
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยโดยนิด้าโมเดล ผลส่งออกต่อGDP
ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐและเอเชีย ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตในยูโรโซน
โดย...ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์
ในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา แนวโน้มเศรษฐกิจมหภาคของประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐและเอเชีย ล้วนแต่ได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตในยูโรโซน ซึ่งประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบนี้ด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากเศรษฐกิจของไทยมีลักษณะที่คล้ายคลึงกับประเทศเอเชียส่วนใหญ่ คือ มีการพึ่งพาการส่งออกเป็นองค์ประกอบหลักของ GDP ซึ่งผลจากการส่งออกที่ลดลงที่ผ่านมามีผลต่อเศรษฐกิจไทยอย่างชัดเจน เช่น ในช่วงปี 2552 จากผลของวิกฤตการเงินโลก หรือในช่วงปลายปีที่แล้วและต้นปีนี้จากผลการปิดโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากปัญหาอุทกภัย ถึงแม้ว่าในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ปัญหาการปิดโรงงานจะคลี่คลายลง โดยโรงงานส่วนใหญ่สามารถฟื้นฟูการผลิตได้เหมือนเก่า ดังจะเห็นจากยอดการส่งออกในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งมีอัตราการขยายตัวเป็นบวก (+10%) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว หลังจากหดตัวต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี แต่ผลกระทบจากวิกฤตหนี้สาธารณะของกลุ่มยูโรโซนที่ขยายตัวรุนแรงขึ้นและมีความเสี่ยงจะเกิดการล้มละลายขึ้นในหลายๆ ประเทศ ส่งผลกระทบสำคัญต่อประเทศไทย โดยมูลค่าการส่งออกในช่วงเดือน มิ.ย.ส.ค.ที่ผ่านมา ล้วนแต่หดตัวลง ดังนั้นจากการวิเคราะห์ล่าสุดที่เผยแพร่สู่สาธารณะ หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์ว่าแนวโน้มการส่งออกทั้งปีน่าจะขยายตัวได้ในช่วง 5-8% ซึ่งการชะลอตัวของการส่งออกและผลที่มีต่อแนวโน้มของการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นประเด็นหลักที่จะพูดถึงในวันนี้ครับ
เศรษฐกิจไทยในปีนี้ แนวโน้มของอุปสงค์ในประเทศ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยการบริโภคขยายตัวร้อยละ 2.3 และ 5.2 ในไตรมาสแรกและ 2 ส่วนการลงทุนขยายตัวร้อยละ 9.2 และ 11.8 ในไตรมาสแรกและ 2 ดังนั้นโดยรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 จึงเห็นสัญญาณการฟื้นตัวจากปัญหาอุทกภัยได้อย่างรวดเร็ว โดยอัตราการขยายตัวของ GDP ในไตรมาส 2 อยู่ที่อัตราร้อยละ 4.2 ส่วนในไตรมาส 3 จากตัวชี้วัดเบื้องต้นดัชนีการบริโภค-การลงทุน มีการขยายตัวต่อเนื่อง แต่มูลค่าการส่งออกมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ทั้งในเดือน ก.ค.และ ส.ค. ดังนั้นเมื่อประเมินในภาพรวม จากการวิเคราะห์โดยใช้ NIDA Macro Model คาดว่าในปี 2555 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.0 ส่วนในปี 2556 น่าจะขยายตัวในอัตราร้อยละ 5.4
ตัวเลขการขยายตัวของ GDP ข้างต้นแสดงให้เห็นแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจากที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยในเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจในปี 2555 น่าจะขยายตัวได้ในอัตราร้อยละ 5.5 ซึ่งการปรับลดลงนี้เหตุผลหลักมาจากการชะลอตัวลงของการส่งออกที่เร็วกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะการลดลงในเดือน ก.ค.และ ส.ค. ซึ่งนอกจากจะมาจากผลของวิกฤตยูโรโซนแล้ว ยังได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากการลดลงของการส่งออกสินค้าเกษตรที่ได้รับผลจากโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล โดยค่าพยากรณ์ของมูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวในอัตราร้อยละ 6.4 ในขณะที่มูลค่าการนำเข้าจะขยายตัวร้อยละ 8.8 ทำให้เศรษฐกิจไทยน่าจะปรับตัวลดลงมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งการลดลงอย่างรวดเร็วของมูลค่าการส่งออกเกิดขึ้นไม่เฉพาะในประเทศไทย แต่ในประเทศเกือบทุกแห่งทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศเอเชียตะวันออกที่โครงสร้างเศรษฐกิจมีการพึ่งพาการส่งออก ส่วนในปี 2556 คาดว่าการส่งออกน่าจะฟื้นตัวได้ระดับหนึ่ง ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายคลึงกับช่วงปลายปี 2552-ต้นปี 2553 ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดีขึ้นเป็นร้อยละ 5.4
ถึงแม้ว่าอัตราการขยายตัวในระดับร้อยละ 5.0 จะถือว่าอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยในอดีตที่ผ่านมา แต่หากเทียบว่าในไตรมาส 4 ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยหดตัวค่อนข้างแรง -9% หากนับเฉพาะช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีนี้เทียบกับ 3 ไตรมาสของปีที่ผ่านมา คาดว่าเศรษฐกิจจะเติบโตในอัตราร้อยละ 2.0 ซึ่งถือเป็นระดับที่น้อยกว่าเกณฑ์ปกติ
ส่วนในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อ จากแนวโน้มเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลดลง ทำให้แนวโน้มแรงกดดันเงินเฟ้อชะลอตัวลง โดยคาดการณ์ว่าเฉลี่ยทั้งปี 2555 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ที่ระดับร้อยละ 3.2 ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ที่ร้อยละ 2.2 ส่วนในปี 2556 แรงกดดันเงินเฟ้อจากค่าจ้างแรงงานในประเทศจะลดลง แต่แรงกดดันจากราคาพลังงานและอาหารสดน่าจะเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าปี 2556 อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปี 2555 ที่ร้อยละ 3.1 และอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานจะลดลงเป็นประมาณร้อยละ 1.7
ดังนั้น จากผลการพยากรณ์ข้างต้นพบว่า ผลกระทบจากการส่งออกน่าจะมีผลมากกว่าที่ประเมินไว้ในช่วงที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าอุปสงค์ในประเทศจะยังขยายตัวได้ดีอยู่ แต่หากการส่งออกยังไม่กระเตื้องขึ้น อุปสงค์ในประเทศจะชะลอตัวลง เนื่องจากสัดส่วนที่ค่อนข้างใหญ่ของภาคการค้าระหว่างประเทศในเศรษฐกิจไทย ซึ่งการส่งออกที่ลดลงจากปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจโลกเป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะแก้ไขผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่ผลของการส่งออกที่ลดลงในกรณีสินค้าเกษตรเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะสาเหตุมาจากโครงการจำนำข้าว ซึ่งทำให้กลไกการค้าข้าวผิดเพี้ยนไป ผู้ส่งออกไม่สามารถหาสินค้ามาส่งได้ ถึงแม้ว่าช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา จะมีความต้องการอาหารในตลาดโลกที่สูงกว่าปกติจากปัญหาภัยแล้งในหลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐ ซึ่งปัญหานี้เป็นปัญหาที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไขเพื่อให้การส่งออกสินค้าเกษตรสามารถดำเนินไปได้ตามปกติ ซึ่งจะช่วยพยุงการลดลงของสินค้าอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
นอกจากปัจจัยปกติทางเศรษฐกิจมหภาคที่กล่าวถึงข้างต้นแล้ว อีกปัจจัยหนึ่งซึ่งน่าจะมีผลต่อตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในปี 2555–2556 ที่สำคัญ ได้แก่ตัว เลขการเปลี่ยนแปลงในสินค้าคงคลัง (Change in Inventories) ซึ่งโดยปกติจะมีค่าที่ไม่มากและมีการเคลื่อนไหวที่เพิ่มขึ้นและลดลงสลับกันตามวัฏจักรการจัดเก็บสินค้าคงคลังของภาคธุรกิจ แต่ในช่วงครึ่งแรกที่ผ่านมา การจัดเก็บสินค้าคงคลังอยู่ในทิศทางที่เพิ่มขึ้นในขนาดที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับในปีที่ผ่านๆ มา โดยเมื่อพิจารณาในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การปรับตัวของสินค้าคงคลังมีการเพิ่มขึ้นมากในช่วงปี 2551 เนื่องจากการส่งออกที่ลดลงจากปัญหาวิกฤตการเงินโลกและปรับตัวลดลงรวดเร็วในปี 2552 ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในปี 2555 นี้จะมีปัจจัยหลายอย่างที่คล้ายคลึงกับในปี 2551 โดยเฉพาะในส่วนของการลดลงของมูลค่าการค้าโลก จะเป็นปัจจัยที่น่าจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ในปีนี้ยังมีปัจจัยเฉพาะอีกอย่างหนึ่ง คือ โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล ซึ่งเริ่มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าเกษตรที่ลดลงในเดือน ก.ค.ส.ค. น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้การสะสมสินค้าคงคลังน่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลต่อเนื่องถึงตัวเลขการขยายตัวของ GDP ในช่วงครึ่งปีหลังเช่นกัน ซึ่งแนวโน้มการเพิ่มขนาดของสินค้าคงคลังจะส่งผลให้การพยากรณ์แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตทำได้ยากขึ้น เพราะการเก็บสต๊อกและระบายสต๊อกของรัฐบาลจะมีผลต่อตัวเลข GDP ในช่วงเวลานั้นๆ ซึ่งผลของปัจจัยนี้ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถคำนวณได้ชัดเจน เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ แต่ก็เป็นปัจจัยที่น่าจับตามอง โดยเมื่อตัวเลขต่างๆ มีการเผยแพร่มากขึ้น ผมจะนำมาวิเคราะห์และพูดถึงในโอกาสต่อไปครับ







