
ศรีภริยา
เมื่อได้งานทำเรียบร้อยก็ต้องหาที่พักในกรุงเทพฯ
เมื่อได้งานทำเรียบร้อยก็ต้องหาที่พักในกรุงเทพฯ
พี่สาวผมพาไปหาบ้านเช่า ผ่านบริษัทเอเยนต์ ได้บ้านที่ซอยชัยพฤกษ์แถวๆ พระโขนง ในราคาไม่กันเองคือ 750 บาทต่อเดือน เจ้าของบ้านเป็นผู้หญิงสูงอายุซึ่งคงกลัวว่าเด็กหนุ่มจากสุพรรณฯอาจไม่มีความสามารถจ่ายค่าเช่าได้จริง จึงขอมาดูที่ทำงานก่อนให้เช่าเพื่อความแน่ใจ ผมต้องพาไปดูที่ทำงานที่เอสโซ่ สุรวงศ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของบริษัท เธอจึงพอใจ
หลังตกลงกันได้ คุณเพ็ญพรรณช่วยเป็นธุระตกแต่งให้พออยู่ได้
ผมพักบ้านนี้เฉพาะช่วงวันทำงานจันทร์ถึงศุกร์ ส่วนเสาร์อาทิตย์จะไปค้างกับเตี่ยและแม่ที่นครไชยศรีบ้าง มหาชัยบ้าง
ผมอยู่ที่บ้านนี้ได้ไม่นาน เพราะไกลจากที่ทำงาน และพอดีรู้จักกับเพื่อนรุ่นเดียวกันคือ คุณไพโรจน์ บูลภักดิ์ ซึ่งต่อมาไปรับราชการทหารและได้ยศพันเอก (พิเศษ) มีบ้านอยู่ซอยงามดูพลี ทุ่งมหาเมฆ และมีบ้านหลังเล็กว่างให้เช่าได้ จึงย้ายมาอยู่ที่ใหม่ ทำให้เดินทางสะดวกขึ้นไม่ว่าจะไปทำงานทั้งที่ช่องนนทรี หรือสุรวงศ์
คุณไพโรจน์และผมเข้าทำงานในระยะเวลาใกล้ๆ กัน และอยู่ที่คลังน้ำมันช่องนนทรีด้วยกัน
คุณไพโรจน์เรียนจบจากสหรัฐ อุปนิสัยเป็นคนสนุกสนาน ชอบชวนเพื่อนๆ ไปเที่ยวหลังเลิกงาน แต่งงานก่อนผมเล็กน้อย ภรรยาชื่อคุณสุดแสวง คุณไพโรจน์เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวของผมเมื่อผมแต่งงาน ลูกๆ ของเราสองครอบครัวตอนเล็กๆ สนิทกันมาก แต่ต่อมาผมและภรรยาย้ายไปอยู่ที่อื่นจึงห่างเหินไปพักหนึ่ง เมื่อผมมาซื้อบ้านอยู่ที่ปัจจุบัน ที่ถนนเย็นอากาศ จึงได้กลับมาใกล้ชิดกันอีกครั้ง เพราะบ้านอยู่ใกล้ๆ กัน ลูกๆ ก็ไปโรงเรียนบริเวณเดียวกัน ช่วยกันรับส่งลูกๆ ได้
เพื่อความสะดวกในการเดินทางไปทำงานผมตัดสินใจซื้อรถไว้ใช้คันหนึ่ง เป็นรถมือสองที่ซื้อจากน้องเขยคุณเพ็ญพรรณคือ คุณกอบชัย จรัญวาศน์ ซึ่งปัจจุบันถึงแก่กรรมไปแล้ว เป็นรถ 2 ประตู พวงมาลัยซ้ายยี่ห้อฟอร์ดแองเกลีย ซึ่งสูญหายไปจากวงการแล้ว ในราคา 1.2 หมื่นบาท โดยผ่อนส่งให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 1 ปี
เหตุที่เอ่ยถึงรถคันนี้ เพราะเป็นรถคันเดียวที่ผมต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อในตลอดชีวิตทำงานจนเกษียณอายุที่ 60 ปี
ถือว่า ผมเป็นคนโชคดีที่หลังจากทำงานได้ 2 ปีเศษ ผมก็ได้ใช้รถบริษัทมาตลอด แรกๆ เป็นรถใช้ในหน้าที่แต่อนุญาตให้นำกลับบ้านได้ หลังๆ เป็นรถประจำตำแหน่งและใช้ได้ในทุกโอกาส
รถใหม่คันแรกที่บริษัท เอสโซ่ จัดให้ใช้ ผมเป็นผู้เลือกรถเอง ครั้งนั้นรถเรโนลด์จากฝรั่งเศสกำลังดัง เพราะได้รับรางวัลยอดเยี่ยมประจำปี ผมจึงเลือกรถเรโนลด์รุ่นอาร์ 16 ขับขี่ด้วยล้อหน้า ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในยุคนั้น
มันเท่มากสำหรับคนหนุ่มวัยไม่ถึง 30 ปี มีรถบริษัทใช้
ส่วนคุณเพ็ญพรรณนั้น เมื่อกลับมาประเทศไทยแล้ว กลับไปรับราชการในแผนกวิเทศสัมพันธ์ เทศบาลนครกรุงเทพ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรุงเทพมหานคร เพราะรวมเทศบาลนครกรุงเทพและเทศบาลนครธนบุรีเข้าด้วยกัน
คุณเพ็ญพรรณ มีพี่น้อง 5 คนด้วยกัน หญิง3 ชาย 2 เธอเป็นพี่สาวคนโต นามสกุลเดิมคือ ภัทรวิทย์ พี่น้องมีชื่อเรียงลำดับดังนี้ เพ็ญพรรณ เพ็ญพิศ สุจิตต์ เพ็ญพิมพ์ และสุเจตน์ คุณพ่อคุณแม่ของเธอคือ คุณสุจินต์บุญเรือง ภัทรวิทย์
คุณพ่อทำธุรกิจอู่ซ่อมรถยนต์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในวงการ ตั้งอยู่ที่ถนนมหาไชย แถววังบูรพา เสียดายที่ท่านอายุสั้น เสียชีวิตด้วยโรคความดันโลหิตสูง เส้นเลือดในสมองแตก ขณะอายุเพียง 49 ปี คุณเพ็ญพรรณและน้องๆ เลยกำพร้าพ่อมาตั้งแต่อายุ 20 ปี
เธอเรียนประถมและมัธยมต้นที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ เก่งกว่าผม เพราะสามารถสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมได้ และสอบเข้าคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ เมื่อปี 2500
ด้วยเหตุนี้ เวลาผมเย้าแหย่เธอว่าเป็นพวกหลังเขาบ้าง สมองนิ่มบ้าง เธอจะศอกกลับเบาๆ ว่า เชยๆ อย่างฉันก็ยังสอบเข้าโรงเรียนเตรียมฯ ได้ ไอ้เราเลยได้แต่กลืนน้ำลายไป
เราสองคนเกิดปีเดียวกัน ผมแก่เดือนกว่าเล็กน้อย โดยทั่วๆ ไปคู่สามีภรรยานั้นนิยมที่จะให้ผู้ชายสูงวัยกว่าผู้หญิงเล็กน้อย จะได้ปกครองง่าย เรียกว่าอาบน้ำร้อนมาก่อน แต่ลึกๆ คงเป็นเพราะว่าผู้หญิงโดยปกติอาจแก่ตัวเร็วกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะหลังมีลูก ดังคำกล่าวขบขันที่ว่า ผู้หญิง “แก่ง่ายตายยาก” แต่ทุกอย่างมีข้อยกเว้น
เธอไม่เพียงไม่แก่ง่ายและตายยาก แต่ยังสวยสดใสมากขึ้นทุกๆ วัน (ถ้าผิดศีล 5 โดยมีเหตุผลพอเพียง น่าให้อภัยได้)
ความจริงคนที่แก่ง่าย คือ ตัวผมเองต่างหาก
ความที่เป็นคนแพ้ผมมาตั้งแต่หนุ่มๆ ผมเลยหงอกก่อนวัย พออายุเริ่มเข้า 40 เศษๆ ผมก็เริ่มขาวอย่างเห็นได้ชัด พออายุประมาณ 50 ปีก็ขาวหมดทั้งศีรษะ ทำให้ดูแก่กว่าวัยในช่วงนั้น แต่เมื่ออายุเริ่มเข้า 70 ปี ความเปลี่ยนแปลงลดน้อยลงเพราะ “แก่ได้ที่” มานานแล้ว แต่ความที่มีผมขาวมาตั้งแต่หนุ่มก็เป็นจุดเด่นไปอีกอย่าง
เวลาไปไหนมาไหนที่มีคนมากๆ มองหาง่าย เพราะหัวขาวๆ มีไม่กี่คน
ผู้ชายหลายคนถ้าให้เลือกระหว่างผมหงอกกับหัวล้าน คงเลือกอันดับแรก เพราะถ้าอยากหล่อก็ยังย้อมผมได้ แต่หัวล้านแก้ยากหน่อย
มีครั้งหนึ่งผมลองใช้ครีมทาผมที่จะทำให้ค่อยๆ เปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ แต่เจ้ากรรมสีผมกลับเปลี่ยนสีจากขาวๆ เป็นม่วงๆ ดูแล้วน่าเกลียด มีเพื่อนฝรั่งมาทักว่าไปทำอะไรมาสีผมถึงได้เปลี่ยนจาก Distinguished Gray (สีเทาอย่างสง่า) ไปเป็น Miserable Gray (สีเทาอย่างคนอมทุกข์) พอดีช่วงนั้นผมกำลังจะบวชพอดี พอบวชเสร็จเรียบร้อยก็เดินหัวโล้นไปพบฝรั่งเพื่อนคนนี้
เขาก็ถามว่าไปทำอะไรมา ผมก็เลยอำไปว่า ลื้อไม่ชอบสีผมอั๊ว เมื่อเร็วๆ นี้เลยไปโกนหัวทิ้ง เขาชอบใจใหญ่เพราะนึกว่าจริงอย่างที่พูด
ตั้งแต่นั้นต่อมาผมเลยปล่อยให้สีผมเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวไป
คุณเพ็ญพรรณเป็นคนอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อนฝูงมากมาย เป็นคนคุยเก่งระดับชาติ เวลาอยู่ด้วยกันหรือในครอบครัว ผมมีหน้าที่ฟังลูกเดียว คุยไม่ทันคุณเธอ ผมต้องคอยเตือนบ่อยๆ ว่าคนเรามีสองหู ปากเดียว ดังนั้นควรฟังมากกว่าพูด มีนักปราชญ์กล่าวไว้ว่า เวลาเราพูดเราได้ยินแต่ตัวเอง ไม่ได้ยินความคิดเห็นคนอื่นบ้าง ไม่มีความรู้เพิ่มเติม นับวันมีแต่จะถอยหลังเข้าคลอง แต่ไม่ได้ผล
เธอเป็นคนชอบบริการ ใครมีธุระอะไรมาไหว้วานยินดีให้การช่วยเหลือ เผลอๆ คนที่เหนื่อยกลายเป็นผมเอง เพราะคุณเธอรับแทนผมไปด้วย ในทางตรงกันข้ามเวลามีเรื่องเดือดร้อนอะไรก็มักจะหาเพื่อนๆ ที่สามารถช่วยแบ่งเบาภาระไปได้เสมอๆ
เมื่อเราสองคนเริ่มทำงานเป็นหลักแหล่งแล้ว คิดว่าสมควรจะแต่งงานกัน แต่ต้องชะลอไว้เกือบ 2 ปี จึงได้เวลาที่เหมาะสม
ครั้งแรกที่คิดจะมีครอบครัวทันที แม่ผมไม่เห็นด้วย เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ผมไม่มีเวลาอยู่กับพ่อแม่ พี่น้องเท่าไร เมื่อกลับมาจึงอยากให้ใช้เวลากับครอบครัวของเราบ้าง ก่อนที่จะไปมีครอบครัวของตนเอง แม่ไม่ยอมพบคุณเพ็ญพรรณบ่อยนัก เวลาพบก็ไม่พูดคุยด้วยเท่าที่ควร เราสองคนต้องค่อยๆ สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว คุณเพ็ญพรรณเป็นคนอดทน ถ้าไม่เช่นนั้นคงเลิกกันก่อนได้แต่งงาน
เมื่อแต่งงานกันแล้วคุณเพ็ญพรรณไม่เป็นเพียงภรรยาที่ดีเท่านั้น ยังเป็นลูกสะใภ้ชั้นหนึ่ง เป็นแม่ที่ดูแลลูกๆ ได้อย่างสมบูรณ์ เป็นแม่ของเขยและสะใภ้ที่หาที่เปรียบเทียบได้ยาก และเมื่อมีหลานๆ ก็เป็นคุณย่าคุณยายตัวอย่าง เรียกว่าครบเครื่อง
ครอบครัวเราอยู่เย็นเป็นสุขก็เพราะมีเจ้าแม่ (ตัวจริง) ดูแลทุกๆ คน
อ่านต่อฉบับหน้า







