posttoday
หุ้นขึ้นเพราะเสื้อแดง?

หุ้นขึ้นเพราะเสื้อแดง?

23 มีนาคม 2553

....สมชาย สกุลสุรรัตน์

มีปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างผิดปกติเวลามีการเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่มีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.นี้ เป็นต้นมา กล่าวคือ แทนที่ดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะลดลงอย่างทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ปรากฏว่าดัชนีราคาหุ้นมีแต่เพิ่มขึ้น และเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด คือเพิ่มขึ้นจาก 733.34 จุด เป็น 774.59 จุด หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 5.6% ในเวลาประมาณ 10 วัน โดยมูลค่าการซื้อขายเพิ่มจาก 1.5 หมื่นล้านบาท เป็นประมาณ 3.4 หมื่นล้านบาท

ด้วยกรรมเวรบางอย่าง ชอบมีคนมาถามผมเกี่ยวกับเรื่องหุ้น โดยเฉพาะเวลาหุ้นตก ยกเว้นเที่ยวนี้ที่มาถามตอนหุ้นขึ้น ทั้งๆ ที่ผมเป็นคนไม่เล่นหุ้น และไม่มีความรู้เรื่องหุ้นพอที่จะทำตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ตลาดหุ้น โดยเฉพาะตลาดหุ้นเล็กๆ อย่างตลาดหุ้นบ้านเรา ซึ่งอ่านยากกว่าตลาดหุ้นใหญ่ๆ ด้วยซ้ำไป

อย่างไรก็ตาม พอถูกถามหนักเข้า ผมเลยลองติดตามข่าวดู ตั้งแต่ข่าวจากผู้ชุมนุมที่บอกว่านักลงทุนมั่นใจในวิธีการต่อสู้แบบสันติและอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง หุ้นจึงขึ้นข่าวจากฟากรัฐบาลว่าหุ้นขึ้นเพราะพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็ง เก็บรายได้เพิ่มขึ้นจนอาจไม่จำเป็นต้องใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ส่วนที่คงค้างอยู่ในสภารัฐบาลขาดดุลเงินงบประมาณลดลงใน 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ กล่าวคือ 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2552 ขาดดุลอยู่ประมาณ 3.18 แสนล้านบาท แต่ขาดดุลงบประมาณในช่วงระยะเวลาเดียวกันของปีนี้เพียง 223,458 ล้านบาท เพราะเก็บรายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 22.3 ส่วนข่าวจากเซียนและโหราจารย์ทั้งหลายนั้นค่อนข้างหลากหลาย สุดแต่จะว่ากันไป

เพราะฉะนั้น ใครใคร่เล่นก็เล่นเถิดครับ เพราะเรื่องการเล่นหุ้นนั้น ว่าไปแล้วเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่บรรลุนิติภาวะแล้ว คิดเองได้ ถ้าอยากเชื่อว่าหุ้นขึ้นเพราะดวงดาวก็คงเป็นสิทธิของคนนั้น ประเภทไม่เชื่อก็อย่าลบหลู่ หรือใครคิดว่ามีม็อบแล้วหุ้นขึ้น อีกหน่อยคงมีคนคอยจัดม็อบเพื่อปั่นราคาหุ้น ถือเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นและพัฒนาตลาดทุนอีกเครื่องมือหนึ่ง

ส่วนผมเองนั้น ถึงจะไม่ใช่นักเล่นหุ้น แต่เคยเห็นหุ้นขึ้นบ้าง ตกบ้าง มามากพอสมควร พบว่าที่ทุกครั้งหุ้นจะขึ้นเพราะนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อ แล้วนักลงทุนรายย่อยก็เข้าร่วมขบวนแห่ทำให้หุ้นขึ้นไปอีก หลังจากนั้นนักลงทุนต่างชาติก็ขาย และนักลงทุนรายย่อยก็ขายตาม ใครที่ตามฝรั่งทันก็รอดตัวไป ใครตามไม่ทันก็เจ๊งไปตามระเบียบ เป็นอย่างนี้มาหลายรอบแล้ว เที่ยวนี้จะเป็นอย่างนั้นอีกหรือไม่ คงต้องคอยดูต่อไป ไม่อยากพูดมากเพราะเดี๋ยวจะไปขัดความสุขของคนที่กำลังรวยวันรวยคืนตลอดเวลา 10 กว่าวันที่ผ่านมา

ผมพยายามทำตัวเป็นผู้จัดการกองทุนทั้งหลายทั้งกองทุนเพื่อการลงทุน และกองทุนประเภทเฮดจ์ฟันด์ว่า ทำไมพักนี้ถึงเข้ามาลงทุนซื้อหุ้นในประเทศไทยอย่างเมามัน ไม่กลัวเกรงปัญหาการเมืองหรือม็อบนับแสนที่กำลังชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอยู่ในกรุงเทพฯ

ความจริงการลงทุนของนักลงทุนจากสหรัฐและยุโรปเที่ยวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในเมืองไทย แต่เข้าไปลงทุนในตลาดทุนทุกตลาดในเอเชีย ทั้งนี้ทั้งนั้นเพราะขณะนี้มีสภาพคล่องเหลืออยู่ในระบบการเงินของโลกมหาศาลซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐและรัฐบาลของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอัดฉีดเข้าสู่ระบบโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกอบกู้สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของโลกที่ประสบปัญหาวิกฤตการเงินในช่วง 23 ปี ทำให้เงินท่วมโลก แต่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงยังไม่ฟื้นตัว เหล่าผู้จัดการกองทุนทั้งหลายก็ต้องหาช่องทางลงทุนเป็นธรรมดา โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย ซึ่งว่าในเชิงวิชาการคาดว่าจะฟื้นตัวก่อนภูมิภาคอื่น เพราะมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของจีนและอินเดียเป็นฐานรองรับ

แต่อีกมุมหนึ่ง ฝรั่งนั้นรู้จักคนเอเชียดีว่าเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสียกว่าฝรั่งพวกเดียวกัน โอกาสทำกำไรจึงมีมากกว่าการลงทุนในตลาดทุนที่พัฒนาและฐานมูลค่าตลาดใหญ่ ต้องใช้เงินมหาศาลที่จะทำให้เกิดผลต่อราคาหุ้นที่ซื้อขายกัน อยากลงทุนชั่วคราว สู้เอามาพักเล่นหากำไรในตลาดกำลังพัฒนากล้าได้กล้าเสียดีกว่า หรือท่านผู้อ่านว่าไงครับ เพราะส่วนหลังนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผม ไม่มีที่มาเพื่อการอ้างอิง

ประเด็นต่อไปเป็นเหตุผลเชิงธุรกิจในการทำกำไรและการบริหารจัดการเงินในกองทุนที่รับผิดชอบดูแลอยู่ให้ได้กำไรสูงสุด กองทุนทั้งหลายนั้นเวลาลงทุนเขาไม่ได้ดูเฉพาะโอกาสในการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวขึ้นลงของราคาหุ้นที่เรียกว่า Capital Gain เท่านั้น แต่เขาบริหารแบบบูรณาการ ตั้งแต่การลงทุนในตลาดทุน ตลาดหนี้ อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย

ผู้บริหารกองทุนพร้อมที่จะลงทุนในตลาดทุน โดยได้ผลตอบแทนต่ำ ถ้าคิดว่าจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราดอกเบี้ยภายหลัง แต่ถ้าได้กำไรทั้งจากการลงทุนในตลาดทุนด้วย ยิ่งเป็นโอกาสที่จะทำกำไรให้กองทุน และทำให้เขาได้รับผลตอบแทนพอซื้อเรือยอชต์ หรือรถเฟอร์รารีได้อีกคันสองคัน

ผมลองไปดูอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเหรียญสหรัฐและเงินยูโรของสหภาพยุโรปกับเงินบาทของไทย ได้ตัวเลขที่น่าสนใจว่า อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินเหรียญสหรัฐกับเงินบาทนั้น ลดลงจากประมาณ 33.32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อปลายปี 2552 เหลือเพียง 32.26 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปิดเมื่อวันที่ 18 มี.ค.นี้ ส่วนเงินยูโรก็เช่นเดียวกัน คือลดลงจาก 47.73 บาทต่อยูโร เหลือเพียง 44.24 บาทต่อยูโร ในช่วงเวลาเดียวกัน

นักเศรษฐศาสตร์ระดับโลกทั้งหลายต่างคาดว่า ทั้งเงินเหรียญสหรัฐและเงินยูโรนั้นมีแนวโน้มที่จะลดค่าลงไปอีก เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปนั้นยังดูเหมือนว่าจะย่ำอยู่กับที่ ส่วนเงินบาทนั้นจะขึ้นจะลงนั้นอยู่ที่อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลหลักว่าจะลดลงหรือเพิ่มขึ้นเท่าไร ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ดูถูกฝีมือรัฐบาลหรือธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ แต่ผมไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาทจากการดำเนินการทางการเงินหรือการคลังของไทย เช่น การเพิ่มอัตราดอกเบี้ย หรือการใช้นโยบายงบประมาณการสมดุลจะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทกับเงินยูโรนั้นเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลนั้นต่อเงินบาท

เขียนมาถึงตรงนี้ผู้อ่านบางท่านอาจถามว่า แล้วมันไปเกี่ยวข้องกับการที่ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เพิ่มขึ้นช่วง 10 กว่าวันที่ผ่านมาอย่างไร

ถ้าข้อสมมติฐานหรือข้อสังเกตของผมเป็นจริง ก็หมายความว่าเงินที่เข้ามาซื้อหุ้นช่วงนี้เป็นเงินสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดเงินของโลกที่เข้ามาพักลงทุนชั่วคราว โดยเฉพาะในตลาดที่ยังมีช่องว่างที่ราคาจะเพิ่มขึ้น เพราะสัดส่วนราคาต่อรายได้ยังต่ำ

ที่สำคัญ ถ้าเขามองว่าเงินเหรียญสหรัฐและเงินยูโรนั้นยังมีโอกาสอ่อนค่าลงไปอีก เช่น ถ้าเงินเหรียญสหรัฐร่วงลงไปถึงประมาณ 3031 บาทต่อเหรียญสหรัฐ โอกาสที่จะทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ตอนขายหุ้นแล้วส่งเงินกลับยิ่งมาก เพราะส่งเงินเข้ามาตอนนี้ 1 เหรียญสหรัฐ แลกเงินไทยซื้อหุ้นได้ 33 บาท แต่ตอนขายหุ้นได้ใช้เงินเพียง 31 บาท ก็ซื้อเงินเหรียญสหรัฐได้ 1 เหรียญสหรัฐ ส่วนที่เหลือเป็นกำไรสองเด้ง เพราะซื้อหุ้นได้กำไรแล้วยังได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกเด้งหนึ่งตอนเอาเงินที่ซื้อหุ้นได้ไปซื้อเงินเหรียญสหรัฐหรือเงินยูโรเพื่อส่งกลับ

นักลงทุนหลายคนยังมองว่าเงินบาทยังมีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปอีก เพราะไม่ช้าก็เร็วธนาคารแห่งประเทศไทยคงต้องปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาถ้าเป็นจริงตามนั้นเขายิ่งมีโอกาสทำกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

สรุปแล้ว ใครอยากซื้ออยากขายก็เชิญตามสบายครับ แต่คอยดูฝรั่งให้ดี เพราะค่าของเงินนั้น ไม่ใช่ขึ้นลงแบบวันเวย์ ใครหนีไม่ทันอาจติดไฟแดง หนีไม่ทันแล้วจะเสียใจนะครับว่าโดนฝรั่งทุบอีกแล้ว

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ