posttoday
ตีความ อำมาตย์-ไพร่ ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะทักษิณ-รัฐบาล

ตีความ อำมาตย์-ไพร่ ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะทักษิณ-รัฐบาล

23 มีนาคม 2553

ถ้าสังคมสามารถกำกับไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมภายใต้การชี้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล ไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างที่ผ่านมา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะประสบชัยชนะในศึกการเมืองครั้งนี้ คือการตีความหมายของคำว่า “อำมาตย์” และ “ไพร่” ของแต่ละกลุ่มแต่ละคน

มีคำตอบอยู่แล้วว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยุบสภาตามคำเรียกร้องของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่ คำตอบนั้นปรากฏซ่อนอยู่ในคำแถลงครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

มีคำตอบอยู่แล้วว่า อภิสิทธิ์ตีความคำว่า “อำมาตย์ไพร่” ไว้ในใจของตนเองอย่างไร

“มีแกนนำผู้ชุมนุมบางคนก็เคยพูดเปิดเผยบนเวทีบอกยุบสภาในหลักกิโลเมตรแรก จะให้ตีความว่าอย่างไรใช่ไหมครับ และที่แน่ๆ ก็คือว่าอย่างคุณนพดล (ปัทมะ) ก็ออกมาพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการยุบสภา คุณทักษิณก็ยิ่งชัดเจนใหญ่ ไม่รวมว่าการพูดจาปราศรัยบนเวทีก็มีไปถึงหลายเรื่องซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการยุบสภา หรือสภาเลย เพราะไปพาดพิงถึงบุคคลอื่นอีก เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าอยากจะพูดคุย ว่าถ้าเขาบอกยุบสภาแล้วสงบนั้นก็ต้องถามเขาว่าจะสงบได้จริงหรือ ถ้าสิ่งที่เขาพูดจาอยู่นี่ไปไกลเกินกว่าเรื่องของการยุบสภา” (นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เมื่อวันที่ 20 มี.ค.)

มีการให้นิยาม คำว่า “อำมาตย์” จากการอภิปรายหลายๆ ครั้งในเวทีเสื้อแดงว่า หมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่หากพิจารณาบริบทอื่นๆ ที่มีการอภิปรายในเวที นปช.แดงทั้งแผ่นดินก็จะพบว่า แท้จริงแล้วมิได้หมายถึงแต่เฉพาะ พล.อ.เปรม เท่านั้น หากแต่ยังขยายไปถึงความไม่เป็นธรรม การปฏิบัติสองมาตรฐาน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอื่นๆ อีกมาก

ผู้ที่พยายามนิยามคำว่าอำมาตย์อย่างเป็นรูปเป็นร่างที่สุดในเวที นปช. คือ นายวีระ มุสิพงศ์ ประธาน นปช.

วันหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ระบุว่า มีคนเตือนว่าไม่ควรจะใช้คำคำนี้ในการปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดง แต่หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พูดจบ นายวีระก็ได้อธิบายให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินเอาคำนี้มาจากหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

บางถ้อยคำนั้นมีว่า สมัยพ่อขุนรามคำแหง มีพ่อขุน มีไพร่ สมัยนั้นใครเดือดร้อนสามารถไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกาต่อพ่อขุนได้ แล้วพ่อขุนจะตัดสิน แก้ไขความเดือดร้อนให้กับทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน “ชนิดตาชั่งไม่เอียงเหมือน พ.ศ. 2553”

“ถามว่า พ.ศ. นี้ มีพ่อขุน หรือไม่ มี

มีการเคาะกระดิ่งถวายฎีกาหรือไม่ มี

แต่อำมาตย์ขโมยกระดิ่งไปไม่เปิดโอกาสให้ความถึงพ่อขุน เหตุฉะนี้ไพร่ฟ้าจะหน้าใสอยู่ฤา”

ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดินยืนยันว่า จะใช้ความว่าอำมาตย์และไพร่ต่อไป

พ.ต.ท.ทักษิณ จะนิยามคำว่าอำมาตย์ไพร่ ตรงกับนายวีระหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่คำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลายต่อหลายครั้งนั้นก็บ่งชัดว่า นิยามที่อยู่ในใจของเขาเป็นอย่างไร

ศุกร์ที่ 19 มี.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ อภิปรายปราศรัยอย่างมีนัยไปถึงอำมาตย์ว่า “ให้เลิกอุ้มรัฐบาลเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการทุจริต ขณะที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอะไรก็ผิดไปทุกเรื่อง ขอให้เลิกเถอะไม่เช่นนั้นเราจะใช้ระบบเดียวกับคานธีตอบโต้อังกฤษ ใช้อหิงสาแบบเผ็ดมันที่สุด อย่าปล่อยถึงขั้นนั้น นี่ผมใบ้หวยนะ อย่าคิดว่าโอ๋ข้างหนึ่งกระทืบข้างจะได้ผล อย่าคิดว่าแดงจะสูญพันธุ์ เรามีตัวตายตัวแทน ไม่ต้องห่วง

“รัฐบาลนี้เหมือนต้นไม้ อำมาตย์เหมือนไม้ค้ำ ถ้าต้นไม้มีชีวิตก็ยืนต้นได้ด้วยตัวเองระดับหนึ่งไม้ค้ำระดับหนึ่ง ถ้าต้นไม้ตาย แรงดึงดูดไม้ค้ำก็จะหัก เราเสียดายไม้ค้ำ เราไม่เสียดายต้นไม้ ไม้ค้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เรารัก เราอยากเอาไม้ค้ำไว้ใช้ค้ำสิ่งใหม่ๆ” (โพสต์ทูเดย์20 มี.ค.)

ผู้ที่คิดว่า อำมาตย์ คือ พล.อ.เปรม และอื่นๆ ตามนิยามที่กล่าวมาข้างตน ก็กังขาว่า สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกที่ปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ชนิดไม่มีดีครั้งแล้วครั้งเล่านั้น พล.อ.เปรม คงมิใช่ “ไม้ค้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เรารัก” เป็นแน่

ตัวตนของอำมาตย์ซึ่งเป็นเงาอยู่ในความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นมีรูปธรรมปรากฏอยู่อย่างวับๆ แวมๆ ในคำปราศรัยของเขาเมื่อค่ำวันที่ 15 มี.ค.

“อยากจะบอกว่าอำมาตย์เลิกระแวง เลิกแทรกแซงเถอะ ปล่อยให้ประเทศนี้โปร่งใส อย่าให้ถอนหงอกกันเลย...โลกมันโตด้วยเทคโนโลยีก้าวไกล ฉะนั้น อำมาตย์ 80 กว่ายิ่งไม่เข้าใจใหญ่เลย” (โพสต์ทูเดย์16 มี.ค.)

อำมาตย์ 80 กว่าเป็นใคร?

เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พูด ไม่เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ต้องเก็บเอาไปคิด พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องคิด อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยซึ่งถูกคำพิพากษายุบพรรคต้องไปกองกันอยู่ทั้งหมด 111 คนก็ต้องคิด แม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ต้องคิด และใครต่อใครก็ต้องคิดและตีความกันเอาเองว่า คู่ตรงข้ามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการโค่นล้มนั้นคือ พล.อ.เปรม หรือไม่

ผลของการตีความนิยามคำว่าอำมาตย์และไพร่ของแต่ละกลุ่มแต่ละคนนี่เอง จะมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการชุมนุมในครั้งนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถใช้พลังของชนบทที่บุกเข้ากรุงเข้ามาสร้างความชอบธรรมในสายตาชาวโลกได้ว่าการที่ถูกศาลตัดสินเช่นนั้นเป็นเพราะถูกเล่นงานทางการเมือง แต่ลำพังการชุมนุมทวงถามความยุติธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มิอาจจะทำให้โค่นล้มรัฐบาล ช่วงชิงอำนาจรัฐ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้องได้ เพราะหากทำเช่นนั้นก็มิต่างอะไรกับใช้กฎหมู่ล้างกฎหมาย

พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช. จึงยกเป้าหมายการชุมนุมด้วยการประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า บัดนี้เป้าหมายการชุมนุมมิใช่เรื่องของตนเองแล้ว หากแต่เป็นเรื่องความไม่เท่าเทียม คือ การแทรกแซงของอำมาตย์ซึ่งทำให้ไม่เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง การกระจายทรัพยากรจึงไม่เกิดขึ้น ความทุกข์ยากของผู้คนจึงปรากฏอยู่

ฉะนั้น คู่ตรงข้ามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกต้องบดขยี้เพื่อให้บรรลุเป้าดังกล่าวก็คืออำมาตย์

พรรคร่วมรัฐบาลตีความคำว่า “อำมาตย์ไพร่” อย่างไร ยังไม่มีใครถาม แต่ผลการตีความนั้นชัดอยู่ในคำตอบที่ว่า สนับสนุนให้มีการเจรจาพูดคุยกันแต่ก็จะร่วมรัฐบาลต่อไป

พรรคร่วมรัฐบาลตีความคำว่า “อำมาตย์ไพร่” อย่างไร จับความได้จากคำเรียกร้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เรียกร้องมาสองสามครั้งแล้วว่า “ให้กล้าๆ แสดงตัวหน่อย”

ปัญหาหนักและปัญหาใหญ่ของรัฐบาลคือ ประชาชน ชาวบ้านรู้และเข้าใจอย่างที่นายกฯ หรือพรรคร่วมรัฐบาล ฯลฯ เข้าใจหรือไม่

ข้อเสนอเรื่องการยุบสภาของแกนนำ นปช. โดยจะยุติการชุมนุมและจะยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่การ “พักรบกับอำมาตย์” ช่วงชิงอำนาจรัฐกลับมาก่อนแล้วจัดการกับอำมาตย์ทีหลัง

นายอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมเล่นเกมนี้หรือไม่?

ถ้าความรุนแรงไม่โผล่ออกมาทำให้สถานการณ์พลิกผันไป ก็ยากที่นายอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมรับได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ฉายเงาอำมาตย์เช่นนี้เสียแล้ว

ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยากที่จะเรียกพลังจากฝ่ายต่างๆ ได้ เว้นแต่ประชาชนที่ยังไม่ชัดในเรื่องอำมาตย์และไพร่ แต่เข้าใจว่าความทุกข์ยากของเขาซึ่งรัฐบาลชุดไหนๆ ก็ไม่ใคร่จะใส่ใจยกเว้นชุด พ.ต.ท.ทักษิณ

จะว่าไป การที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพวกเปลี่ยนท่าทีมาเรียกร้องให้ยุบสภาแล้วจบกันก็ไม่มีคำตอบว่าทำแบบนี้แล้วเอาอุดมการณ์ของคนอยากคนจน คนที่มีทุกข์กับสองมาตรฐานไปทิ้งไว้ที่ไหน หรือว่าที่ผ่านมามันก็แค่เอาความทุกข์ของคนจนเป็นตัวประกัน?

ถ้าไม่หักหลังคนบ้านนอก ก็ต้องพักรบ แต่ถ้าจะเดินหน้าเปิดศึกอำมาตย์ต่อไม่ถอยหลัง การยันกันอยู่แบบนี้ก็ต้องระวังความรุนแรงให้จงหนัก!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท