
จำนำข้าว ถูกใจ-ไม่ถูกจุด
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ถูกถกเถียงอย่างหลากหลายระหว่างชาวนากับกลุ่มนักวิชาการในเวทีเสวนา โดยเฉพาะการชั่งน้ำหนักระหว่างการช่วยเหลือชาวนาให้พ้นความจนด้วยราคาผลผลิตที่สูงถึง 1.5 หมื่นบาท/ตัน กับผลประโยชน์ของชาติ ซึ่งควรจะมีอำนาจการต่อรองค้าข้าวในเวทีตลาดโลก
คำถาม คือ แท้จริงแล้วใครควรจะได้ประโยชน์จากนโยบายนี้
อดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อธิบายถึงผลเสียของโครงการที่เกิดขึ้นในประเทศ โดยยืนยันว่านโยบายการรับจำนำข้าวจะทำให้ระบบกลไกตลาดต้องสูญเสีย
ทั้งด้านกลไกตลาดในการแยกแยะคุณภาพข้าวล้มเหลว เนื่องจากคุณภาพข้าวลดลง เพราะเป็นการรับซื้อแบบคละเกรด เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการผลิตข้าวคุณภาพ แต่เน้นการปลูกข้าวที่มีระยะเวลาการเก็บเร็วได้ผลผลิตสูง จากนั้นยังต้องพบกับปัญหาการทุจริตแทรกซ้อนในโกดังเก็บข้าว และการระบายออกสู่ตลาด
ขณะที่ผลเสียในระยะยาวเกิดขึ้นกับความสามารถในการแข่งขันในตลาดการค้าข้าวโลกปัจจุบัน เพราะราคาข้าวที่สูงขึ้นทำให้ประเทศไทยไม่สามารถส่งออกข้าวได้ ส่งผลให้มูลค่าการส่งออกของประเทศลดลง 46% คือ จากการส่งออกประมาณ 7.4 ล้านตัน ลดลงเหลือ 3.9 ล้านตัน รวมไปถึงการระบายข้าวของรัฐต้องทำโดยการขายกับรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) สุ่มเสี่ยงต่อการขายในราคาที่ขาดทุน
ถึงกระนั้น แม้ว่าชาวนาจะถูกใจกับโครงการรับจำนำข้าว เพราะได้เงินจำนวนมาก แต่ก็เท่ากับรัฐบาลยังไม่ได้ช่วยชาวนาตรงจุดที่เป็นหัวใจจริงๆ ด้วยการเข้ามาช่วยดูแลด้านต้นทุนการผลิต เช่น ค่าเช่าพื้นที่ทำนา ราคาปุ๋ย ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง
“เมื่อข้าวอยู่ในโรงสีของรัฐ กระบวนการคัดข้าวก็อาจหยุดนิ่ง และอาชีพที่เกี่ยวกับการคัดกรองจะหมดไป ต้องหางานทำอื่น และการสร้างโกดังเก็บข้าวก็ดูจะมีปัญหา รัฐบาลบอกว่าจะให้กองทัพเป็นที่เก็บข้าว ก็ต้องถามว่าประเทศที่วางเป้าหมายจะส่งออกข้าวเป็นเบอร์ 1 มีระบบการจัดเก็บเช่นนี้หรือ
“นี่ยังไม่นับกรณีต้นทุนการผลิต อาทิ ปุ๋ย ค่าเช่าที่ที่เพิ่มขึ้นทันทีที่นโยบายประกาศใช้ ผมยืนยันว่าแนวทางนี้มีผลเสียมากกว่าผลดี ตอนนี้อาจยังไม่เห็นผลอะไร แต่อีก 23 ปี ผมเชื่อว่ามันจะส่งผลกระทบแน่ นอกจากนี้นโยบายก็ยังไม่ได้การันตีว่าจะให้ประโยชน์กับเกษตรกรรายย่อย” นักวิชาการรายนี้ระบุชัด
เช่นเดียวกับ สิริลักขณา คอมันตร์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ซึ่งพยายามเดินหน้าโครงการรับจำนำข้าวต่อไปโดยไม่รับฟังคำแนะนำและงานวิจัยจาก ป.ป.ช. ว่า ผลที่ตามมาก่อให้เกิดความผิดปกติในกระบวนการผลิตข้าว จึงไม่ใช่การช่วยชาวนาที่ตรงจุด อีกทั้งยังมีปัญหาการทุจริตที่รัฐบาลไม่สามารถยับยั้งได้
ดังนั้น ข้อเสนอของ ป.ป.ช. จึงยังเน้นย้ำถึงการให้รัฐบาลจำกัดวงเงินหรือปริมาณรับซื้อ อีกทั้งการรับซื้อในราคาสูงก็ควรรับซื้อเฉพาะกับชาวนารายเล็กเท่านั้น และให้เปลี่ยนเป็นการประกันความเสี่ยง เพราะจะช่วยลดความเสียหาย
แตกต่างกับมุมมองของ ไพศาล เนาวะวาทอง รองประธานสภาเกษตรกร กรุงเทพมหานคร ที่เห็นด้วยกับนโยบายการรับจำนำข้าว
เขาให้เหตุผลว่า เป็นนโยบายที่ชาวนาได้ประโยชน์จริง แต่รัฐต้องเพิ่มกลไกการตรวจสอบมากกว่านี้ โดยเฉพาะการตรวจวัดความชื้นข้าวที่ปัจจุบันไม่มีมาตรฐานที่ดี
“ขอเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงการตรวจคุณภาพข้าวในแต่ละโรงสีให้มีมาตรฐานกว่านี้ เพราะเรื่องความชื้นได้ส่งผลต่อราคาข้าว ทำให้ชาวนาไม่ได้รับเงินจำนำตามกรอบที่รัฐบาลวางไว้ในแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกับการหาทางปิดช่องการทุจริต” ไพศาล ระบุ
ยงยุทธ เทียนรุ่งเรือง ตัวแทนเกษตรกรเขตคลองสามวา บอกว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลเป็นโครงการที่ดีสำหรับเกษตรกรที่ทำให้มีรายได้สูงขึ้น แต่เกษตรกรจะขาดอิสระในการขาย และโรงสีแต่ละแห่งไม่มีมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพที่เท่าเทียมกัน ทั้งการตรวจวัดสิ่งเจือปนและความชื้น
ทั้งนี้ มองว่าหากรัฐบาลนำงบประมาณในโครงการจำนำข้าวไปให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต เช่น การให้สิทธิเกษตรกรซื้อปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดเมื่อแสดงบัตรเกษตรกร พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรมีหลักประกันราคาข้าวแบบเดียวกับการประกันภัยหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเกิดอุทกภัยหรือภัยแล้งที่ส่งผลให้ข้าวเกิดความเสียหาย
ด้านผู้แทนเกษตรกรรายอื่นๆ ได้แสดงความคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว เพราะทำให้คุณภาพชีวิตของชาวนาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน







