
รื้อทีมเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังคงขับเคลื่อนไปได้ หรือชะลอตัวลง คงต้องขึ้นกับฝีมือรัฐบาลในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะยังคงขับเคลื่อนไปได้ หรือชะลอตัวลง คงต้องขึ้นกับฝีมือรัฐบาลในการบริหารงานด้านเศรษฐกิจ
เพราะจากข้อมูลของธนาคารโลก ที่เจาะกลุ่มประเทศอาเซียน โดยเฉพาะไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ได้ลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2556 ลงเหลือ 8.1% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8.6% ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ก็คาดว่าภูมิภาคนี้ทั้งไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม จะขยายตัวช้าลง
สาเหตุอย่างที่รู้กัน คือการส่งออกลดลงจากความต้องการสินค้าในต่างประเทศชะลอตัวลง แต่ธนาคารโลกยังมีมุมมองที่ดีสำหรับอาเซียน 4 ประเทศ ที่เห็นว่าเศรษฐกิจยังมีแนวโน้มสดใส เพราะมีการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนจำนวนมาก รวมทั้งไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อดูลึกในรายละเอียดแล้ว การลงทุนของไทยส่วนใหญ่ยังอยู่ในแผ่นกระดาษเท่านั้น ที่เห็นชัดเจนคือ การลงทุนในการบริหารจัดการน้ำ 2 แสนล้านบาท ไม่คืบหน้า ยังไม่นับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ยังเป็นเพียงร่างกฎหมายอยู่เท่านั้น
ทั้งที่มีนักลงทุนต่างประเทศจำนวนมากแสดงความจำนงอยากเข้ามาลงทุน ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี จีน ที่สนใจเรื่องการบริหารจัดการน้ำ และโครงการรถไฟความเร็วสูง ยังมีฝรั่งเศส แคนาดา เยอรมนี ที่รอเข้าคิวประมูลรถไฟความเร็วสูงเช่นกัน
ฉะนั้น การจัดการบริหารเศรษฐกิจในปีหน้า โดยเฉพาะการผลักดันโครงการในแผ่นกระดาษให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา เพื่อให้เม็ดเงินในการลงทุนมาชดเชยเม็ดเงินที่สูญหายจากการส่งออก จึงเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้น เพราะชัดเจนแล้วว่า การใช้เม็ดเงินของรัฐผ่านนโยบายประชานิยม เพื่อกระตุ้นการบริโภคนั้น เริ่มมีปัญหามากขึ้น ทั้งต่อฐานะการคลังของประเทศ และต่อเสถียรภาพของรัฐบาล
แต่การจะทำเช่นนั้นได้ รัฐบาลต้องมีนักบริหารจัดการเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีเวลาที่จะลงไปผลักดันให้โครงการลงทุนต่างๆ เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และที่สำคัญมีคุณภาพ และปลอดจากคำครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน
นายกรัฐมนตรีจึงควรใช้โอกาสที่จะต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่แล้ว ปรับปรุงการทำงานของรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจไปพร้อมกัน เพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจโลกที่จะถาโถมเข้ามา
นอกจากนี้ อีกปัญหาที่รัฐบาลต้องแก้ไข คือการสื่อสารข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือไปคนละทิศละทาง ทั้งเรื่องโกหกสีขาว หรือ White Lie เรื่องน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม รวมไปถึงสัญญาขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ที่แม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ยังให้ดูไม่ได้ สะท้อนให้เห็นถึงการทำงานที่ไม่โปร่งใส และฉุดภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
ที่สำคัญทำให้เอกชนสับสน ไม่สามารถวางแผนธุรกิจได้
กลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเศรษฐกิจโลกหลายเท่า







