posttoday
ประชาคมอาเซียนกับการศึกษาของไทย

ประชาคมอาเซียนกับการศึกษาของไทย

23 มีนาคม 2553

....สมโพธิ ศรีภูมิ

ผมไม่แน่ใจว่าเราๆ ท่านๆ ส่วนใหญ่ทราบกันมากหรือน้อยเพียงใดว่า เมื่อปี 2546 ผู้นำอาเซียนได้ประกาศเจตนารมณ์เมื่อคราวประชุมร่วมกันที่บาหลี ในการที่จะจัดตั้งประชาคมอาเซียน หรือ ASEAN Community ภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) อย่างไรก็ตามท่านผู้นำเหล่านี้อาจเห็นว่าปี 2563 มันช้าไป ดังนั้นในปี 2550 จึงได้ประกาศร่นเวลาของการจัดตั้งประชาคมอาเซียนให้เร็วขึ้นมาอีก 5 ปี คือ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2558 (ค.ศ. 2015) หรือในอีกประมาณ 56 ปี นับจากนี้ไป

แล้วเจ้าประชาคมอาเซียนคืออะไรหรือครับ ก็คงต้องนึกถึงประชาคมยุโรป หรือ European Union (EU) ที่เราดูจะคุ้นเคยกันพอสมควร แน่นอนครับ ที่ในส่วนของรายละเอียดก็คงจะมีทั้งส่วนที่คล้ายคลึงกัน และส่วนที่แตกต่างกันตามสภาวะแวดล้อมและความเหมาะสมทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้ประชาคมอาเซียนจะประกอบขึ้นด้วย 3 ประชาคมย่อย คือ

1.ประชาคมความมั่นคงอาเซียน หรือ ASEAN Security Community (ASC)ซึ่งมีจุดมุ่งหมายหลักเกี่ยวกับสันติสุขของภูมิภาค

2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC)มีจุดมุ่งหมายที่จะทำให้อาเซียนเป็นตลาดเดียว (Single Market) และเป็นฐานการผลิต (Production Base) โดยมีการไหลเวียนอย่างเสรีของสินค้า การบริการ การลงทุน แรงงานฝีมือ (Skilled Labor) และเงินทุน

3.ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน หรือ ASEAN SocioCultural Community (ASCC) มีจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคมและวัฒนธรรมในหมู่สมาชิกของอาเซียน

นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้บริหารในภาคเอกชนจากหลากหลายสาขาอาชีพได้วิพากษ์วิจารณ์กันมากมายถึงอุปสรรค ความยากลำบาก และความเป็นไปได้ที่บรรดาเหล่าสมาชิกของอาเซียนจะร่วมกันเดินไปถึงจุดหมายปลายทางในปี 2558 ได้จริง โดยส่วนใหญ่เห็นว่ามีความเป็นไปได้น้อยมากที่จะทำได้ตามเป้าหมายที่กำหนด มีส่วนหนึ่งเห็นว่าหากจำกัดวงเฉพาะ 6 ชาติดั้งเดิมของอาเซียน อันได้แก่ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทยแล้ว ยังพอจะเป็นไปได้ที่จะเห็นประชาคมอาเซียน (บางส่วน) เกิดขึ้นในอีก56 ปีข้างหน้า และเมื่อตั้งลำได้แล้ว จึงค่อยขยายวงไปสู่สมาชิกในส่วนที่เหลืออีกรอบหนึ่ง

ไม่ว่าคำวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม หากเราไม่ตั้งอยู่บนความประมาทแล้ว ก็ต้องเชื่อว่าประชาคมอาเซียนไม่ว่าจะเป็นบางส่วนหรือทั้งหมดจะเกิดขึ้นได้จริงภายในปี 2558 ซึ่งในบรรดา 3 ประชาคมย่อยที่เป็นองค์ประกอบของประชาคมอาเซียนนั้น ผมเห็นว่าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เป็นหัวใจหลักในการที่จะทำให้ประชาคมอาเซียนมีผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมได้ชัดเจนที่สุด อย่างไรก็ตามประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนต้องการให้เกิดการไหลเวียนอย่างเสรีของ 5 ปัจจัย คือ สินค้า การบริการ การลงทุน เงินทุน และแรงงานฝีมือ ผมขอขีดเส้นใต้คำว่า “แรงงานฝีมือ (Skilled Labor)” ซึ่งในที่นี้คงไม่ได้หมายถึงแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมหรือผ่านการพัฒนาฝีมือจากกรมพัฒนาแรงงาน แต่หมายถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการไหลเวียนอย่างเสรีของ 4 ปัจจัยแรก หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถด้านการบริหารจัดการ การส่งออก/นำเข้า การลงทุน/ระดมทุน การเงิน และการธนาคารเป็นหลัก

เมื่อพูดถึงการพัฒนาคน ก็คงหนีไม่พ้นที่จะนึกถึงการพัฒนาการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต้องการความจริงจังต่อเนื่องและใช้เวลายาวนาน (อย่างน้อยก็มากกว่าวงรอบการเลือกตั้ง 4 ปี) กว่าจะเห็นผล ดังนั้นกับเวลา 56 ปีที่เหลืออยู่ จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลแทนบรรดาท่านๆ ทั้งหลายที่มีอำนาจอยู่ในบ้านในเมืองขณะนี้ที่จะต้องเตรียมคนของเราให้มีความสามารถไปแย่งงานในสังคมอาเซียนและสังคมโลกได้ในที่สุด ผมเคยเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบมาครั้งหนึ่งแล้วว่า เมื่อครั้งที่ผมไปสัมมนาที่ดูไบเมื่อ 23 ปีที่แล้ว (ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะครับ) ปรากฏว่าพนักงานสนามบิน พนักงานโรงแรม รวมถึงพนักงานบริการเกือบทุกประเภทส่วนใหญ่เป็นคนอินเดียกับคนฟิลิปปินส์ ขณะเดียวกันผมก็เห็นคนงานก่อสร้างนอนหลับพักเที่ยงอยู่ข้างๆ ทางท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุซึ่งผมก็ได้ภาวนาว่าอย่าให้เป็นแรงงานไทยเลย เพราะในขณะที่เพื่อนบ้านเราเขายกระดับไป “ขายเวลา” ในต่างแดนกันแล้ว แต่เรายังคงมุ่งแต่จะ “ขายแรง” ก่ออิฐ ถือปูน เหมือนเมื่อ2030 ปีที่แล้ว ทั้งที่ความแตกต่างมีอยู่เพียงนิดเดียว คือ เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีกว่าเรา

ผมรู้สึกยินดีที่เมื่อเร็วๆ นี้มีความพยายามที่จะรื้อฟื้นและสะสางคดีเพชรซาอุให้เป็นที่กระจ่างกับทุกๆ ฝ่าย เพื่อที่ประเทศไทยจะได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับซาอุดีอาระเบียให้กลับไปเหมือนดังเดิมก่อนที่จะเกิดคดีนี้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกสลดใจที่ยังมีความคิดว่า เมื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตแล้ว จะได้ส่งแรงงานไปซาอุ ได้เหมือนเดิม เพราะเท่ากับว่าเราย่ำอยู่กับที่ คิดที่จะหากินกับสิ่งที่เราใช้ทำมาหากินเมื่อ 2030 ปีที่แล้ว โดยไม่ได้พัฒนาบุคลากรของเราให้ให้หนีจากแรงงานค่าจ้างต่ำจากเวียดนาม พม่า ลาว กัมพูชา บังกลาเทศ และอีกหลายๆ ประเทศที่มีสภาพคล้ายกับไทยในอดีต การก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หากมองในมุมบวก ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้เรายกระดับบุคลากรของประเทศให้สามารถไปแข่งขัน “ขายเวลา” กับคนสิงคโปร์ คนมาเลเซีย หรือคนอินโดนีเซีย ได้อย่างหน้าชื่นตาบาน แต่ขณะเดียวกันก็คงต้องย้อนถามว่า แล้วเราเตรียมการอะไรบ้างที่จะทำให้คนของเราพร้อมที่จะออกไปแข่งขันกับคนของเพื่อนบ้านเรา เวลาเหลือไม่มากแล้วครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท