posttoday
ยกระดับประกันสู่มหาชน...งานนี้ลูกค้ามีแต่ได้

ยกระดับประกันสู่มหาชน...งานนี้ลูกค้ามีแต่ได้

10 ตุลาคม 2555

เป็นที่ชัดเจนว่า ภายในเดือน ก.พ. 2556 ที่จะถึงนี้ บรรดาบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยของไทย

โดย...ฉัตรชัย ธนจินดาเลิศ

เป็นที่ชัดเจนว่า ภายในเดือน ก.พ. 2556 ที่จะถึงนี้ บรรดาบริษัทประกันชีวิตและบริษัทประกันวินาศภัยของไทย จะต้องถูกแปรสภาพให้เป็นบริษัทมหาชนจำกัดครบทุกบริษัท เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกันชีวิต หรือ พ.ร.บ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 ที่ได้กำหนดไว้

เรียกว่านับจากนี้ไปบริษัทประกันในไทยที่มีอยู่ถึง 89 บริษัท ไม่ว่าจะพร้อมใจหรือไม่ก็ต้องปฏิบัติตามตาม

จุดประสงค์ของการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ดังกล่าว ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อคุ้มครองประชาชนและผู้เอาประกันภัย

ขณะเดียวกันก็ต้องการพัฒนาการประกอบธุรกิจประกันชีวิตให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพมากขึ้น

การเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนนั้น บริษัทประกันสามารถเลือกได้ 2 แบบ

แบบแรก จะเป็นเพียงบริษัทมหาชนเฉยๆ แต่การบริหารงานยังคงเดิมก็ได้

แบบที่สอง จะต้องนำเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้น

เพราะจุดประสงค์หลักไม่ใช่เรื่องของการระดมทุนให้กับบริษัทประกัน หรือกระจายหุ้นให้กับนักลงทุนทั่วไปแต่อย่างใดไม่

จุดประสงค์หลักของการยกระดับบริษัทประกัน ก็เพื่อต้องการให้ทุกบริษัทประกันเกิดความโปร่งใส ให้ประชาชนหรือผู้ซื้อประกันสามารถตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกได้มากขึ้น

ยกระดับประกันสู่มหาชน...งานนี้ลูกค้ามีแต่ได้

โดยเฉพาะการบังคับใช้มาตรฐานบัญชีแบบสากล ที่อยู่บนพื้นฐานเดียวกันทั้งหมด

แตกต่างจากเดิมที่การใช้มาตรฐานบัญชีของบริษัทประกันมีความโปร่งใสไม่เท่าเทียมกัน จะมากกว่าหรือน้อยกว่ากัน ก็แล้วแต่บริษัทประกันไหนจะเลือกใช้มาตรฐานบัญชีที่บริษัทตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด แทนที่จะเลือกว่าควรให้ผู้ซื้อประกันได้ประโยชน์สูงสุด

นี่คือประโยชน์ชุดแรกที่เกิดขึ้น

ต้องยอมรับว่าด้วยขนาดธุรกิจประกันภัยในปัจจุบันที่มีสินทรัพย์รวมกันทั้งสิ้น 2,317,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 51% เป็นสินทรัพย์ของธุรกิจประกันชีวิต 1,620,747 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% และเป็นสินทรัพย์ของธุรกิจประกันวินาศภัย 696,896 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 253% ถือว่าเป็นธุรกิจที่มีขนาดมหึมา

โดยทั่วไปธุรกิจประกันภัยได้นำสินทรัพย์ไปลงทุน จำนวนทั้งสิ้น 1,728,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 20% คิดเป็นสัดส่วน 74% ของสินทรัพย์รวม แบ่งเป็น

1.สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันชีวิต 1,544,554 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 21% คิดเป็นสัดส่วน 95% ของสินทรัพย์รวมของธุรกิจประกันชีวิต

2.สินทรัพย์ลงทุนของธุรกิจประกันวินาศภัย 183,547 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14% คิดเป็นสัดส่วน 26% ของสินทรัพย์รวมของธุรกิจประกันวินาศภัย

ทั้งนี้ หากดูตัวเลขการลงทุนช่วงเดือน ม.ค.ก.ค.ที่ผ่านมาแล้ว จะพบว่าสินทรัพย์ลงทุนส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือ พันธบัตร ตั๋วเงินคลัง เงินฝากธนาคาร หุ้นกู้ ตั๋วสัญญาใช้เงิน และสลากออมทรัพย์ 1,440,571 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 83% ของสินทรัพย์ลงทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 24% โดยลงทุนในพันธบัตรรวมตั๋วเงินคลังสูงสุด 996,218 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนถึง 57% ของสินทรัพย์ลงทุน

ขณะที่ลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง 287,531 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16% ของสินทรัพย์ลงทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4% โดยลงทุนในหุ้นทุนสูงสุด 169,837 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 9% ของสินทรัพย์ลงทุน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 4%

ดังนั้น แม้ตัวเลขการลงทุนส่วนจะมีความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ใช่จะไม่มีความเสี่ยงเลย

ตัวเลขจำนวนมหาศาลถึง 2.3 ล้านล้านบาทนี้ ที่ส่วนใหญ่แล้วต้องบอกว่า เป็นค่าเบี้ยประกันของลูกค้าที่บริษัทประกันนำไปลงทุน ได้ตัดสินใจซื้อประกันกับบริษัทประกันต่างๆ เพื่อออมทรัพย์ไว้ใช้ในระยะยาวหรือเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองจากบริษัทประกัน

เงินลงทุนก็ควรอยู่ในระดับที่ปลอดภัยสามารถตรวจสอบที่มาที่ไปได้ด้วย

เพราะหากเงินดังกล่าวมีความเสี่ยงหรือไม่ปลอดภัยแล้ว ก็ย่อมส่งผลกระทบถึงผู้เอาประกันและความน่าเชื่อถือของธุรกิจประกันโดยรวมด้วย

การตัดสินใจให้บริษัทประกันเปิดเผยข้อมูลอย่างแท้จริง ผ่านมาตรฐานบัญชีแบบสากลจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด และยิ่งเป็นส่วนช่วยสนับสนุนให้บริษัทประกันมีมาตรฐานที่ดีขึ้น นอกเหนือจากการควบคุมดูแลปกติของ คปภ.ที่ทำได้ดีพอควรอยู่แล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเป็นบริษัทมหาชนของประกันนั้น จะส่งผลดีมากกว่าผลเสีย และบริษัทประกันก็ไม่ต้องปรับตัวมากนัก เนื่องจากไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

ตัวธุรกิจเองยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติ ไม่ได้กระทบต่อแบบประกัน ไม่กระทบต่อกลยุทธ์ที่แต่ละบริษัทได้วางไว้ การให้บริการก็ยังเป็นไปปกติ

บริษัทประกันมหาชนจำกัด อาจมีต้นทุนเพิ่มด้านเอกสารที่ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ และต้นทุนค่าตรวจสอบบัญชีเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยเท่านั้น

เรียกได้ว่า นอกนั้นแทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลยก็ว่าได้ ทั้งตัวแทน โบรกเกอร์ หรือแม้แต่บริษัทประกันเอง

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันบริษัทประกันส่วนใหญ่ที่ได้แปรเปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชนแล้ว ต่างก็ยังไม่มีวี่แววที่จะเข้าไประดมทุนในตลาดหุ้นแต่อย่างใด โดยยังคงขอดำเนินธุรกิจไปตามปกติ ตามรูปแบบเดิมที่ได้ทำกันมาก่อนหน้านี้

ในทางกลับกัน ข้อดีที่บริษัทประกันจะได้รับของการเป็นบริษัทมหาชน ดูจะมีมากกว่าข้อเสีย เมื่อต้องการระดมทุนหรือเพิ่มทุนในอนาคต บริษัทจะสามารถขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาพาร์ได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เกิดความคล่องตัวในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องให้กับตัวเองได้ง่ายและเร็วขึ้น

ขณะที่หากยังเป็นบริษัทจำกัดแบบเดิมๆ บริษัทจะถูกข้อจำกัดตามกฎหมาย ทำให้ไม่สามารถขายหุ้นในราคาที่ต่ำกว่าราคาพาร์ได้ เวลาเกิดปัญหาสภาพคล่องอาจไม่ทันการณ์ อาจส่งกระทบต่อผู้เอาประกันได้และชื่อเสียงของบริษัทประกันเองก็ได้

ล่าสุด ไมค์ แพล็กซ์ตัน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต บอกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2555 เป็นต้นมา บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ได้แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้ว แต่บริษัทไม่ได้ดำเนินการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

การแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนดังกล่าวในครั้งนี้ ไม่มีผลกระทบต่อลูกค้าและผู้เอาประกันภัย รวมถึงสิทธิต่างๆ ตามกรมธรรม์ โดยผู้เอาประกันภัยยังคงได้รับผลประโยชน์และความคุ้มครองตามเดิม

นี่คือการปรับตัวของธุรกิจ แต่ยังมีอีกหลายบริษัทที่ต้องขยับและอาจต้องมีการปรับตัวในหลายทิศทาง

อย่างไรก็ตาม แม้ พ.ร.บ.ดังกล่าวจะให้เวลามา 5 ปี ในการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดแล้วก็ตาม อาจมีบริษัทประกันบางแห่งไม่ตื่นตัว ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ และดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว

และหากไม่ทันขึ้นมาจริงๆ ตามกฎหมายก็ยังเปิดโอกาสให้บริษัทประกันสามารถประกอบกิจการตามปกติต่อไปได้อีกระยะเวลาหนึ่ง

เพียงแต่มีข้อแม้ว่า จะดำเนินการขยายธุรกิจไม่ได้จนกว่าจะดำเนินการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดให้เสร็จก่อน ที่สำคัญต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 3 ปีด้วย

หากคราวนี้ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวอีก ก็ให้ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตของบริษัทนั้นสิ้นอายุ และให้ถือว่าบริษัทนั้นถูกเพิกถอนใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต ปิดกิจการได้เลย

ดังนั้น ทิศทางหลังจากที่บริษัทประกันส่วนใหญ่แปรเปลี่ยนบริษัทมหาชนแล้ว จะทำให้ผู้บริโภคใช้ประโยชน์จากความเป็นมหาชนเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลได้มากขึ้น การเปรียบเทียบต้นทุน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการ บริหาร การบริหารเงินลงทุน การบริหารเบี้ยประกัน ของบริษัทประกันต่างๆ จะมีส่วนช่วยทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการซื้อประกันได้ง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

เป็นการตัดสินใจ โดยอยู่บนพื้นฐานความเป็นมาตรฐานสากล ว่าควรจะเอาเงินไปเสียค่าเบี้ยให้บริษัทประกันไหน เพื่อให้ได้รับผลประโยชน์กลับมาสูงสุด โดยไม่ต้องกลัวว่าเงินนั้นจะสูญไปกับความตั้งใจที่จะเก็บออมผ่านประกันชีวิต

ขณะที่บริษัทประกันเอง ก็ต้องปรับตัวเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดตามกฎหมาย ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันว่า ธุรกิจประกันขายสินค้าอยู่บนแผ่นกระดาษ หากปราศจากความน่าเชื่อถือ ความมั่นใจแล้ว ก็ต้องส่งผลต่อยอดขายตามไปด้วย

การยืนอยู่บนมาตรฐานสากลเหมือนกันหมด จึงเปรียบเสมือนการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจประกัน ที่คอยคัดกรองให้บริษัทประกันที่ไม่พร้อมกับการแข่งขันหลุดออกไปจากวงจรนี้ โดยไม่สร้างผลกระทบให้กับธุรกิจอีกต่อไป

ผู้บริโภคเองก็จะได้รับประโยชน์เต็มๆ กับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

เพราะคนซื้อประกันสามารถเข้าถึงและตรวจสอบความมั่นคงของบริษัทที่ซื้อประกันไว้ได้มากขึ้นกว่าเดิม ความสุ่มเสี่ยงก็ลดลง

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท