
ความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์
หายเงียบไประยะหนึ่งเพราะเจอกระแสต่อต้าน อยู่ๆ โครงการที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือองค์การนาซา ขอมาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้เป็นฐานสำรวจในโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประธานรัฐสภานัดประชุมร่วมรัฐสภาขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเรื่อง การอนุญาตให้นาซาใช้อู่ตะเภาเพื่อโครงการดังกล่าว รัฐบาลจะได้เดินหน้าต่อไปได้
หายเงียบไประยะหนึ่งเพราะเจอกระแสต่อต้าน อยู่ๆ โครงการที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือองค์การนาซา ขอมาใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อใช้เป็นฐานสำรวจในโครงการศึกษาการก่อตัวของเมฆที่มีผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง เมื่อประธานรัฐสภานัดประชุมร่วมรัฐสภาขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 179 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเรื่อง การอนุญาตให้นาซาใช้อู่ตะเภาเพื่อโครงการดังกล่าว รัฐบาลจะได้เดินหน้าต่อไปได้
เราเคยวิเคราะห์กรณีนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็อยากให้มุมมองเพิ่มเติมต่อประเด็นนี้อีก เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์และอธิปไตยของประเทศ ที่คนยังสงสัยว่าเบื้องหลังคืออะไรกันแน่ และคิดว่าโครงการสำรวจการก่อตัวของเมฆนั้นเป็นเพียง “โครงการบังหน้า” เท่านั้น แต่น่าจะมีวัตถุประสงค์ซ่อนเร้น และมีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ระหว่างรัฐบาลกับสหรัฐหรือไม่ ซึ่งคนไทยไม่รู้ เพราะในการเมืองระหว่างประเทศไม่มีของฟรี ถ้าสหรัฐต้องการใช้อู่ตะเภา สหรัฐให้อะไรกับรัฐบาลชุดนี้บ้าง ที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งผลักดันให้สหรัฐใช้อู่ตะเภาเพื่อดำเนินโครงการดังกล่าวผิดสังเกต
คนไทยค่อนข้างสับสนเมื่อสหรัฐเคยออกข่าวว่า เส้นตายของโครงการนี้ คือ วันที่ 26 มิ.ย. 2555 ส่วนเอกอัครราชทูตสหรัฐเพิ่งให้สัมภาษณ์ว่า โครงการดังกล่าวได้ยกเลิกไปเรียบร้อยแล้วและยังไม่มีแผนพิเศษที่จะเข้ามาในช่วงนี้ แต่รัฐมนตรีคนหนึ่งในรัฐบาลไทยเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ โดยพูดทำนองว่าได้พูดคุยกับนาซาแล้ว ขณะที่รัฐมนตรีอีกคนหนึ่งพูดว่าฝ่ายไทยพร้อม แต่ก็ยอมรับว่าอีกนานกว่าสหรัฐจะมา ซึ่งต้องรอให้เขามาก่อน คนไทยจึงงงเพราะรัฐมนตรีกลับพูดไม่เหมือนกัน
สนามบินอู่ตะเภามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อสหรัฐมาก นอกเหนือจากใช้เป็นฐานทัพในการส่งกำลังบำรุงให้ทหารอเมริกันในสงครามเวียดนามแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในช่วงสงครามอิรัก เพราะที่ตั้งของสนามบินอู่ตะเภาอยู่กึ่งกลางระหว่างอ่าวเปอร์เซียและญี่ปุ่น ช่วงสงครามอิรัก เครื่องบินอเมริกันจากญี่ปุ่นบินไปกลับอ่าวเปอร์เซียต้องแวะเติมน้ำมันและบำรุงรักษาที่อู่ตะเภา ซึ่งมีทหารอเมริกันกว่า 1,000 คน ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยขณะนั้น ให้มาประจำที่สนามบินเพื่อทำภารกิจดังกล่าว สหรัฐต้องการใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์มากกว่าแค่ใช้เป็นฐานสำรวจการก่อตัวของเมฆ
เราเชื่อว่าโครงการวิจัยการก่อตัวของเมฆของนาซานั้นมีจริง และไทยจะได้รับการแบ่งปันข้อมูลจริงเท่าที่นาซาต้องการให้ ที่นักวิทยาศาสตร์ไทยคิดว่าสหรัฐได้ข้อมูลอะไร ไทยก็จะได้เหมือนกันนั้นอาจเพ้อฝันไปหน่อย ที่สำคัญนาซาคงไม่วิจัยเพื่อรู้สภาพอากาศเท่านั้น แต่เมื่อรู้แล้วเขาจะเอาผลการวิจัยดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการทหารหรือไม่อย่างไรนั้น เขาคงไม่บอกเรา เพราะนาซาทำงานร่วมมือกับเหล่าทัพของสหรัฐและซีไอเอ เพื่อผลประโยชน์และความมั่นคงของสหรัฐ
เราไม่ค่อยห่วงประเด็นที่ว่าหากนาซาได้รับอนุญาตให้ดำเนินโครงการนี้ โดยใช้สนามบินอู่ตะเภาเป็นฐานนั้น เขาจะมาล้วงความลับของไทย ทั้งนี้แม้ไม่มีโครงการนี้ สหรัฐก็รู้ทุกอย่างที่อยากรู้เกี่ยวกับประเทศไทยหมดแล้ว สหรัฐมีดาวเทียมประเภทต่างๆ ที่คอยเฝ้าตรวจและถ่ายภาพประเทศไทยแทบจะทุกซอกทุกมุมอยู่แล้ว ส่วนความลับอื่นๆ ของไทยนั้น ไม่ว่าจะเป็นความลับในวงการรัฐบาล ท่านทูตและเจ้าหน้าที่ซีไอเอ และหน่วยข่าวกรองทหารอเมริกัน คงเอาจากไทยได้หมดแล้ว ฉะนั้นโครงการนี้ไม่ต้องมาหาความลับอะไรจากไทยอีก
ส่วนที่ว่าจะเป็นการสำรวจน้ำมันในอ่าวไทยและมีการแบ่งปันผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม หรือทำให้บริษัทน้ำมันอเมริกันได้ประโยชน์นั้น แม้ไม่มีโครงการนี้ สหรัฐก็สามารถใช้ดาวเทียมสำรวจแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้จนหมดแล้วและนานมาแล้วด้วย อีกทั้งบริษัทน้ำมันอเมริกันคงมีข้อมูลแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเรียบร้อยแล้ว
การตัดสินใจในเรื่องนี้ รัฐบาลจะตัดสินใจบนเหตุผลภายในประเทศอย่างเดียวคงไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึงการเมืองและความมั่นคงระหว่างประเทศด้วย เพราะเรื่องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับไทยทั้งในและนอกประเทศ เมื่อภูมิทัศน์ด้านการเมืองและความมั่นคงในภูมิภาคเปลี่ยนไป มีการเผชิญหน้า หรือ “การขบเหลี่ยม” กันระหว่างจีนซึ่งเป็นมหาอำนาจในภูมิภาคและยืนตระหง่านอยู่เหนือหัวไทย กับสหรัฐซึ่งเป็นมหาอำนาจนอกภูมิภาคที่เป็นพันธมิตรเก่าแก่ ไทยมีผลประโยชน์กับทั้งสหรัฐและจีน เราคงไม่ต้องการเลือกฝ่าย แต่จะวางจุดยืนไว้ที่ตรงไหนของความขัดแย้งดังกล่าว การกล่าวอ้างว่าได้พูดกับจีนแล้ว ผู้นำจีนไม่ว่าอะไร สะท้อนให้เห็นว่าเรามองจีนเพียงคำพูดภายนอกเท่านั้น แต่ยังไม่วิเคราะห์เจาะลึกถึงว่าจีนคิดอะไรอยู่
เป็นการยากที่รัฐบาลชุดนี้จะทานแรงกดดันจากสหรัฐได้ เพราะวอชิงตันได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่แรก บนสมมติฐานที่ว่า การเมืองไทยจะมีเสถียรภาพมากขึ้นหากพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล เพราะถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็จะถูกก่อกวนจากม็อบเสื้อแดงตลอดจนทำงานไม่ได้ วอชิงตันต้องการเห็นการเมืองไทยมีเสถียรภาพ ล็อบบี้ยิสต์อเมริกันในและนอกสภาที่ได้รับการว่าจ้างทำงานอย่างได้ผล ทำให้รัฐบาลสหรัฐมีท่าทีดังกล่าวและยอมให้วีซ่าแก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สหรัฐถือว่าตนได้ “ให้” รัฐบาลชุดนี้มากพอสมควร ดังนั้น ไทยซึ่ง “รับ” แล้ว ควรให้ตอบแทนบ้าง จึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดนี้จะตอบแทนแค่ไหน
โครงการวิจัยการก่อตัวของเมฆโดยนาซานั้นจะมีหรือไม่ ไม่ได้ทำให้ผลประโยชน์ของสหรัฐในไทยเปลี่ยนแปลง เครื่องบินสหรัฐสามารถแวะเติมน้ำมันที่อู่ตะเภาได้เช่นเดิม สหรัฐน่าจะต้องการเพียง “ความร่วมมือเชิงสัญลักษณ์” จากไทยเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ว่าไทยยังเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐ และไทยยืนอยู่ข้างสหรัฐในความขัดแย้งทางยุทธศาสตร์ระยะยาวระหว่างสหรัฐกับจีน ดังได้กล่าวแล้ว ไทยมีผลประโยชน์กับทั้งสหรัฐและจีน ประเทศเล็กๆ เช่นไทยคงต้องใช้ยุทธศาสตร์การทูตอย่างลึกซึ้งและอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่ไปถามจีน แล้วเอาคำตอบจากจีนมาตัดสิน







