
ตีความ อำมาตย์-ไพร่ ปัจจัยชี้ขาดชัยชนะทักษิณ-รัฐบาล
ถ้าสังคมสามารถกำกับไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมภายใต้การชี้นำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล ไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างที่ผ่านมา สิ่งที่จะชี้ขาดว่าฝ่ายใดจะประสบชัยชนะในศึกการเมืองครั้งนี้ คือการตีความหมายของคำว่า
“อำมาตย์” และ “ไพร่” ของแต่ละกลุ่มแต่ละคนมีคำตอบอยู่แล้วว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจยุบสภาตามคำเรียกร้องของแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือไม่ คำตอบนั้นปรากฏซ่อนอยู่ในคำแถลงครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
มีคำตอบอยู่แล้วว่า อภิสิทธิ์ตีความคำว่า
“อำมาตย์ไพร่” ไว้ในใจของตนเองอย่างไร“
มีแกนนำผู้ชุมนุมบางคนก็เคยพูดเปิดเผยบนเวทีบอกยุบสภาในหลักกิโลเมตรแรก จะให้ตีความว่าอย่างไรใช่ไหมครับ และที่แน่ๆ ก็คือว่าอย่างคุณนพดล (ปัทมะ) ก็ออกมาพูดเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการยุบสภา คุณทักษิณก็ยิ่งชัดเจนใหญ่ ไม่รวมว่าการพูดจาปราศรัยบนเวทีก็มีไปถึงหลายเรื่องซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับการยุบสภา หรือสภาเลย เพราะไปพาดพิงถึงบุคคลอื่นอีก เพราะฉะนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าอยากจะพูดคุย ว่าถ้าเขาบอกยุบสภาแล้วสงบนั้นก็ต้องถามเขาว่าจะสงบได้จริงหรือ ถ้าสิ่งที่เขาพูดจาอยู่นี่ไปไกลเกินกว่าเรื่องของการยุบสภา” (นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ทีวีไทย เมื่อวันที่ 20 มี.ค.)มีการให้นิยาม คำว่า
“อำมาตย์” จากการอภิปรายหลายๆ ครั้งในเวทีเสื้อแดงว่า หมายถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ แต่หากพิจารณาบริบทอื่นๆ ที่มีการอภิปรายในเวที นปช.แดงทั้งแผ่นดินก็จะพบว่า แท้จริงแล้วมิได้หมายถึงแต่เฉพาะ พล.อ.เปรม เท่านั้น หากแต่ยังขยายไปถึงความไม่เป็นธรรม การปฏิบัติสองมาตรฐาน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอื่นๆ อีกมากผู้ที่พยายามนิยามคำว่าอำมาตย์อย่างเป็นรูปเป็นร่างที่สุดในเวที นปช. คือ นายวีระ มุสิพงศ์ ประธาน นปช.
วันหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ระบุว่า มีคนเตือนว่าไม่ควรจะใช้คำคำนี้ในการปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดง แต่หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ พูดจบ นายวีระก็ได้อธิบายให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินเอาคำนี้มาจากหลักศิลาจารึกหลักที่ 1 สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช
บางถ้อยคำนั้นมีว่า สมัยพ่อขุนรามคำแหง มีพ่อขุน มีไพร่ สมัยนั้นใครเดือดร้อนสามารถไปสั่นกระดิ่งถวายฎีกาต่อพ่อขุนได้ แล้วพ่อขุนจะตัดสิน แก้ไขความเดือดร้อนให้กับทุกคนได้รับความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน
“ชนิดตาชั่งไม่เอียงเหมือน พ.ศ. 2553”“
ถามว่า พ.ศ. นี้ มีพ่อขุน หรือไม่ มีมีการเคาะกระดิ่งถวายฎีกาหรือไม่ มี
แต่อำมาตย์ขโมยกระดิ่งไปไม่เปิดโอกาสให้ความถึงพ่อขุน เหตุฉะนี้ไพร่ฟ้าจะหน้าใสอยู่ฤา
”ประธาน นปช.แดงทั้งแผ่นดินยืนยันว่า จะใช้ความว่าอำมาตย์และไพร่ต่อไป
พ.ต.ท.ทักษิณ จะนิยามคำว่าอำมาตย์ไพร่ ตรงกับนายวีระหรือไม่ก็ไม่ทราบ แต่คำอภิปรายของ พ.ต.ท.ทักษิณ หลายต่อหลายครั้งนั้นก็บ่งชัดว่า นิยามที่อยู่ในใจของเขาเป็นอย่างไร
ศุกร์ที่ 19 มี.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ อภิปรายปราศรัยอย่างมีนัยไปถึงอำมาตย์ว่า
“ให้เลิกอุ้มรัฐบาลเพราะรัฐบาลมีปัญหาเรื่องการทุจริต ขณะที่ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ ทำอะไรก็ผิดไปทุกเรื่อง ขอให้เลิกเถอะไม่เช่นนั้นเราจะใช้ระบบเดียวกับคานธีตอบโต้อังกฤษ ใช้อหิงสาแบบเผ็ดมันที่สุด อย่าปล่อยถึงขั้นนั้น นี่ผมใบ้หวยนะ อย่าคิดว่าโอ๋ข้างหนึ่งกระทืบข้างจะได้ผล อย่าคิดว่าแดงจะสูญพันธุ์ เรามีตัวตายตัวแทน ไม่ต้องห่วง“
รัฐบาลนี้เหมือนต้นไม้ อำมาตย์เหมือนไม้ค้ำ ถ้าต้นไม้มีชีวิตก็ยืนต้นได้ด้วยตัวเองระดับหนึ่งไม้ค้ำระดับหนึ่ง ถ้าต้นไม้ตาย แรงดึงดูดไม้ค้ำก็จะหัก เราเสียดายไม้ค้ำ เราไม่เสียดายต้นไม้ ไม้ค้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เรารัก เราอยากเอาไม้ค้ำไว้ใช้ค้ำสิ่งใหม่ๆ” (โพสต์ทูเดย์20 มี.ค.)ผู้ที่คิดว่า อำมาตย์ คือ พล.อ.เปรม และอื่นๆ ตามนิยามที่กล่าวมาข้างตน ก็กังขาว่า สำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคพวกที่ปราศรัยโจมตี พล.อ.เปรม ชนิดไม่มีดีครั้งแล้วครั้งเล่านั้น พล.อ.เปรม คงมิใช่
“ไม้ค้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เรารัก” เป็นแน่ตัวตนของอำมาตย์ซึ่งเป็นเงาอยู่ในความคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้นมีรูปธรรมปรากฏอยู่อย่างวับๆ แวมๆ ในคำปราศรัยของเขาเมื่อค่ำวันที่ 15 มี.ค.
“
อยากจะบอกว่าอำมาตย์เลิกระแวง เลิกแทรกแซงเถอะ ปล่อยให้ประเทศนี้โปร่งใส อย่าให้ถอนหงอกกันเลย...โลกมันโตด้วยเทคโนโลยีก้าวไกล ฉะนั้น อำมาตย์ 80 กว่ายิ่งไม่เข้าใจใหญ่เลย” (โพสต์ทูเดย์16 มี.ค.)อำมาตย์ 80 กว่าเป็นใคร?
เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ พูด ไม่เพียงแต่นายอภิสิทธิ์ต้องเก็บเอาไปคิด พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องคิด อดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยซึ่งถูกคำพิพากษายุบพรรคต้องไปกองกันอยู่ทั้งหมด 111 คนก็ต้องคิด แม่ทัพนายกองทั้งหลายก็ต้องคิด และใครต่อใครก็ต้องคิดและตีความกันเอาเองว่า คู่ตรงข้ามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการโค่นล้มนั้นคือ พล.อ.เปรม หรือไม่
ผลของการตีความนิยามคำว่าอำมาตย์และไพร่ของแต่ละกลุ่มแต่ละคนนี่เอง จะมีผลอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการชุมนุมในครั้งนี้
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชุมนุมเกิดขึ้นหลังจากศาลมีคำพิพากษายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ และ พ.ต.ท.ทักษิณ สามารถใช้พลังของชนบทที่บุกเข้ากรุงเข้ามาสร้างความชอบธรรมในสายตาชาวโลกได้ว่าการที่ถูกศาลตัดสินเช่นนั้นเป็นเพราะถูกเล่นงานทางการเมือง แต่ลำพังการชุมนุมทวงถามความยุติธรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็มิอาจจะทำให้โค่นล้มรัฐบาล ช่วงชิงอำนาจรัฐ ออกกฎหมายนิรโทษกรรมตนเองและพวกพ้องได้ เพราะหากทำเช่นนั้นก็มิต่างอะไรกับใช้กฎหมู่ล้างกฎหมาย
พ.ต.ท.ทักษิณ และแกนนำ นปช. จึงยกเป้าหมายการชุมนุมด้วยการประกาศซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า บัดนี้เป้าหมายการชุมนุมมิใช่เรื่องของตนเองแล้ว หากแต่เป็นเรื่องความไม่เท่าเทียม คือ การแทรกแซงของอำมาตย์ซึ่งทำให้ไม่เกิดประชาธิปไตยที่แท้จริง การกระจายทรัพยากรจึงไม่เกิดขึ้น ความทุกข์ยากของผู้คนจึงปรากฏอยู่
ฉะนั้น คู่ตรงข้ามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และพวกต้องบดขยี้เพื่อให้บรรลุเป้าดังกล่าวก็คืออำมาตย์
พรรคร่วมรัฐบาลตีความคำว่า
“อำมาตย์ไพร่” อย่างไร ยังไม่มีใครถาม แต่ผลการตีความนั้นชัดอยู่ในคำตอบที่ว่า สนับสนุนให้มีการเจรจาพูดคุยกันแต่ก็จะร่วมรัฐบาลต่อไปพรรคร่วมรัฐบาลตีความคำว่า
“อำมาตย์ไพร่” อย่างไร จับความได้จากคำเรียกร้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เรียกร้องมาสองสามครั้งแล้วว่า “ให้กล้าๆ แสดงตัวหน่อย”ปัญหาหนักและปัญหาใหญ่ของรัฐบาลคือ ประชาชน ชาวบ้านรู้และเข้าใจอย่างที่นายกฯ หรือพรรคร่วมรัฐบาล ฯลฯ เข้าใจหรือไม่
ข้อเสนอเรื่องการยุบสภาของแกนนำ นปช. โดยจะยุติการชุมนุมและจะยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นเป็นเพียงแต่การ
“พักรบกับอำมาตย์” ช่วงชิงอำนาจรัฐกลับมาก่อนแล้วจัดการกับอำมาตย์ทีหลังนายอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมเล่นเกมนี้หรือไม่?
ถ้าความรุนแรงไม่โผล่ออกมาทำให้สถานการณ์พลิกผันไป ก็ยากที่นายอภิสิทธิ์และพรรคร่วมรัฐบาลจะยอมรับได้ เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ฉายเงาอำมาตย์เช่นนี้เสียแล้ว
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ยากที่จะเรียกพลังจากฝ่ายต่างๆ ได้ เว้นแต่ประชาชนที่ยังไม่ชัดในเรื่องอำมาตย์และไพร่ แต่เข้าใจว่าความทุกข์ยากของเขาซึ่งรัฐบาลชุดไหนๆ ก็ไม่ใคร่จะใส่ใจยกเว้นชุด พ.ต.ท.ทักษิณ
จะว่าไป การที่ พ.ต.ท.ทักษิณและพรรคพวกเปลี่ยนท่าทีมาเรียกร้องให้ยุบสภาแล้วจบกันก็ไม่มีคำตอบว่าทำแบบนี้แล้วเอาอุดมการณ์ของคนอยากคนจน คนที่มีทุกข์กับสองมาตรฐานไปทิ้งไว้ที่ไหน หรือว่าที่ผ่านมามันก็แค่เอาความทุกข์ของคนจนเป็นตัวประกัน?
ถ้าไม่หักหลังคนบ้านนอก ก็ต้องพักรบ แต่ถ้าจะเดินหน้าเปิดศึกอำมาตย์ต่อไม่ถอยหลัง การยันกันอยู่แบบนี้ก็ต้องระวังความรุนแรงให้จงหนัก!







