
ไม่หยุดนิ่ง
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ในญี่ปุ่น ไม่พลาดที่จะเขียนถึงศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ชินยะ ยามานากะ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์คนล่าสุด ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากฝั่งอังกฤษ จอห์น กอร์ดอน เนื่องจากเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รับรางวัลในสาขาดังกล่าว จากงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิดได้
บทบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์โยมิอุริ ในญี่ปุ่น ไม่พลาดที่จะเขียนถึงศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเกียวโต ชินยะ ยามานากะ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาการแพทย์คนล่าสุด ร่วมกับนักวิทยาศาสตร์จากฝั่งอังกฤษ จอห์น กอร์ดอน เนื่องจากเป็นชาวญี่ปุ่นคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รับรางวัลในสาขาดังกล่าว จากงานวิจัยเรื่องการเปลี่ยนเซลล์ปกติให้กลายเป็นเซลล์ต้นกำเนิดได้
ทว่า ประเทศที่ดูมีความก้าวหน้าทั้งทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น ก็ไม่ได้มองถึงแต่ด้านบวกของตนเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
โยมิอุริ มองว่า นอกจากจะแสดงความยินดีอย่างสุดซึ้งต่อยามานากะแล้ว ประเทศยังต้องช่วยกันสนับสนุนงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์รายนี้ให้มากขึ้น เพราะปัจจุบันญี่ปุ่นยังถือว่าตามหลังอีกหลายชาติ อาทิ สหรัฐ และบางประเทศในยุโรป ซึ่งก้าวหน้าไปมากในด้านงานวิจัย ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาและปรับใช้ให้ปฏิบัติได้จริง
ยามานากะเองก็ยังได้ตอกย้ำสัญญาณเตือนดังกล่าว ด้วยการกล่าวก่อนหน้านี้ว่า สหรัฐและยุโรปกำลังก้าวนำหน้าในด้านกองทุนการวิจัยและทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งในประเทศเหล่านี้บริษัทยาส่วนใหญ่ต่างก็ยอมทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการวิจัยเรื่องเซลล์ต้นกำเนิด (ไอพีเอส) และไม่มีปัญหาขาดแคลนนักวิจัยแต่อย่างใด
ทว่า สำหรับญี่ปุ่นนั้นไม่เพียงแต่ตามหลังในสาขาดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการวิจัยตัวยาใหม่ๆ และเทคนิคในการรักษาทางการแพทย์ด้วย
รางวัลแห่งความสำเร็จสำหรับยามานากะ จึงเป็นเสมือนโอกาสทองของชาติให้กลับมาฟื้นความพยายามด้านงานวิจัยอีกครั้งไปพร้อมกันด้วย







