
โพลล์เผยคนกรุงเครียดของแพงน้ำท่วมรถติด
กรุงเทพโพลล์ เผย คนกรุงเครียดของแพง น้ำท่วม รถติด น่าห่วง วัยรุ่น พึ่งเหล้าคลายเครียด
กรุงเทพโพลล์ เผย คนกรุงเครียดของแพง น้ำท่วม รถติด น่าห่วง วัยรุ่น พึ่งเหล้าคลายเครียด
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ หรือกรุงเทพโพลล์ เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง "สุขภาพจิตของคนกรุงท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และภัยธรรมชาติ" จากประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่กรุงเทพฯ จำนวน 1,474 คน ช่วงวันที่ 25-28 ก.ย.ที่ผ่านมา พบสาเหตุที่ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกเครียดและวิตกกังวลมากที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา คือ ปัญหาข้าวของราคาแพง-ค่าครองชีพสูง ปัญหาน้ำท่วม และปัญหาจราจรติดขัด และที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มวัยรุ่นเลือกใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเครื่องมือในการคลายเครียด
"เรื่องที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เครียดและวิตกกังวลมากที่สุดในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาคือ ข้าวของราคาแพง ค่าครองชีพสูง(ร้อยละ 28.6) รองลงมาคือกลัวน้ำท่วมกรุงเทพฯ(ร้อยละ 15.4) และการจราจรติดขัด(ร้อยละ 12.4) ขณะที่ร้อยละ 3.5 ไม่มีเรื่องเครียดและวิตกกังวลเลย" เอกสาร ระบุ
โดยบุคคลที่คิดว่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นที่พึ่งทางใจในยามเครียดและวิตกกังวลมากที่สุดคือ คนในครอบครัว(ร้อยละ 60.0) รองลงมาคือ เพื่อน (ร้อยละ 19.7) และคนรัก(ร้อยละ 10.0)
สำหรับกิจกรรมที่คนกรุงเทพฯ นิยมทำเพื่อผ่อนคลายเมื่อเกิดความเครียดและวิตกกังวลมากที่สุดอันดับแรกคือ ดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ(ร้อยละ 98.3) รองลงมาคือ ช้อปปิ้ง ดูหนัง ทานข้าว(ร้อยละ 88.0) และออกกำลังกาย(ร้อยละ 84.5)
อย่างไรก็ตามยังมีคนกรุงเทพฯ บางส่วนเลือกใช้คลายเครียดในทางที่ไม่ดี คือ ร้อยละ 52.9 เลือกที่จะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ และร้อยละ 24.9 เลือกที่จะสูบบุหรี่ และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์พบว่า เป็นกลุ่มเยาวชนอายุ 18-25 ปี มากที่สุด(ร้อยละ 19.8)
ส่วนความเสี่ยงต่อปัญหาทางสุขภาพจิต เช่น โรควิตกกังวล โรคจิต โรคซึมเศร้า ของคนกรุงเทพฯ จะมีมากน้อยเพียงใดเมื่อเปรียบเทียบกับคนต่างจังหวัด กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 66.0 คิดว่าคนกรุงเทพฯ มีความเสี่ยงมากกว่า ขณะที่ร้อยละ 29.3 คิดว่ามีพอๆกัน และร้อยละ 3.2 คิดว่ามีน้อยกว่า
ขณะเดียวกันความเห็นต่อปัญหาความแตกแยกในสังคม ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาของแพงในปัจจุบันมีส่วนทำให้สุขภาพจิตของคนไทยไม่ดีมากน้อยเพียงใดนั้น ร้อยละ 94.6 เห็นว่ามากถึงมากที่สุด และร้อยละ 5.4 เห็นว่าน้อยถึงน้อยที่สุด
และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ร้อยละ 64.6 เห็นว่ารัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพจิตของประชาชน ร้อยละ 22.2 เห็นว่าไม่ให้ความสำคัญเลย และร้อยละ 13.2 เห็นว่าให้ความสำคัญมาก







