
ฟิทช์หวั่นหนี้รัฐ-เศรษฐกิจโลก
ขอตามผลก่อนขึ้นเรตติ้งไทย‘โต้ง’ยอมรับมีทุจริตจำนำข้าว
ขอตามผลก่อนขึ้นเรตติ้งไทย‘โต้ง’ยอมรับมีทุจริตจำนำข้าว
ฟิทช์ เรทติ้งส์ ยังห่วงหนี้รัฐเศรษฐกิจโลก ขอตามดูก่อนปรับเรตติ้งไทยปีหน้า “กิตติรัตน์” เตรียมชงข้อมูลให้ 3 สถาบันจัดเรตติ้งไทยดีขึ้น ยอมรับจำนำข้าวมีทุจริต แต่เล็กน้อยแค่ 300 ล้าน
นายเดวิด ริลรี่ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้ากลุ่มจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) ต่างประเทศ บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า มุมมองของสถาบันจัดอันดับเครดิตนั้นจะมองภาพในระยะกลางและระยะยาว โดยประเทศไทยเศรษฐกิจมีทิศทางที่ดีขึ้น พื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง โดยรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้วางรากฐานในการดูแลเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม มีการดูแลอัตราเงินเฟ้อในระดับที่ดี ภาคสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง โดยเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงอยู่ในระดับสูง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่ำ จึงมีโอกาสที่จะจัดอันดับเครดิตในปี 2556
อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม คือ การใช้จ่ายภาครัฐที่จะเป็นภาระหนี้ในอนาคต รวมทั้งจะต้องติดตามเศรษฐกิจโลก ทั้งจีน ยุโรป และสหรัฐ ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร
ด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้ให้สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จัดส่งข้อมูลเศรษฐกิจของประเทศไทยให้กับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ 3 บริษัท ทั้งบริษัท ฟิทช์เรทติ้งส์ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ (เอสแอนด์พี) และมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เพื่อทบทวนการปรับเครดิตเรตติ้งของประเทศ โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะจะมีผลต่อการกู้เงินของภาคเอกชนจากสถาบันการเงินในต่างประเทศ
นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ปัญหาด้านเสถียรภาพการเมืองของรัฐบาล และการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการรับจำนำข้าว รัฐบาลจะพยายามทำให้โครงการโปร่งใส เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือต่อเวทีโลก แต่ยอมรับว่ามีการทุจริตที่เกิดขึ้น 25 กรณี วงเงิน 300 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลจะเร่งดำเนินคดี
สำหรับหนี้สาธารณะนั้น เมื่อเทียบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจแล้วสัดส่วนยังต่ำ คือ เพียง 40% เมื่อเทียบกับเพดานสูงสุด 60% นอกจากนี้ รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่จะขาดดุลลดลงเหลือ 2.25 แสนล้านบาท จากปีงบประมาณ 2556 ที่ขาดดุลงบประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่โครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานในวงเงิน 2 ล้านล้านบาทนั้น จะเป็นแผนการลงทุนอย่างน้อย 7 ปี สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ไม่เกิน 60% ของจีดีพี ตามกรอบความยั่งยืนการคลัง







