posttoday
ปูใจดำคว่ำกะลา

ปูใจดำคว่ำกะลา

13 ตุลาคม 2555

ปราชญ์ท่านว่า “ประสบการณ์สำคัญกว่าความรู้” คงจะเป็นจริง เมื่อมองกรณีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังถูลู่ถูกังลากรัฐบาลนี้ไป โดยหวังว่าจะอยู่ครบเทอม 4 ปี ด้วยวิธีการหลบเลี่ยงปัญหาในเรื่องที่ไม่อยากทำ และโยนปัญหาไปให้คนอื่นทำในเรื่องที่ทำไม่เป็น

ปราชญ์ท่านว่า “ประสบการณ์สำคัญกว่าความรู้” คงจะเป็นจริง เมื่อมองกรณีของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กำลังถูลู่ถูกังลากรัฐบาลนี้ไป โดยหวังว่าจะอยู่ครบเทอม 4 ปี ด้วยวิธีการหลบเลี่ยงปัญหาในเรื่องที่ไม่อยากทำ และโยนปัญหาไปให้คนอื่นทำในเรื่องที่ทำไม่เป็น

ก่อนจะพิจารณาเรื่องการ “อ่อนประสบการณ์” ของท่านนายกฯ ก็ต้องไปคุยเรื่อง “ผู้มากประสบการณ์” อย่างอดีตนายกฯ บางท่าน ซึ่งที่จะยกตัวอย่างก็คือ ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่มักจะมีปฏิภาณตอบโต้คนที่ชอบว่าท่าน “แก่” อยู่บ่อยๆ ได้อย่างแสบๆ คันๆ บางทีก็เป็นปรัชญาที่น่าขบคิด และหลายครั้งก็ได้ช่วยแก้สถานการณ์คับขันของบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี

หลายครั้งมีคนชอบถามทำนองแซวท่านว่า แก่แล้วทำไมยังไม่อยู่บ้านไปเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน ยังมาดักดานวนเวียนอยู่ในวงการเมืองทำไม นั่นคือคำถามในราว พ.ศ. 2528 ภายหลังท่านลาออกจากหัวหน้าพรรคกิจสังคมแล้ว และท่านมีอายุมากถึง 74 ปี แต่ก็ยังต้องมารับภาระอุ้มรัฐบาลของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ รวมทั้งพรรคกิจสังคมที่ได้ท่าน พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา (พ่อสามีของคุณตั๊ก มยุรา ที่กำลังโดนคลื่นลูกใหม่ขึ้นมาโถมทับอย่างที่กำลังเป็นข่าวอยู่นี้) ขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคแทนที่ ตลอดจนยังต้องเขียนบทความลงสยามรัฐอยู่เป็นประจำ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ตอบด้วยปฏิภาณอันเฉียบคม อันเป็นบุคลิกที่โดดเด่นของท่านอยู่แล้วว่า “ก็คนพวกนี้เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานไม่เป็น นายกฯ (เปรม) ก็ไม่มีลูก ส่วนพรรคกิจสังคมก็เป็นลูกเป็นหลานของผมทั้งนั้น ก็ต้องเลี้ยงกระเตงกันไป ส่วนสยามรัฐก็ต้องหารายได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเอง เพราะมาจนเอาตอนแก่ ก็ไอ้พวกนักการเมืองนี่แหละมันปอกลอกจนหมดตัว...”

ท่านทั้งหลายคงไม่รู้หรอกว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ร่ำรวยโดยกำเนิด พ่อของท่านแม้จะเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้ใหญ่และมีตำแหน่งขุนนางใหญ่โตที่สุดท้ายเป็นถึงแม่ทัพภาคและอธิบดีกรมตำรวจ เคยมีวังใหญ่โตอยู่ถนนพระอาทิตย์ สุดท้ายก็ต้องขายให้กับรัฐบาลไปทำเป็นสำนักงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำประเทศไทย และบางส่วนก็ขายให้เอกชน อย่างที่ตอนหลังมูลนิธิของคุณสนธิ ลิ้มทองกุล มาซื้อไปทำบ้านพระอาทิตย์ และ ASTV นั้น

เงินทองส่วนใหญ่ใช้ส่งลูกชาย 3 คน คือ ม.ร.ว.เสนีย์ ม.ร.ว.ถ้วนเท่านึก และ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไปเรียนยังต่างประเทศ ด้วยเห็นเป็นความก้าวหน้าของลูก และที่สำคัญจะได้กลับมารับใช้ทางราชการสนองพระเดชพระคุณในแผ่นดิน ซึ่งก็เป็นไปดังความหวังของท่านพ่อท่านแม่ เพราะในจำนวนนี้มีลูกชายถึง 2 คน ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มีชื่อเสียงปรากฏเป็นอนุสาวรีย์แห่งสังคมอยู่หลายเรื่อง อย่างท่านอาจารย์เสนีย์ก็เป็นผู้กอบกู้เอกราชให้ไทยรอดพ้นจากการเป็นผู้แพ้สงครามภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะรัฐบาลไทยที่ก่อนหน้านั้นนำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้เอาไทยไปร่วมรบกับญี่ปุ่น ซึ่งขณะนั้นท่านอาจารย์เสนีย์เป็นเอกอัครราชทูตไทยอยู่ ณ กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา

สำหรับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่เรากำลังพูดถึงก็เป็นเจ้าตำรับเงินผัน ประกันราคาพืชผล (ไม่ใช่รับจำนำกันชุ่ยๆ แบบรัฐบาลปัจจุบัน) ส่งเสริมสภาตำบล (ที่ต่อมาก็คือ อบต. ต้นแบบการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น) และคนจนรักษาฟรี ขึ้นรถเมล์ฟรี (หรือบิดาแห่งประชานิยมของประเทศไทย) แต่ที่สำคัญมากจนปรากฏเป็นชื่อเสียงในระดับโลกก็คือ การกล้าที่จะเปิดสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีนในยุคที่ เหมาเจ๋อตง ยังมีอำนาจล้นฟ้า และพาประเทศไทยเจริญก้าวหน้าในเวทีระหว่างประเทศมาจนถึงปัจจุบัน

ที่นำท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มาเปรียบหรือเป็นแบบอย่างให้กับคุณยิ่งลักษณ์ก็เพราะว่า คุณยิ่งลักษณ์กำลังอยู่ในอันตรายอันเนื่องมาจากความดื้อดึงที่จะไม่ยอมให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีในขณะนี้ ซึ่งในสมัยของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็เคยลองคิดที่จะทำ แต่ภายหลังก็ทนแรงเสียดทานภายในพรรคร่วมรัฐบาลในยุคนั้นไม่ได้ ก็มีการปรับ ครม.อยู่หลายครั้ง แต่รัฐบาลชุดนั้นก็อยู่ได้ไม่ถึงปี แต่ที่รัฐบาลพังไม่ใช่เพราะการปรับ ครม. แต่เป็นเพราะผลจากการปรับ ครม.นั้นไม่เป็นที่พอใจของนักการเมืองเขี้ยวลากดินในยุคนั้นมากกว่า

รัฐบาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีชื่อเรียกโดยพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันว่า “รัฐบาลสหพรรค” แต่สื่อมวลชนชอบเรียกว่า “รัฐบาลร้อยพ่อพันแม่” เพราะมีจำนวนพรรคที่มาร่วมรัฐบาลราว 67 พรรค ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เคยเล่าให้ฟังว่า เหมือนจับปูใส่กระด้ง เพราะมีแต่ความวุ่นวายไร้ระเบียบ เรียกร้องจะเอานี่โน่นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีที่บางคนยื่นข้อเสนอว่าขอเป็นสัก 2 วันก็พอเพื่อถ่ายรูปไปติดฝาผนังบ้านให้เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล (ฮา) บางคนที่ตื้อมากลงทุนมานั่งเฝ้าหน้าบ้านสวนพลูตั้งแต่พระยังไม่บิณฑบาต แถมยังติดสินบนตำรวจหน้าบ้านเพื่อที่จะได้เข้าพบท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เป็นคิวแรกๆ (ฮาๆ)

ตอนตั้งรัฐบาลเสร็จใหม่ๆ ท่านก็มีข้อตกลงกับพรรคร่วมต่างๆ ว่า ให้ไปแก้ปัญหาของแต่ละพรรคเอาเอง เช่นจะจับสลากหมุนเวียนกันเป็นรัฐมนตรีอย่างไร (ท่านว่าอย่างนี้จริงๆ พยานหลายท่านก็ยังมีชีวิตอยู่ในขณะนี้) หรือแม้กระทั่งจะสรรหาตำแหน่งอะไรมารองรับคน (ติณหาจัด) เหล่านี้ดี เช่น การตั้งตำแหน่งประจำสำนักนายกฯ ให้มีเงินเดือนเพิ่มบ้างสัก 3,0004,000 บาท หรือเพื่อพิมพ์นามบัตรให้โก้หรู ซึ่งสื่อมวลชนในสมัยโน้นเรียกตำแหน่งเหล่านี้ว่า “เทกระโถน”

ดังนั้นจึงมีนักการเมืองอกหักจำนวนไม่น้อยพากันจับกลุ่มสุมหัวหาเรื่องแทงข้างหลังรัฐบาลของตนเอง เช่นขู่ว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่เพื่อแข่งกับรัฐบาล หรือบางคนก็ไปสมคบคิดกับทหารเพื่อให้เห็นว่าถ้าไม่ตอบสนองอะไรระวังทหารจะเอาคืน (หลังจากที่ตกต่ำไปหลังเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 ) แม้กระทั่งทำอะไรที่อับอายขายหน้าแก่รัฐบาล เช่น ไม่ยกมือสนับสนุนกฎหมายของรัฐบาล หรือให้สัมภาษณ์ด่าทอติเตียนรัฐบาลของตัวเอง เป็นต้น

รัฐบาลของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์มีอายุเพียง 10 เดือน คือตั้งขึ้นในเดือน มี.ค. 2518 แล้วในเดือน ม.ค. ปีต่อมาก็ต้องยุบสภา เหตุผลสำคัญก็คือนายกรัฐมนตรี “เอาไม่อยู่” ไม่สามารถควบคุมการบริหารราชการให้อยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อยได้ และเมื่อมีการเลือกตั้งในเดือน เม.ย. 2519 นั้น ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็แพ้ในเขตดุสิตแก่นักการเมืองดาวรุ่งชื่อ สมัคร สุนทรเวช โดยปัจจัยหลักที่ทำให้แพ้ก็คือทหารที่ตบเท้าพากันไม่เลือกท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ กระทั่งในสมัยเลือกตั้งต่อมาท่านต้องมาลงที่เขตพระนครและบางรัก ซึ่งก็ได้เป็น สส.ต่อมาทุกสมัย กระทั่งลาออกจากหัวหน้าพรรคในปี 2528

วันที่ท่านลาออกจากหัวหน้าพรรคนั้นท่านมีหนี้อยู่ถึง 50 ล้านบาท โดยเอาบ้านทรงไทยที่บ้านสวนพลูพร้อมที่ดิน 4 ไร่เศษไปจำนองไว้ตั้งแต่ครั้งที่ตั้งพรรคกิจสังคมใน พ.ศ. 2517 กว่าจะมาไถ่ถอนจำนองได้ก็ใน พ.ศ. 2534 ที่มีคนที่เคารพนับถือท่านหลายคนมาลงขันช่วยกัน เพื่อเป็นของขวัญให้ท่านในวัย 80 ปี และมูลนิธิคึกฤทธิ์ 80 ก็ตั้งขึ้นในปีนั้น

เขียนบทความนี้ก็เพราะได้ข่าวมาว่าคุณยิ่งลักษณ์กำลัง “ดื้อดึง” ไม่อยากจะปรับ ครม. เพราะเกรงว่าจะเกิดแรงกระเพื่อมอันอาจจะกลายเป็นแรงระเบิดพังพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลชุดนี้ได้ ถึงขั้นร่ำลือว่ากำลังทะเลาะกับพี่ชาย (ที่เมื่อวานซืนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ออกมาจับให้มารับผิดคดีโกงแบงก์กรุงไทย) หรือแม้กระทั่งกับพี่สาวของตัวเอง (ผู้มีฉายาว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” รองลงมาจากพี่ชาย)

เคยเคาะกะลาให้อะไรดีใจแล้วเลิกเสีย ก็อาจจะเจอชะตากรรมแบบรัฐบาลหลายๆ ชุดในอดีตก็ได้ เพราะตัณหาพอมันได้ระเบิดออกมาแล้วก็ยากที่จะมีอะไรมากลบเกลื่อน

คว่ำกะลาไป ปูหายใจลำบากนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท