posttoday
เหตุ(เริ่มเลว)ร้ายจากสายบุรี

เหตุ(เริ่มเลว)ร้ายจากสายบุรี

09 ตุลาคม 2555

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กราดยิงแล้วตามด้วยการระเบิดคาร์บอมบ์ ในเขตตลาดเมืองสายบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ย. 2555 ที่ผ่านมา

โดย...อนุศาสน์ สุวรรณมงคล

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์กราดยิงแล้วตามด้วยการระเบิดคาร์บอมบ์ ในเขตตลาดเมืองสายบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.ย. 2555 ที่ผ่านมา  โดยปกติแล้วคนในพื้นที่อาจจะมองว่า เป็นเรื่องปกติของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเมื่อวันเวลาผ่านไปความร้อนแรงของกระแสข่าวก็จะค่อยๆ ละลายหายไปกับข่าวอื่นๆ และเป็นอย่างนี้มาตลอดจนไม่มีใครถามหาคำตอบว่า ใครเป็นผู้ก่อเหตุ? ใครเป็นผู้รับผิดชอบ? ทางภาครัฐจะป้องกันและมีแผนเผชิญเหตุอย่างไร? หากเหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นและยุติลงแค่นั้น ก็คงจะไม่มีอะไรต่างไปจากเหตุการณ์อื่นๆ ที่ผ่านๆ มา คือหลังจากเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบก็จะต้องสืบหาตัวคนร้ายเพื่อนำตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกับหาวิธีป้องกันไปตามวิธีการของแต่ละฝ่ายที่รับผิดชอบ

แต่สำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้จะต่างไปจากครั้งก่อนๆ ตรงที่ว่า เหตุการณ์ยิงกราดและเหตุระเบิดคาร์บอมบ์ ไม่ได้สิ้นสุดลงแค่เสียงระเบิดแล้วมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเท่านั้น เพราะหลังจากวันศุกร์ที่ 21 ก.ย. 2555 เป็นต้นมาจนถึงวันนี้ กลุ่มผู้ก่อเหตุ เครือข่าย หรืออาจจะไม่ใช่กลุ่มก่อเหตุ แต่อาจจะเป็นแค่กลุ่มแอบอ้างฉกฉวยโอกาสหรือกลุ่มอื่นที่ไม่หวังดีต่อพื้นที่นี้ และขอย้ำว่า “เป็นกลุ่มที่ไม่หวังดีต่อพื้นที่นี้” แน่นอน ที่เข้ามาสร้างข่าวลือ ออกประกาศ ข่มขู่ ด้วยการแอบอ้างเอาข้อบัญญัติทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้อง และขอย้ำคำว่า “แอบอ้าง” อีกครั้ง เพราะกลุ่มผู้ก่อเหตุได้ออกประกาศห้ามการทำมาค้าขาย หรือแม้แต่การประกอบสัมมาอาชีพอื่นๆ ในวันศุกร์ โดยให้เหตุผลว่า วันศุกร์เป็นวันที่มุสลิมต้องประกอบศาสนกิจ ทั้งๆ ที่ในหลักการทางศาสนาของมุสลิมไม่มีข้อห้ามข้อนี้แต่อย่างใด ซึ่งผลกระทบที่ตามมาก็เห็นกันได้อย่างชัด จนแทบจะไม่ต้องอธิบาย

และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ กลุ่มพี่น้องประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ ปากกัดตีนถีบ หาบเร่แผงลอยต่างๆ ที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงตนเองและครอบครัวแบบเป็นรายวัน เมื่อมีการออกมาข่มขู่ด้วยการ “แอบอ้าง” ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการออกใบปลิว บัตรสนเท่ห์ หรือในบางพื้นที่ยังมีกระแสข่าวว่ามีรถแห่โฆษณากันอย่างโจ๋งครึ่ม จะจริงหรือเท็จแค่ไหนแหล่งข่าวก็ไม่ได้ยืนยัน แต่ที่ยืนยันก็คือ ผลกระทบที่ตามมาว่า มันเกิดขึ้นแล้วจริงๆ คือ ร้านค้า ตลาดสดทั้งเมืองปิดตายทั้งหมด จนแทบจะหาซื้ออาหารการกินแทบไม่ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับคนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างถ้วนหน้าแล้วจริงๆ และบางแห่งกระทบมาจนกระทั่งถึงวันนี้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมองดูแล้วแทบจะไม่เชื่อสายตาตัวเองเลยครับว่านี่คือประเทศไทย ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้ ดูแล้วเหมือนเป็นคนละซีกโลกกับเมืองไทย หากใบปลิวเกิดขึ้นจริง บัตรสนเท่ห์มีจริง รถแห่โฆษณามีจริง นั่นก็แสดงให้เห็นว่า ความจริงหลายประการกำลังเกิดขึ้น ผลการประเมินผลการทำงานของใครบางคนกำลังเด่นชัดขึ้น ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหนเพียงใด ผลการดำเนินงานที่ผ่านไปแล้วเป็นอย่างไร และที่เด่นชัดและชัดเจนที่สุดคือ

1.คนในพื้นที่ไม่ไว้วางใจการดูแลความปลอดภัยที่ทางภาครัฐจัดให้ ทั้งๆ ที่ได้ทุ่มเทกำลังพล พร้อมงบประมาณลงไปแล้วมากมายมหาศาล

2.ภาครัฐพ่ายแพ้ต่อข่าวลือ ทั้งๆ ที่ยังยืนยันและหาต้นตออะไรไม่ได้ว่าจริงหรือเท็จแค่ไหน ใครเป็นคนสร้างข่าว หรือใครเป็นคนก่อเหตุ รู้ได้แต่เพียงว่า ผู้ไม่หวังดี แต่ไม่รู้ว่าเป็นกลุ่มใด มาจากไหน ใครเป็นคนก่อ

3.คนในพื้นที่ยอมเชื่อข่าว แม้บางคนจะพยายามยืนยันว่าเป็นแค่ข่าวลือ มากกว่าเชื่อว่าคนของภาครัฐจะสามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จึงยอมรับกับความยากลำบากโดยไม่ออกไปทำมาหากินในวันศุกร์เพื่อรักษาชีวิตให้คงอยู่แม้จะต้อง อยู่แบบอดๆ อยากๆ ก็ตาม

4.ผลงานของผู้ไม่หวังดีประสบความสำเร็จอย่างเห็นได้ชัด ใช้ทุกครั้งประสบความสำเร็จทุกครั้ง เพราะวิธีการนี้นี้ ผู้ไม่หวังดีเคยนำมาใช้แล้วในอดีต และก็ประสบความสำเร็จมาแล้ว เมื่อถูกนำมาใช้อีกก็ประสบความสำเร็จอีก

5.การทำงานของฝ่ายความมั่นคงมีแต่การตั้งรับมากกว่าการคิดและใช้แผนในเชิงรุก หรืออาจจะมีแต่เหมือนไม่มี เพราะแก้ปัญหาและป้องกันเหตุไม่ได้

ความชัดเจนที่ปรากฏ สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำคือ ภาครัฐไม่รู้จักปรับใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส ไม่รู้จักใช้กำลังคนและกำลังความคิดที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์

เพราะจากการคลุกคลีอยู่กับพี่น้องมุสลิม ผู้รู้และผู้นำทางศาสนาในพื้นที่ ทุกครั้งที่มีการนำศาสนามากล่าวอ้างหรือแอบอ้าง ก็จะมีการค้นหาคำตอบและข้อเท็จจริงปรากฏขึ้นทุกครั้ง คำตอบจากผู้รู้ก็จะมีมาให้ทุกครั้ง แต่เสียงเตือนของผู้รู้ ผู้นำทางศาสนากลับไม่มีการนำมาขยาย ให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขสถานการณ์ ทั้งๆ ที่นี่คือ สรรพาวุธที่จะใช้ตอบโต้ผู้ไม่หวังดี ตอบโต้การแอบอ้างศาสนามาบังหน้าได้ดีที่สุด และการออกมาประกาศห้ามทำมาค้าขายและประกอบสัมมาอาชีพอื่นๆ ในวันศุกร์ในครั้งนี้ก็เช่นกัน เมื่อไปเรียนถามและปรึกษาผู้รู้ทางศาสนาทั้งในและนอกพื้นที่ ก็ได้รับการชี้นำเกี่ยวกับบัญญัติแห่งอิสลามเกี่ยวกับวันศุกร์อย่างชัดเจน ดังรายละเอียดในแถลงการณ์ของสำนักจุฬาราชมนตรีตามที่ได้แถลงไว้

ฉะนั้น การแอบอ้างเอาหลักการทางศาสนามาห้ามทำมาค้าขายในวันศุกร์ นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับผู้คนแล้ว ผู้นำและผู้รู้ยังได้ชี้แจงเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า ผิดหลักการอิสลามอย่างชัดเจน หรือในบางกรณีอาจถึงขนาดสิ้นสภาพจากความเป็นมุสลิม เพราะเป็นการออกบัญญัติห้ามในสิ่งที่ศาสนาบัญญัติอนุมัติ เพราะสิทธิข้อนี้เป็นเอกสิทธิ์ของอัลเลาะห์แต่เพียงพระองค์เดียวเท่านั้น นี่คือข้อเท็จจริงที่สามารถนำมาเป็นอาวุธ สำหรับตอบโต้กลุ่มผู้ไม่หวังดีที่แอบอ้างบัญญัติทางศาสนาได้

เพียงแค่การเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน ก็จะประจักษ์ขึ้นมาในทันทีเลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นแค่การแอบอ้างเพื่อข่มขู่ให้เกิดความกลัวเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับหลักบัญญัติทางศาสนาอิสลามแต่ประการใด หลายครั้งที่คนในพื้นที่ได้แนะนำให้ ทางภาครัฐ รู้จักใช้ผู้รู้ ผู้นำทางศาสนา องค์กรทางศาสนาที่มีอยู่มากมายให้เกิดประโยชน์ด้วยการจูงมือคนกลุ่มนี้ให้ เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา และเป็นอาวุธที่สามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องลงทุน เมื่อมีการแอบอ้างเอาศาสนามาเป็นเครื่องมือในทางที่ผิด ผู้ที่จะช่วยทางภาครัฐได้ดีที่สุดคือ ผู้รู้ ผู้นำทางศาสนา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน

วิธีแก้ก็คือ ภาครัฐจะต้องรู้จักใช้วิกฤตให้เป็นโอกาส อีกทั้งการใช้บุคลากรในพื้นที่ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณ มาเป็นส่วนสนับสนุนในการแก้ไขปัญหา

เมื่อชาวบ้านในพื้นที่เข้าใจและรู้ความจริง ความถูกต้อง ฝ่ายตรงกันข้ามก็จะเสียมวลชน ภาครัฐก็จะได้รับความร่วมมือในเรื่องของการชี้เบาะแสผู้ก่อเหตุมากยิ่งขึ้น แต่ที่ผ่านมาทางรัฐมักจะขอความคิดเห็น จากนักวิชาการ ที่อาจจะไม่ได้สัมผัสความเป็นจริงของเหตุการณ์และพื้นที่ หรือบางครั้งทางรัฐก็โดนหลอกให้หลงทางโดยผู้หวังผลประโยชน์ ทางรัฐ ไม่มีความพยายามเข้าถึงบุคลากรในพื้นที่ที่รู้จริงและมีความจริงใจที่จะช่วยเหลือรัฐปกป้องประเทศชาติ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ให้ความคิดเห็นแต่ไม่มีโอกาส

ส่วนหนึ่งกลัวว่าจะไม่มีคนสนใจ หรือเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย แต่ทุกวันนี้ที่ผู้รู้ทางศาสนาบางส่วนก็กล้าออกมาชี้แจง เพราะความรับผิดชอบที่มีต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมมุสลิม เพราะเวลามีการแอบอ้างหลักบัญญัติทางศาสนามาใช้ในทางที่ผิด ผู้ที่เดือดร้อนคือพี่น้องมุสลิมในพื้นที่ หากพวกเขาไม่ออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง เขาเองจะบกพร่องต่อหน้าที่ การออกมาชี้แจงจึงไม่ได้หวังว่าจะให้ภาครัฐฟัง แต่เป็นการทำหน้าที่ของตนเองในฐานะผู้รู้ตามหลักศาสนา ผู้รู้จะต้องเป็นที่พึ่งพาของผู้ที่ไม่มีความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของบัญญัติทางศาสนา

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏออกมาอย่างนี้แล้ว สิ่งแรกที่ภาครัฐจะต้องปรับปรุงมากที่สุด คือ แนวทางการสร้างความเชื่อมั่น โดยให้พี่น้องในพื้นที่เชื่อมั่นให้ได้ว่า ภาครัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงจะสามารถดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพวกเขาได้ และอธิบายต้นตอที่มาที่ไปของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน โดยอาศัยบุคลากรในพื้นที่ ผู้นำทางศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณอย่างที่ได้แนะนำไว้ แต่ในทางตรงกันข้าม หากตราบใดที่ภาครัฐไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นในส่วนนี้ได้ วันศุกร์ (สุข) ก็จะยังคนเป็นวันทุกข์ของคนในพื้นที่อีกต่อไป

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท