posttoday
กูรูฟันธง"ซิงเกิ้ลคอมมานด์น้ำ"ยังมีรูโหว่

กูรูฟันธง"ซิงเกิ้ลคอมมานด์น้ำ"ยังมีรูโหว่

10 ตุลาคม 2555

ภาครัฐยังขาดข้อมูลปลายทาง ที่สามารถประเมินได้ว่า ณ จุดเกิดเหตุรุนแรงเพียงใด และมีความเสี่ยงหรือไม่

โดย....สุภชาติ เล็บนาค

แม้วิกฤตน้ำหลาก น้ำท่วม ตลอดจนพายุจะผ่านพ้นไปพร้อมๆ กับฤดูมรสุม ท่ามกลางความโล่งใจของประชาชนไทย เนื่องจากไม่ได้รุนแรงเท่ากับปี 2554 ที่ผ่านมา ทว่าคำถามหนึ่งที่ยังคงติดค้างอยู่ในใจหลายๆ คนก็คือ ระบบสั่งการที่รัฐบาลได้จัดตั้งขึ้นผ่านศูนย์กลางทั้งหมด อย่างกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.)  สำนักนโยบายบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (สบอช.) หรือ ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ส่วนหน้า ของกระทรวงมหาดไทย ก็ดี สามารถเชื่อถือได้หรือไม่ และถ้าหากเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันอีกในปีหน้า จะสามารถเชื่อใจรัฐบาลได้มากน้อยเพียงใด 

กูรูฟันธง"ซิงเกิ้ลคอมมานด์น้ำ"ยังมีรูโหว่

ชวลิต จันทรรัตน์ กรรมการหน่วยธุรกิจแหล่งน้ำ บริษัท ทีมกรุ๊ป ระบุว่า จากที่ติดตามและประเมินข้อมูลของภาครัฐ ในช่วงแรก เรื่องสถานการณ์น้ำจากภาคเหนือ และน้ำหลากในบางพื้นที่ ซึ่งเกิดจากฝนตกนั้น ถือว่าบูรณาการ และจัดการข้อมูลได้ดี ทำให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยไม่มากนัก ขณะเดียวกัน ระบบศูนย์ส่วนหน้าบัญชาการเหตุการณ์ ที่มอบให้กระทรวงมหาดไทยเป็นศูนย์บัญชาการหลัก ก็มีระดับการสั่งการมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่ามีผู้รู้ค่อนข้างมาก และปัญหาเดียวกัน ในมุมมองแต่ละคน มีวิธีแก้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งในเรื่องนี้มองว่าไม่ได้เป็นความขัดแย้ง

อย่างไรก็ตาม ชวลิต กล่าวว่า ยังคงมีปัญหาที่เห็นชัดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่มีการโต้เถียงกันเรื่องระบบบริหารจัดการน้ำ และแยกระบบการบริหารจัดการของตัวเองอย่างเด็ดขาด ออกจากจังหวัดรอบข้างอย่าง จ.ปทุมธานี จ.นนทบุรี จ.นครปฐม หรือจ.สมุทรปราการ

ทั้งนี้ เห็นว่ากระทรวงมหาดไทย ในฐานะที่กำกับดูแลทั้งกทม.และส่วนภูมิภาค จะต้องเป็นศูนย์กลางในการจัดการปัญหาการบริหารจัดการน้ำ และต้องมองภาพใหญ่ ที่อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมือง

ส่วนที่รัฐบาลถูกตำหนิ เนื่องจาก การประเมินเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุแกมี คลาดเคลื่อนไม่เว้นแต่ละวันนั้น ชวลิตชี้แจงให้ฟังว่า เส้นทางของพายุนั้นสามารถคำนวณได้ยาก เนื่องจากมีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งลมมรสุม และร่องความกดอากาศต่ำที่อยู่ในประเทศเวียดนาม เนื่องจากเส้นทางพายุที่จะเข้าไทย สามารถเข้าได้ 3 ทาง คือบริเวณ จ.อุบลราชธานี จ.สระแก้ว และจ.ตราด ซึ่งในตอนแรก พายุแกมีมีแนวโน้มที่จะเข้าจ.สระแก้ว ซ้ำเติมปัญหาที่จ.ปราจีนบุรี และเคลื่อนเข้าสู่กทม.โดยตรง ซึ่งจะสร้างความเสียหายค่อนข้างมาก จึงไม่แปลกใจที่รัฐบาลประกาศเตือนไม่ให้ออกจากบ้าน 

อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมาโดนร่องความกดอากาศในประเทศเวียดนามกดลง ประกอบกับพายุได้ปล่อยพลังไปแล้ว 2 ใน 3 ที่ประเทศกัมพูชา และประเทศเวียดนาม ทำให้กว่าจะถึงไทยเหลือกำลังไม่มาก

ทั้งนี้ คิดว่า การให้ข้อมูลเรื่องพายุ ควรจะให้ข้อมูลเป็นรายวัน เพื่อให้ประชาชนติดตามอย่างต่อเนื่อง แม้จะสามารถคาดการณ์เส้นทางได้จริงๆ ในช่วง 3 วันก่อนหน้า และแม่นยำที่สุดในช่วง 1 วันสุดท้ายก็ตาม ซึ่งเชื่อว่า หากรัฐบาลได้รับงบประมาณเพิ่มเติม 7,000 ล้านบาท จะสามารถช่วยในส่วนนี้ได้มาก

ทวิดา กมลเวชช รองคณบดี คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ข้อมูลน้ำในประเทศไทย กระจัดกระจายอยู่เยอะมาก เพราะฉะนั้น จึงยังสับสนอยู่หลายส่วน แต่ก็เห็นความพยายามในการรวบรวมศูนย์กลางในรูปแบบ ซิงเกิ้ล คอมมานด์ สบอช. และคลังข้อมูลน้ำแห่งชาติที่จะรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่สู่ประชาชนอยู่ บ้าง

อย่างไรก็ตาม คิดว่าภาครัฐยังขาดข้อมูลปลายทาง ที่สามารถประเมินได้ว่า ณ จุดเกิดเหตุรุนแรงเพียงใด และมีความเสี่ยงหรือไม่ และการสะท้อนกลับแล้วสู่ศูนย์กลางบัญชาการ ก็ยังไม่ชัดเจน เพราะ 2 ส่วนนี้ปราศจากกันและกันไม่ได้ 

“เหตุการณ์น้ำท่วม และพายุแกมีที่ผ่านมา ไม่มีโมเดลสะท้อนจากท้องที่ที่ครอบคลุม ทำให้หน่วยงานข้างบนไม่สามารถประเมินในระดับพื้นที่เกิดอะไรขึ้นบ้าง ซึ่งในเรื่องนี้ แม้จะมีการบรรจุในแผนแล้วว่าต้องมีการคีย์ข้อมูลจากพื้นที่และอัพเดทตลอดเวลาก็จริง แต่ก็ไม่เพียงพอ และไม่ได้รับการตอบสนองจากศูนย์ซิงเกิ้ลคอมมานด์เท่าไรนัก คราวนี้ ถึงเป็นการซ้อมใหญ่ที่ดีเหมือนกัน ว่าศักยภาพของระบบเป็นอย่างไร ซึ่งเชื่อว่าในอนาคต การจัดการภัยพิบัติจะสมบูรณ์แบบ และเกิดขึ้นภายใต้ขั้นตอนที่แม่นยำมากขึ้น”ทวิดากล่าว

ด้าน มนตรี ชนะชัยวิบูลย์วัฒน์  ผู้อำนวยการสำนักนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ตามแนวทาง Single Command ที่รัฐบาลได้มอบหมาย โดยได้กำหนดแนวทางให้ผู้ว่าราชการจังหวัด (ผวจ.) ต้องติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว โดยมีการแบ่งโซนในแต่ละตำบลให้กระจายอำนาจในการบริหารจัดการกันเอง ทั้งนี้จากอุทกภัยปี 2554 นั้น ทำให้ทาง ปภ.มีทรัพยากร เครื่องมือ และงบประมาณมากขึ้นระดับหนึ่ง หากอนาคตเกิดภัยขึ้นอีกก็จะไม่รุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้มนตรียังกล่าวอีกว่า กรมปภ.ยังได้เตรียมที่จะตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่เป็นซิงเกิ้ลคอมมานด์เกี่ยวกับภัยพิบัติ ทั้งจากธรรมชาติ และจากฝีมือมนุษย์ โดยทำงานประสานกับหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาคประชาชน ที่จะเข้าช่วยเหลือหากเกิดภัยพิบัติทุกประเภทด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท