posttoday
โลกเซ็งม็อบถล่มซื้อดันศก.ไทยฝ่าแรงต้านสีแดง

โลกเซ็งม็อบถล่มซื้อดันศก.ไทยฝ่าแรงต้านสีแดง

23 มีนาคม 2553

แม้การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในไทยจะไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนต่างชาติ ก็ใช่ว่าตลาดทุนไทยจะห้อเป็นกระทิงไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะยังมีปัจจัยภายนอกที่สำคัญจากสหรัฐและจีน

แม้การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในไทยจะไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนต่างชาติ ก็ใช่ว่าตลาดทุนไทยจะห้อเป็นกระทิงไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะยังมีปัจจัยภายนอกที่สำคัญจากสหรัฐและจีน

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนี SET Index ของไทย กลายเป็นดัชนีที่ “พุ่งแรงที่สุดในโลก” ตามพาดหัวของเว็บไซต์บลูมเบิร์กและนิวส์วีก หลังทะยานขึ้นสูงสุดในรอบ 21 เดือน บวก 2.1% ไปปิดที่ 774.59 จุด เพราะได้ปัจจัยบวกหลายด้าน ซึ่งรวมถึงปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีของไทย กับตัวเลขภาคการส่งออก 2 เดือนแรกที่ดีเกินคาด

ความร้อนแรงของตลาดทุนไทยนั้นพิสูจน์ได้จากตลาดหุ้นที่พุ่งสูงสุดในรอบ 21 เดือน แรงซื้อต่างชาติเกือบ 1 เดือนมานี้ทะยานขึ้นไปกว่า 3 หมื่นล้านบาท ขณะที่เงินบาทก็แข็งค่าสุดในรอบ 22 เดือน และแข็งค่าที่สุดเป็นอันดับ 3 ในตลาดเอเชีย

ส่วนเมื่อวันที่ 22 มี.ค. แม้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแผ่วลงไม่สามารถฝ่าแนวต้าน 800 จุดได้ โดยลงมาปิดลบ 2.34 จุด ปิดตลาดที่ 771.26 จุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะนักลงทุนทยอยเทขายทำกำไรระยะสั้น กอปรกับความกังวลเรื่องวิกฤตหนี้ในกรีซ และกลัวว่าธนาคารกลางอื่นๆ อาจขึ้นดอกเบี้ยตามธนาคารกลางอินเดีย

แม้อาจดูเป็นทิศทางขึ้นลงผันผวนสวนทางกัน ทว่าทั้งสองเรื่องนี้ก็มีสิ่งหนึ่งที่คล้ายคลึงกันอย่างยิ่ง...

ต่างชาติไม่แคร์ม็อบเสื้อแดง

เพราะแม้จะมีการชุมนุมแดงเดือด ถึงขั้นสาดเลือดใส่ตามทำเนียบรัฐบาล บ้านนายกรัฐมนตรี หรือที่อื่นๆ ทว่าก็ไม่ได้กระเด็นไปถึงตลาดหุ้นหรือนักลงทุนไปด้วย และสถานการณ์การชุมนุมครั้งนี้ก็เป็นไปอย่างสงบมากกว่าครั้งที่ผ่านๆ มา จึงทำให้นักลงทุนเบาใจได้เปลาะหนึ่ง

ที่จริงแล้ว แรงซื้อต่างชาติได้เริ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. หรือก่อนที่จะมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และก่อนที่จะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเสียอีก

ต้องเรียกว่าทั้งหลายทั้งปวงนั้น เป็นเพราะปัจจัยภายนอกเป็นหลัก กอปรกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยที่ฟื้นตัวดีขึ้น จนทำให้ตลาดทุนของไทยสามารถฝ่าแนวต้านอันตรายสีแดงมาได้สำเร็จ

 

โลกเซ็งม็อบถล่มซื้อดันศก.ไทยฝ่าแรงต้านสีแดง

การที่ตลาดทุนไทยเนื้อหอมเป็นพิเศษในช่วงนี้ อาจเป็นเพราะปัจจัยสำคัญที่สุด 2 ประการ คือ ต่างชาติมีสภาพคล่องสูง หรือเรียกง่ายๆ ว่าเงินหนา และหุ้นไทยราคา “ถูก”

ความผันผวนสูงทางการเมืองที่อยู่คู่กับประเทศไทยมาตลอดนับตั้งแต่รัฐประหาร 2549 ผนวกกับวิกฤตการณ์เศรษฐกิจโลก ที่ทำให้ประเทศผู้ส่งออกอย่างไทยต้องซบเซาตาม ได้ฉุดให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยมีราคาถูกที่สุดในภูมิภาคเอเชีย จะเหนือกว่าก็เพียงปากีสถานประเทศเดียวเท่านั้น ซึ่งหุ้นไทยที่ราคาถูกนี่เองที่ทำให้ต่างชาติแห่กันเข้ามาช้อนซื้อ

ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมว่านักลงทุนต่างชาติยังมีเงินอย่างเหลือเฟือ จากผลพวงนโยบายดอกเบี้ยต่ำของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และธนาคารกลางทั่วโลก รวมไปถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมหาศาล อาทิ จากรัฐบาลจีน เพื่อหวังให้สถาบันการเงินช่วยปล่อยกู้ให้ประชาชนและธุรกิจต่างๆ

ทว่า เงินส่วนใหญ่กลับตกอยู่ในมือของนักเก็งกำไรที่หอบเงินไปลงทุนตามประเทศต่างๆ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่อย่างจีน บราซิล รวมทั้งไทย ที่เป็นจังหวะช้อนซื้อหุ้นถูกในสถานการณ์การเมืองที่ไม่ปกติ ทำให้เกิด Fund Flows หรือกระแสทุนมหาศาลไหลเข้าออกเอเชีย และตลาดเกิดใหม่กันเป็นว่าเล่น

จึงไม่น่าแปลกใจที่แรงซื้อสุทธิต่างชาติในตลาดหุ้นไทย ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ. จนถึงปัจจุบัน ทะยานไปแล้ว 1,200 ล้านเหรียญสหรัฐ (กว่า 3.8 หมื่นล้านบาท) หรือเทียบเท่ากับแรงซื้อตลอดทั้งปีที่แล้ว ทำให้ตลาดดีดตัวขึ้นถึง 63%

เฟรเดอริค นอมันน์ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโสของธนาคารเอชเอสบีซีในฮ่องกง กล่าวกับรอยเตอร์สว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงครั้งล่าสุดเท่าที่ผ่านมายังเป็นไปอย่างสงบ และทำให้พอมองเห็นเสถียรภาพทางการเมืองตามมา ซึ่งเพียงพอที่จะทำให้ตลาดขยายตัวได้

“ในฐานะนักลงทุนแบบเน้นคุณค่า ตอนนี้ผมเน้นซื้อหุ้นราคาถูกของตลาดในภูมิภาคนี้ เช่น ญี่ปุ่นและไทย และคงมองข้ามปัญหาทางการเมืองต่างๆ ไปก่อน เพราะดูแล้วคุ้มค่ากว่า” อาร์นุท วาน ริจน์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนในเอเชียของบริษัท โรเบคโค ฮ่องกง กล่าว

อย่างไรก็ตาม แม้การชุมนุมของม็อบเสื้อแดงในไทยจะไม่เป็นอุปสรรคต่อนักลงทุนต่างชาติ ก็ใช่ว่าตลาดทุนไทยจะห้อเป็นกระทิงไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะยังมีปัจจัยภายนอกที่สำคัญจากสหรัฐและจีน โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ย และการควบคุมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ปฏิกิริยาของนักลงทุนนั้นเริ่มสะท้อนให้เห็นบ้างแล้วทั้งในไทยและเอเชีย เมื่อวันที่ 22 มี.ค. หลังจากที่ธนาคารกลางอินเดียประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้บรรดานักลงทุนวิตกว่าแบงก์ชาติอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ อินโดนีเซีย และไทย อาจเป็นรายต่อไป

และเมื่อดูสัญญาณจากจีนแล้วจะเห็นว่าจีนมีความพยายามควบคุมความเสี่ยงฟองสบู่มาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ก็เพิ่งระบายเงินออกจากระบบ 2.13 แสนล้านหยวน (ราว 1.03 ล้านล้านบาท) เพื่อไม่ให้การปล่อยกู้ในประเทศร้อนแรงเกินไปจนกลายเป็นฟองสบู่สินทรัพย์ ดังนั้นนักลงทุนจึงต้องรีบลงทุนกันมากหน่อย ก่อนโอกาสทองจะหมดลง

อย่างไรก็ดี เป็นที่คาดว่าการลงทุนจะยังพอแรงต่อเนื่องไปได้เรื่อยๆ เนื่องจากอีกปัจจัยสำคัญอย่างเฟดนั้น กว่าจะพร้อมขึ้นดอกเบี้ยก็อาจปาไปช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้

เพราะจนถึงปัจจุบันรัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ยังมีเรื่องที่ทำให้ต้องเป็นหนี้อีกมหาศาล ทั้งการแก้ปัญหาการว่างงาน และล่าสุดกับการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่เพิ่งผ่านสภาล่างไปหมาดๆ

ดังนั้น หากจะถามถึงเงินทุนก็ต้องบอกว่ายังมีพร้อมอย่างเหลือเฟือ พอที่จะทำให้ไทยคึกคักกันได้ไปอีกนาน

แต่อยู่ที่ว่าไทยแลนด์จะพร้อมสงบศึกใน และอ้าแขนรับเงินกันหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท