posttoday
สถานการณ์ SMEsไทย ภายใต้การเข้าสู่ AEC

สถานการณ์ SMEsไทย ภายใต้การเข้าสู่ AEC

09 ตุลาคม 2555

ผมคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนในอนาคตนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

โดย...โชติชัย สุวรรณภรณ์

ผมคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืนในอนาคตนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า SMEs ของไทย ให้แข่งขันกับนานาอารยประเทศได้

ผมได้ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับ SMEs ไทยที่เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านอาจจะยังไม่ทราบและเป็นข้อมูล SMEs ที่น่าสนใจครับ จากข้อมูลล่าสุด ภาครัฐได้จัดหมวดให้ SMEs ครอบคลุมประเภทธุรกิจ 4 กิจการสำคัญ

(1) กิจการการผลิต (Production Sector) ซึ่งครอบคลุมการผลิตในภาคเกษตรกรรม (Agricultural Processing) ภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing) และเหมืองแร่ (Mining)

(2) กิจการบริการ (Service Sector)

(3) กิจการค้าส่ง (Wholesale Sector)

(4) กิจการค้าปลีก (Retail Sector)

นอกจากนี้ ภาครัฐยังได้กำหนดนิยามของ SMEs โดยมี 2 เงื่อนไขประกอบกัน คือ จำนวนการจ้างงานและมูลค่าสินทรัพย์ถาวร โดยในการพิจารณากำหนดขนาดจะเลือกเงื่อนไขที่น้อยกว่าเป็นเกณฑ์กำหนดขนาด เช่น ในกรณีที่จำนวนการจ้างงานของกิจการเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดย่อม (Small Enterprises : SE) แต่มูลค่าสินทรัพย์ถาวรเข้าลักษณะของวิสาหกิจขนาดกลาง (Medium Enterprises : ME) หรือในทางกลับกัน จะถือว่ากิจการนั้นเป็นวิสาหกิจขนาดย่อม (SE) โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้ให้คำนิยามของธุรกิจ SMEs ในแต่ละสาขาการผลิต ดังนี้

ในการพัฒนาเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่า SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา (Developing Countries) เช่น ประเทศไทย ซึ่งมีจำนวน SMEs เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง SMEs ยังกระจายตัวไปในหลายสาขาการผลิต และเนื่องจาก SMEs ซึ่งเป็นวิสาหกิจที่ใช้เงินทุนจำนวนไม่สูงมากนัก กิจการจึงมีการบริหารจัดการที่ไม่ซับซ้อนมากนัก เมื่อเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ ส่งผลให้ SMEs มีความคล่องตัวในการบริหารธุรกิจและสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ทั่วไปได้อย่างรวดเร็ว

ดังนั้น บทบาทของ SMEs จึงไม่ได้เป็นเพียงกิจการที่สนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจในระดับประเทศแต่เพียงเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในระดับธุรกิจภาคประชาชนที่นำไปสู่การกระจายรายได้ที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความเข้มแข็งต่อระบบเศรษฐกิจและสนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2553 ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ผู้ประกอบการทั้งประเทศที่เป็น SMEs มีจำนวน 2.91 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนกว่า 99.6% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมด โดย SMEs ส่วนใหญ่จะดำเนินธุรกิจอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมากถึง 25.9% รองลงมาเป็นกรุงเทพฯ คิดเป็น 19.7% และภาคกลาง คิดเป็น 19.4%

ขณะที่หากพิจารณาประเภทธุรกิจ พบว่า SMEs ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจการค้าส่งค้าปลีก (Wholesale and Retail) มากที่สุด คิดเป็น 49.7% รองลงมาคือการผลิตอุตสาหกรรม คิดเป็น 17.9% และอันดับสาม คือ กิจการโรงแรมและภัตตาคาร คิดเป็น 9.3% การกระจายตัวของ SMEs จึงช่วยในการกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาค อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาทางเศรษฐกิจทั้งในส่วนภูมิภาคและของประเทศให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในด้านการจ้างงาน SMEs ถือเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนไม่สูงมากนัก โครงสร้างการผลิตจึงเน้นการใช้แรงงานเป็นสำคัญ (Labor Intensive) โดยในปี 2553 มีจำนวนแรงงานในภาคธุรกิจ SMEs ถึงจำนวน 10.5 ล้านคน จากการจ้างงานรวมทั้งสิ้น 13.5 ล้านคน หรือคิดเป็น 77.9% ของจำนวนแรงงานทั้งประเทศ โดยเป็นแรงงานในวิสาหกิจขนาดย่อม (SE) จำนวน 9.0 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 66.7% และเป็นแรงงานในวิสาหกิจขนาดกลางจำนวน 1.5 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วน 11.1%

กล่าวโดยสรุป SMEs เป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจไทย โดยสร้างผลผลิตให้แก่ประเทศมากถึง 1.8 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 37% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) อีกทั้ง SMEs ยังก่อให้เกิดการจ้างงานถึง 10.5 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 80% ของจำนวนการจ้างงานรวม

ตลอดจน SMEs ยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของภาคการส่งออกของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกถึง 1.7 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 28.4% ของมูลค่าส่งออกรวม

นอกจากนี้ SMEs ยังมีบทบาทสำคัญในด้านอื่นๆ อาทิ เป็นจุดเริ่มต้นในการลงทุน สร้างเสริมประสบการณ์และเป็นแหล่งพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ช่วยเชื่อมโยงภาคการผลิตต่างๆ จากการเป็นธุรกิจต้นน้ำ ช่วยประหยัดเงินตราต่างประเทศ โดยการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศและช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำ โดยการผลิตที่กระจายตัวไปยังภูมิภาค เป็นต้น

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท