
สืบพยานโจทก์มาร์คฟ้องหมิ่นอริสมันต์
สุเทพ ขึ้นศาลเบิกความเป็นพยานคดี อภิสิทธิ์ ฟ้องหมิ่น อริสมันต์
สุเทพ ขึ้นศาลเบิกความเป็นพยานคดี อภิสิทธิ์ ฟ้องหมิ่น อริสมันต์
เมื่อเวลา 09.30 น. ศาลนัดสืบพยานโจทก์ คดีหมายเลขดำ อ.4177/2552 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 และ 332
คำฟ้องโจทก์ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 และ 17 ต.ค.2552 จำเลยได้กล่าวปราศรัยให้ประชาชนทั่วไปที่ฟังและชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ช่องพีเพิล แชลแนล ทำนองว่าโจทก์และรัฐบาลภายใต้การนำของโจทก์ เป็นต้นเหตุให้ในหลวงทรงประชวร และปราศรัยว่าโจทก์เป็นผู้ที่ทำให้คำร้องฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีล่าช้า และว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลวทรามต่ำช้า จิตใจอำมหิต และเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการปล้นอำนาจประชาชน เป็นผู้สั่งการให้ฆ่าประชาชน
โดยวันนี้ทนายโจทก์ นำนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี และอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่น เบิกความเป็นพยานสรุปว่า ระหว่างวันที่ 10 - 12 เม.ย.52 มีประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่โรงแรมรอยัล คลิป บีซ พัทยา จ.ชลบุรี ได้มีกลุ่มคนเสื้อแดง นำโดยนายอริสมันต์ จำเลย เข้ามาปิดล้อมโรงแรมเพื่อล้มการประชุม โดยมีการบุกเข้าไปในโรงแรมทุบกระจกและทำลายประตูจนไม่สามารถประชุมได้ ซึ่งการกระทำดังกล่าวคล้ายกับการก่อจลาจลจึงได้มีการประกาศ พรก.ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกันมีกลุ่มคนเสื้อแดงที่ได้ชุมนุมบริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช.ได้ปราศรัยให้คนเสื้อแดงเดินทางไปขัดขวางกระประชุม และเตือนผู้นำแต่ละประเทศอย่าเอาชีวิตมาเสี่ยงร่วมกับนายอภิสิทธิ์ โจทก์ พยานจึงได้สั่งการให้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธ เข้าไปควบคุมสถานการณ์พร้อมกับรักษาความปลอดภัยของผู้นำอาเซียน หลังจากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงจึงได้ล่าถอยไป โดยจำเลยก็ได้ไปประกาศชัยชนะบนเวทีปราศรัยหน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงมีท่าทีฮึกเหิมมากขึ้น โดยมีการยึดสี่แยกต่างๆในกรุงเทพฯ และเผายางรถยนต์ รถแท็กซี่ รวมถึงรถเมล์ และเนื่องจากทำเนียบรัฐบาลถูกกลุ่มคนเสื้อแดงปิดล้อมโจทก์จึงได้เดินทางไปที่กระทรวงมหาดไทยเพื่อประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพฯ และระหว่างเดินทางกลับ ก็ได้ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงตามมาทุบรถ ที่กระทรวงมหาดไทย ซึ่งทั้งสองเหตุการณ์พยานได้อยู่ร่วมกับโจทก์ตลอดเวลา ซึ่งไม่มีการสั่งการในที่ประชุมให้ทหารไปเข่นฆ่าประชาชน
ส่วนข้อความที่จำเลย ปราศรัยว่าโจทก์กู้เงินมาโกงนั้นเป็นข้อความเท็จ เพราะการกู้เงินของรัฐบาลได้ดำเนินการตามโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นการนำเงินพัฒนาด้านต่างๆภายในประเทศ การกระทำของจำเลย ทำให้โจทก์ ถูกเข้าใจผิด และเป็นการกล่าวเพื่อปลุกระดมให้ประชาชนลุกขึ้นมาต่อต้านรัฐบาล







