
กลยุทธ์ซื้อหุ้นปี2556ของบัฟเฟตต์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหากูรูนักลงทุนที่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว
โดย...วีรพงษ์ ชุติภัทร์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อภิมหากูรูนักลงทุนที่อาจกล่าวได้ว่าประสบความสำเร็จสูงที่สุดในโลก จนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่รวยที่สุดในโลกไปแล้ว ซึ่งเป็นเหตุให้ไม่ว่าบัฟเฟตต์จะเคลื่อนไหวในการซื้อหรือขายทั้งหุ้นและกิจการอะไรก็ตาม ก็มักจะถูกจับตามองจากผู้คนทั่วโลก
ในปัจจุบันและปี 2556 บัฟเฟตต์ได้เริ่มส่งสัญญาณการเข้าซื้อหุ้นและการเข้าซื้อกิจการอีกหลายแห่งทั่วโลก ซึ่งพอจะจำแนกกลยุทธ์พร้อมทั้งเหตุผลได้ดังนี้ครับ
หนึ่ง เน้นการซื้อกิจการที่ใช้เงินลงทุนสูง
ทอดด์ โลเวนสไตน์ (Todd Lowenstein) ผู้จัดการกองทุนไฮมาร์ก แคปปิตอล แมนเนจเมนต์ (Highmark Capital Management) ได้พูดถึงบัฟเฟตต์ว่า “ปัญหาของบัฟเฟตต์ในขณะนี้...เป็นปัญหาที่พวกเราทุกคนอยากจะมี นั่นก็คือ เขามีเงินมากเกินไป” ปัจจุบันพบว่าบัฟเฟตต์สามารถสร้างกระแสเงินสดผ่านบริษัท เบิร์กเชียร์ แฮธาเวย์ บริษัทของเขาสูงถึงเดือนละ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังพบต่อไปอีกว่าบัฟเฟตต์มีเงินสดในมือมากกว่า 37.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาล
ทิม กริสคีย์ (Tim Ghriskey) ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของกลุ่มโซลาริส กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า “ถ้ามีโอกาสรออยู่ บัฟเฟตต์จะซื้อแต่กิจการที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น เพราะเขารู้ว่ากิจการที่มีการลงทุนขนาดเล็กจะไม่สามารถทำให้เบิร์กเชียร์มีผลประกอบการที่ดีขึ้นมาได้”
สอง ธุรกิจแบบพื้นฐาน...ที่มั่นคง แต่อนาคตไกล
บัฟเฟตต์ยังคงไม่ชอบลงทุนในธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะกลุ่ม App Economy ที่นำแถวโดย Apple, Google, Amazon เป็นต้น ด้วยเหตุผลเดิมๆ ของบัฟเฟตต์ที่ว่า “ผมไม่เข้าใจโมเดลธุรกิจ ดังนั้นผมก็จะไม่ลงทุนซื้อหุ้น”
บัฟเฟตต์ยังคงชื่นชอบในการลงทุนในอุตสาหกรรมพื้นฐาน ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ การเข้าซื้อกิจการรถไฟเบอร์ลิงตัน นอร์เทิร์น ซานตาเฟ ซึ่งเข้าซื้อกิจการนี้ด้วยเงินสูงถึง 34 พันล้านเหรียญสหรัฐ เขาซื้อกิจการรถไฟเพราะมั่นใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ราคาน้ำมันจะยิ่งมีราคาสูงขึ้น และการขนส่งผ่านทางรถไฟจะเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งจะทำให้สามารถปรับราคาขนส่งเพิ่มขึ้นได้ และจะนำมาซึ่งกำไรก้อนโตนั่นเอง
สาม ผู้นำตลาด...ก็คงยังเป็น ‘ผู้นำตลาด’
หากคุณผู้อ่านพอจำกันได้ หนึ่งในหุ้นที่บัฟเฟตต์ตั้งใจจะถือไว้โดยไม่ขายออกไปเลย นั่นก็คือ หุ้นโคคาโคลา ซึ่งเป็นบริษัทที่มีส่วนแบ่งการตลาดในธุรกิจน้ำอัดลมสูงที่สุดในโลก บัฟเฟตต์ยังคงให้ความสำคัญกับการเป็น “ผู้นำตลาด” ของบริษัทที่เขาคิดที่จะเข้าไปซื้อกิจการอยู่ดี
ในเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว บัฟเฟตต์ได้ซื้อบริษัท ลูบริซอล (Lubrizol) ซึ่งเป็นผู้นำตลาดทางด้านผลิตภัณฑ์หล่อลื่นด้วยเงินสูงถึง 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้นเขายังสนใจที่จะซื้อบริษัท เฮงเกล (Henkel) ในประเทศเยอรมนี ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์กาว และสารเคมีอื่นๆ
บริษัทนี้ยังเป็นเจ้าของกาวที่มีความเหนียวสูง ยี่ห้อ ล็อคไทล์ (Loctile) ซึ่งขายดีเป็นอันดับ 1 ของโลก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทยังกินส่วนแบ่งการตลาดสูงถึง 40% ของตลาดโลก ปัจจุบันยังพบต่อไปอีกว่า เฮงเกลเป็นผู้ป้อนผลิตภัณฑ์กาวและสารเคมีให้กับบริษัท แอร์บัส ซึ่งเป็นผู้สร้างเครื่องบินพาณิชย์รายใหญ่ของโลกอีกด้วย
สี่ บริษัทที่มี ‘แบรนด์’ จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ดีกว่า
บัฟเฟตต์ได้วางแผนเข้าไปซื้อกิจการบริษัท เดียร์ (Deere) ผู้นำทางด้านเครื่องจักรการเกษตรของสหรัฐอเมริกา ที่มีมูลค่าสูงถึง 32.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่าเดียร์จะมีมูลค่าการตลาดสูงมากถึงเพียงนั้น บัฟเฟตต์ก็ยังคงชื่นชอบบริษัทที่มี “แบรนด์” อยู่ดี
ปัจจุบัน สินค้ายี่ห้อ “เดียร์” มีการพัฒนาทางด้านจักรกลการเกษตรอยู่ตลอดเวลา และไม่ว่าเดียร์จะผลิตเครื่องจักรการเกษตรอะไรออกมาสู่ตลาดก็ตาม ก็มักจะได้รับการตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี นอกจากนั้นผลกำไรของเดียร์ก็น่าประทับใจมาก โดยมีผลกำไรสูงถึง 33% ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา
ห้า ‘ราคาสินค้าเกษตร’ จะมีแต่...สูงขึ้น
ผมเคยเขียนถึงกูรูนักลงทุนที่ชื่อ จิม โรเจอร์ส ที่พูดถึง “ราคาสินค้าเกษตร” (อ่านในโพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2555 หรือ http://www.doctorwe.com/posttoday/20120322/257) ไว้ว่า ในอีก 20-30 ปีข้างหน้าจะเกิดปัญหาการขาดแคลนเกษตรกรจำนวนมาก ซึ่งจะเป็นสาเหตุให้ผลผลิตทางการเกษตรเกิดการขาดแคลนตามไปด้วย
สาเหตุมาจากการที่คนหนุ่มสาวย้ายเข้ามาทำงานในเมืองมากขึ้น เพราะได้เงินพอๆ กัน...แต่ทำงานสบายกว่า และที่สำคัญคือได้มีโอกาสสังคมกับคนอื่นไปด้วย เขายังเชื่อต่อไปว่า เมื่อไร...ที่ของขาด เมื่อนั้น...ราคาสินค้าเกษตรก็จะต้องขึ้นอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกัน บัฟเฟตต์ก็มีความเชื่อว่าในอนาคต...ราคาสินค้าเกษตรจะต้องสูงขึ้นมากอย่างแน่นอน โดยเขากล่าวว่า “อีก 100 ปีข้างหน้า ผลผลิตทางการเกษตรจะมีราคาสูงกว่า...ทองคำ ซึ่งก็เห็นกันอยู่แล้วว่า ราคาสินค้าเกษตรในปี 2554 นั้น มันสูงเป็น 6 เท่าของราคาสินค้าเกษตรเมื่อ 10 ปีก่อน”
เมื่อปีที่แล้วบริษัท เดียร์ ขายเครื่องจักรการเกษตรสูงถึง 24 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็คาดกันว่าในปี 2563 ยอดขายของเดียร์จะสูงถึง 50 พันล้านเหรียญสหรัฐทีเดียว
แต่ไม่ว่าบัฟเฟตต์จะมีกลยุทธ์การลงทุนหรือการซื้อหุ้นอย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาสามารถซื้อกิจการหรือหุ้นนั้นๆ ได้ใน “ราคาที่ถูก”
ทำให้นึกถึงคำพูดของบัฟเฟตต์ที่พูดเกี่ยวกับราคาหุ้นไว้ว่า “Price is what you pay. Value is what you get.” แปลตามความได้ว่า “ราคา...คือสิ่งที่เราจ่ายไป มูลค่าที่แท้จริง...คือสิ่งที่เราได้มา”







