางสถานกงสุลใหญ่ นครลอสแอนเจลิส ระบุว่า เป็นการแขวนคอตาย แต่ครอบครัวของ เอ๋-พัชรา ไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากที่ผ่านมาเจ้าตัวเพิ่งติดต่อกลับมาให้ค้นหลักฐานการศึกษาส่งไปให้ เพื่อเรียนพยาบาลต่อให้สำเร็จ
นายบรรณาได้เดินทางไปที่บ้านเช่าของ เอ๋-พัชรา โดยพบกับนายโซล มิเรอร์ ชาวอเมริกันผิวสี อายุ 80 ปี เจ้าของบ้าน ซึ่งระบุว่า เอ๋-พัชรามาเช่าบ้านอยู่ตั้งแต่ปี 2546 จนกระทั่งเสียชีวิต โดยเอ๋-พัชรามีความสนิทสนมกับบุตรชายของตน หลังจาก เอ๋-พัชรา เดินทางมาจากเมืองไทยก็มาเรียนภาษาและเมื่อว่างจากการเรียนภาษาก็มาเป็นคนดูแลผู้สูงอายุ โดยทำงานกับตนตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2550 ก็ออกจากงานที่ทำ ไปหางานอื่นทำถึง 3 แห่ง แต่ยังเช่าบ้านอยู่
นายบรรณาถามนายโซลว่าการที่ เอ๋-พัชรา ลาออกจากงานดูแลผู้สูงอายุของนายโซล มีปัญหาทะเลาะกันหรือไม่ นายโซลตอบว่า ยังดีกันอยู่ ไม่เช่นนั้นเอ๋-พัชรา คงไม่เช่าห้องพักที่บ้านตนอยู่จนปัจจุบัน นายบรรณาถามอีกว่า ก่อนตายมีอะไรผิดปกติหรือไม่ นายโซลตอบว่า ก่อนตาย 1 วัน ไม่เห็นว่าเอ๋-พัชรามีอะไรผิดปกติ แต่เช้าวันที่ 10 ต.ค.เพื่อนบ้านมาบอกตนว่าเห็นอะไรใหญ่ๆห้อยอยู่ในโรงรถ ตนก็บอกว่าไม่ได้ยินเสียงอะไรและไม่ได้มาดูที่โรงรถ แต่เพื่อนบ้านมองเห็นจากมุมไกล จึงไปดูที่โรงรถก็เห็นร่างของเอ๋-พัชราแขวนคออยู่ก็ตกใจ รีบโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาตรวจสอบนำศพไปชันสูตร และตำรวจได้เก็บยาในบ้านที่เอ๋-พัชรากินไปตรวจสอบทั้งหมด
นายโซลยังได้สอบถามนายบรรณากลับด้วยว่า ทราบหรือไม่ว่าเอ๋-พัชรากินยาอะไรบ้าง นายบรรณาตอบว่า พี่ชายของเอ๋-พัชรา เล่าให้ฟังว่า ยาที่เอ๋-พัชรากินเป็นยาแก้ไซนัสอักเสบกับภูมิแพ้ นายโซลจึงแจ้งให้ทราบว่า ไม่น่าจะมีแค่นั้น เพราะเห็นว่าเอ๋-พัชรามียามาก ไม่แน่ใจว่าจะกินยามากเกินไปจนคิดฆ่าตัวตายหรือเปล่า และไม่แน่ใจว่าเครียดเพราะตกงานหรือเปล่า เนื่องจากเดิมมีงานทำ 3 แห่ง แต่ระยะหลังไม่มีงานทำ อาจทำให้คิดมากหรือเปล่า ส่วนวิชาพยาบาลที่เรียนอยู่ก็ต้องพักการเรียนไว้
ต่อมานายบรรณาเดินทางไปที่สถานีตำรวจเมืองริเวอร์ไซด์ พบกับนายทาวน์แซนด์ ตำรวจฝ่ายสืบสวนที่คุมคดีการตายของเอ๋-พัชรา ซึ่งนายทาวน์แซนด์ เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นคดีดัง เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็กๆ ไม่เคยมีคดีแบบนี้ และไม่ค่อยมีคดีอาชญากรรมในเขตท้องที่นี้ นายบรรณาจึงได้ติดต่อขอรายงานผลคดีและผลการชันสูตรศพ
นายทาวน์แซนด์แจ้งว่า จะทำเรื่องขออนุมัติจากผู้บังคับบัญชาก่อน ปกติจะมีค่าธรรมเนียม 32 เหรียญสหรัฐฯ และหากเป็นสถานกงสุลทำเรื่องขอมาสามารถขอใบชันสูตรศพได้โดยไม่ต้องมีใบมอบอำนาจจากญาติผู้ตาย พร้อมกันนี้นายทาวน์แซนด์ได้ถามว่า ทราบหรือไม่ว่าเอ๋-พัชรากินยาอะไรบ้าง นายบรรณาจึงให้ข้อมูลว่าพี่ชายผู้ตายแจ้งว่าปกติผู้ตายกินยาแก้ไซนัสอักเสบและภูมิแพ้
นายบรรณาสอบถามตำรวจที่คุมคดีอีกว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าคดีนี้จะเป็นการฆาตกรรม เนื่องจากพี่ชายผู้ตายตั้งข้อสงสัยมา ตำรวจตอบว่าจากการตรวจสอบชัดเจนแล้วว่าเป็นการฆ่าตัวตายแน่นอน และขอให้ทางสถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ทำหนังสือเป็นทางการมาขอผลการชันสูตรได้
ทั้งนี้นายเจษฎา กตเวทิน กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส ได้ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายกงสุลเร่งดำเนินการประสานกับกรมการกงสุล และครอบครัวผู้ตาย เพื่อจัดส่งหนังสือมอบอำนาจพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องมาให้ทางสถานกงสุลใหญ่ฯ เป็นตัวแทนรับศพเอ๋-พัชรา ส่งกลับประเทศไทยโดยเร็วที่สุด
ขณะที่ นายผดุงศักดิ์ แวงวรรณ พี่ชาย เอ๋-พัชรา กล่าวว่า ทางครอบครัวตกลงกันแล้วว่าจะรับศพกลับมาบำเพ็ญกุศลที่ไทย โดยมอบหมายให้นายนฤชา เพ่งผล ครูเพลงของเอ๋-พัชรา ติดต่อวัดสายไหม อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ไว้แล้ว
นายผดุงศักดิ์ระบุว่า ยังติดใจว่าสาเหตุการตายของน้องสาวว่าอาจเป็นการฆาตกรรมอำพราง เนื่องจากน้องสาวเคยโทรศัพท์มาเล่าให้ฟังว่า เคยมีเรื่องทะเลาะกับเจ้าของบ้านที่เช่าอยู่ และบุตรชายวัย 50 ปีเศษ จึงอยากให้ทางตำรวจสืบสวนสาเหตุการตายให้ชัดเจนด้วย
ทั้งนี้ได้เตรียมหลักฐานเอกสารเพื่อยื่นไปยังกงสุลไทยที่สหรัฐอเมริกา แสดงความจำนงรับศพจากกรมตำรวจสหรัฐ เพื่อชันสูตรและผ่าพิสูจน์ศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจนต่อไป ก่อนที่จะนำศพกลับมาประเทศไทย
นายประสิทธิพร เวทย์ประสิทธิ์ รองอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับการติดต่อจากญาติของ น.ส.พัชราว่าทางญาติยังติดใจเรื่องการตายของ น.ส.พัชรา แล้ว กรมการกงสุลจึงได้ประสานไปยังสถานกงสุลใหญ่ ณ ลอสแอนเจลิส ขณะนี้ยังรอคำตอบกลับ ซึ่งการแขวนคอต้องรอให้ตำรวจชันสูตรศพ จึงจะแจ้งถึงสาเหตุว่ามีการฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่







