posttoday
ม็อบแดงลากยาว....รายได้รัฐง่อนแง่น

ม็อบแดงลากยาว....รายได้รัฐง่อนแง่น

23 มีนาคม 2553

 

ถ้าพิเคราะห์จากผลงานของหน่วยจัดเก็บรายได้ภาครัฐ โดยเฉพาะจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2553 (ต.ค. 2552ก.พ. 2553) ที่จัดเก็บได้ 3.83 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 1.7 หมื่นล้านบาท หรือ 4.67% ถือว่ายอดเยี่ยมที่ทำให้รัฐบาลเบาใจได้ว่า

รายได้รัฐในปีนี้ “เต็มตุ่มแน่”

ขณะที่กรมสรรพากรก็อาจจะคุยได้ว่า ถ้าตัวเลขยังเป็นเช่นนี้ต่อไปในปีนี้ยอดภาษีน่าจะเพิ่มมากกว่าเป้าหมายใหม่ที่กำหนดไว้ 1.128 ล้านล้านบาท เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้ภาษีเงินได้นิติบุคคลน่าจะเป็นรายได้หลักของรัฐบาล

เพราะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ก็เริ่มมีกำไรสูงขึ้น และในเดือน พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นช่วงการยื่นภาษีของนิติบุคคลก็น่าจะเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า รายได้ดีขึ้น ภาษีดีขึ้น

นอกจากนี้ หากพิเคราะห์กันในรายละเอียดในไส้ในของรายได้ก็ยิ่งทำให้รัฐบาลและหน่วยจัดเก็บภาษีหายใจคล่องคอมากขึ้น

เพราะกรมสรรพากรจัดเก็บได้รวม 383,099 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการ 44,407 ล้านบาท คิดเป็น 13.1% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.7% นั้นปรากฏว่าภาษีที่จัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการโดยภาษีมูลค่าเพิ่มจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการถึง 33,344 ล้านบาท หรือ 19.7% อันเป็นผลจากการบริโภคและการนำเข้าที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

สภาพดังกล่าวต้องถือว่าประเทศพ้นจากบ่วงหรือหลุมดำทางเศรษฐกิจแล้ว เพราะก่อนหน้านี้เกือบ 2 ปีแล้ว ที่ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าติดลบมาอย่างยาวนานเฉลี่ยเดือนละ 500700 ล้านบาท บางเดือนปาเข้าไปถึง 5,000 ล้านบาท

การที่ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือภาษีซื้อที่เกิดจากการนำเข้าขยับตัวมาอยู่ในแดนบวกนั้นสะท้อนว่าการผลิตสินค้าเกิดขึ้น เพราะการนำเข้าส่วนใหญ่กว่า 80% เป็นการนำเข้าวัตถุดิบมาใช้ในการผลิต หรือนำเข้าเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์

การที่ภาษีแวตเพิ่มจึงสะท้อนภาพให้เห็นชัดว่า “กำลังซื้อของคนไทย” ดีขึ้นกว่าเดิมมหาศาล

ยิ่งเมื่อพิเคราะห์ไปยังกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บได้ในช่วง 5 เดือนได้รวม 167,651 ล้านบาท ก็จะเห็นชัดว่าสูงกว่าประมาณการ 47,270 ล้านบาท คิดเป็น 39.3% สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 73.8%

แม้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิต น้ำมัน สุรา เบียร์ และยาสูบ เมื่อเดือน พ.ค. 2552 แต่ก็สะท้อนภาพชัดว่าการบริโภคในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง

ภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์ จึงสูงกว่าประมาณการ 22,731 ล้านบาท 13,413 ล้านบาท และ 4,502 ล้านบาท ตามลำดับ

ถ้าเศรษฐกิจไม่ฟื้น คนไม่บริโภคแล้ว สินค้าจะขายได้หรือ ภาษีจะเพิ่มขึ้นมารึ...

ส่วนกรมศุลกากรแม้จะมีเขตการค้าเสรีทำให้รายได้หด แต่ในห้วง 5 เดือนที่ผ่านมาก็จัดเก็บได้รวม 39,417 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 8,497 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 11.3% เนื่องจากอากรขาเข้าจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 8,136 ล้านบาท

รัฐวิสาหกิจก็นำส่งรายได้ 32,499 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 1,799 ล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 19.2%

ไม่ว่าจะมองจากมุมใด การจัดเก็บภาษีในปีนี้น่าจะไร้ปัญหารบกวนจิตใจ เพราะไม่น่าจะทำให้รัฐบาลวิตกกังวล

ถึงขนาดหน่วยงานรัฐบาลเล็งผลเลิศไปว่าเศรษฐกิจไทยปี 2553 มีแนวโน้มว่าจะขยายตัวไม่น้อยกว่า 4.05.5% จากที่เคยประเมินว่าจะเติบโตแค่ 35%

ขณะที่การจัดเก็บรายได้ปี 2554 น่าจะมีโอกาสจะสูงถึง 1.65 ล้านล้านบาท จากงบประมาณรายจ่ายปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านบาท เรียกว่า มองข้ามช็อตไปยังปีหน้าไปแล้ว

เพราะไม่ว่าจะมองจากปัจจัยตัวใดในรายการรายได้ของรัฐแล้วจะเห็นตามตารางว่า มีแต่ ทะยานขึ้น ทะยานขึ้น และทะยานขึ้น

แต่พอมีม็อบเสื้อแดงมาแผลงฤทธิ์ แม้กำลังซื้อในระยะต้นจะดีขึ้นมาก เมื่อพิจารณาจากฐานภาษีที่คาดว่าในเดือน มี.ค. น่าจะขยับตัวเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญจาก 2 ปัจจัยหลัก

หนึ่ง คนเมืองกลัวม็อบจึงมีการถอนเงินสดไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจนทำให้ยอดขายของเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2030% ทำให้ผู้ผลิตหายใจคล่องคอ ขณะที่สินค้าอื่นๆ กลับคอตก

สอง ปัจจัยจากเงินหล่อเลี้ยงม็อบทำให้กระบวนการซื้อขายของคนในระดับล่างซื้อง่ายขายคล่อง แต่ภาคการผลิตโดยรวมที่เสียภาษีให้รัฐกลับเงียบเหงาไปบ้าง

เมื่อเฉลี่ยจาก 2 ปัจจัยข้างต้น ทำให้ยอดการเสียภาษีโดยรวมในเดือนนี้ยังไม่น่าจะมีปัญหา และเดือน เม.ย. ก็ไม่น่าจะหดตัวลงมาก เพราะเทศกาลแห่งความสุขในเดือน เม.ย. นั้นก่อให้เกิดพลังในด้านภาษีแทบทุกปี และอาจลากยาวไปถึงเดือน พ.ค. ซึ่งเป็นเดือนเสียภาษีของนิติบุคคลที่เห็นกำไรดีอยู่บ้าง

แต่หลังจากเดือน มิ.ย. เป็นต้นไปแล้ว ผลของการที่มวลชนม็อบเสื้อแดงที่แผลงฤทธิ์ยาว ทำให้การค้าการขายติดขัดไปหมดทุกหัวระแหง จึงทุบโต๊ะลงไปได้ว่ารายได้ของรัฐจากฐานภาษีสรรพากร สรรพสามิต ยันศุลกากร จะเริ่มอัตคัดขัดสนแน่แท้

ด้วยเหตุนี้เองผู้บริหารกระทรวงการคลังและรัฐบาลจึงเล็งหาช่องทางที่จะควบคุมงบรายจ่ายประจำ เพื่อไม่ให้เป็นภาระเบียดบังรายได้และรายจ่ายมากเกินไป จึงเข้าไปเร่งแก้ไขควบคุมงบรายจ่ายประจำบางรายการให้ปรับลดลงใน 6 กลุ่ม

หนึ่ง คุมงบเบิกจ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการที่สูงถึงปีละ 67 หมื่นล้านบาท จากงบปี 2552 ซึ่งอยู่ที่ 6.8 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นแตะ 1 แสนล้านบาท

สอง คุมภาระดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งได้ตั้งเป็นงบรายจ่ายปี 2554 ถึง 2 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 10% ของวงเงินรายจ่าย เทียบจากงบประมาณปี 2553 ที่วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท

สาม ควบคุมกองทุนการศึกษาทั้งกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้มีแนวโน้มเพิ่มทุกปีซึ่งรัฐจัดสรรงบสมทบเฉลี่ยปีละ 2.02.5 หมื่นล้านบาท

สี่ เข้าไปบริหารจัดการงบอุดหนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เฉลี่ยปีละ 5.8 หมื่นล้านบาท

ห้า บริหารเงินบำนาญ/เบี้ยหวัดต่างๆ เฉลี่ยปีละ 8.7 หมื่นล้านบาท

หก ควบคุมการเบิกจ่ายเบี้ยเดินทาง และเบี้ยเลี้ยงของข้าราชการ

ใช้ยุทธวิธีรัดเข็มขัดรายจ่ายภาครัฐมาสกัดรายได้ที่มีแววว่าอาจจะสะดุดจากวิกฤตการเมือง

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ