
แสนเอสเอ็มอีไร้ความสามารถสสว.ปั้นสู้เออีซี
สสว. เผยเอสเอ็มอี 30% ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ขาดความรู้ด้านการตลาด เตรียมเร่งฝึกอบรมพัฒนาเถ้าแก่ขับเคลื่อนธุรกิจรับเออีซี
สสว. เผยเอสเอ็มอี 30% ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ขาดความรู้ด้านการตลาด เตรียมเร่งฝึกอบรมพัฒนาเถ้าแก่ขับเคลื่อนธุรกิจรับเออีซี
นายชาวันย์ สวัสดิ์-ชูโต รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางแลขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย 30% ของธุรกิจทั่วประเทศ 2.9 ล้านราย หรือเกือบ 9 แสนราย ประสบปัญหาความสามารถการแข่งขัน เพราะขาดความรู้ในการวางแผนธุรกิจ การทำตลาดสินค้า และไม่รู้ศักยภาพของคู่แข่ง ดังนั้น สสว. และหน่วยงานภาครัฐจะเร่งเข้าไปฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวธุรกิจแก่ผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอี หรือกลุ่มทายาท ให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคตและรองรับการแข่งขันการเปิดประชาคมอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558
ทั้งนี้ หากไม่มีมาตรการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนผู้ประกอบการกลุ่มนี้อาจมีความเสี่ยงที่จะถูกทุนต่างชาติแย่งลูกค้าได้ ต่อการดำเนินธุรกิจหลังเปิดเออีซี เพราะจะถูกผู้ประกอบการรายใหญ่หรือทุนข้ามชาติแบ่งลูกค้าได้ง่าย
“ในปีงบประมาณ 2556 สสว.ได้รับงบประมาณ 887 ล้านบาท เน้นยุทธศาสตร์การส่งเสริมให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งเงินทุน มีความรู้ด้านกฎหมาย เพิ่มความสามารถการแข่งขันโดยรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์มากขึ้น และจะเร่งหามาตรการจูงใจดึงเอสเอ็มอีนอกระบบที่มีอยู่ 6 ล้านรายซึ่งมากกว่าที่อยู่ในระบบ 2 เท่าตัว เข้ามาอยู่ในระบบเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ และส่งเสริมการเชื่อมโยงกับการเปิดเออีซี เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยตั้งรับกับทุนต่างประเทศที่จะไหลเข้าไทย และออกไปบุกตลาดเพื่อนบ้านในตลาดอาเซียน” นายชาวันย์ กล่าว
ขณะเดียวกัน สสว.จะเร่งหามาตรการจูงใจในการดึงเอสเอ็มอีนอกระบบที่ปัจจุบันมีอยู่ 6 ล้านรายซึ่งมากกว่าที่อยู่ในระบบ 2 เท่าตัว เข้ามาอยู่ในระบบมากขึ้น เพื่อที่จะให้หน่วยงานภาครัฐสามารถเข้าไปพัฒนาศักยภาพการแข่งขัน การผลิตสินค้าที่มีมาตรฐาน สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้อย่างคล่องตัว และ สามารถจ้างงานพนักงานได้อย่างมั่นคงมากขึ้น เบื้องต้นหากเอสเอ็มอีมาเป็นสมาชิกสสว. หรือองค์กรต่างๆ จะจูงใจด้วยการกำหมายให้ส่วนลดในโครงการของภาครัฐ เช่น ลดค่าลงทุนสินค้าทางไปรษณีย์ 2030% เป็นต้น
นอกจากนี้ สสว.ยังเป็นห่วงธุรกิจบริการหลังเปิดเออีซี เนื่องจากแรงงานที่มีศักยภาพอาจไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน ที่สามารถให้ค่าจ้างที่สูงกว่า เนื่องจากแรงงานในกลุ่มธุรกิจบริการของไทยมีศักยภาพระดับชั้นแนวหน้าของโลกจะถูกแย่งซื้อตัวง่ายขึ้น เพราะว่ารายได้ในไทยยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก
รายงานข่าวจากกระทรวงอุตสาหกรรม แจ้งว่า ช่วง 9 เดือนของปี 2555 (ม.ค.ก.ย.) มีผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการจากกรมโรงงานได้แจ้งปิดดำเนินกิจการ 841 ราย มากกว่าช่วงเดียวกันของปี 2555 ที่ปิด 648 ราย ถึง 193 ราย มูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2554 ที่มีมูลค่า 7,800 ล้านบาทถึง 1.72 หมื่นล้านบาท และมีการเลิกการจ้างงาน 2.3 หมื่นคน โดยโรงงานในกรุงเทพฯ มีการปิดกิจการมากสุดประมาณ 280 แห่ง รองลงมาเป็น จังหวัดปทุมธานี จังหวัดชลบุรี จังหวัดสกลนคร จังหวัดเชียงราย จังหวัดยโสธร เป็นต้น
ทั้งนี้ ธุรกิจที่มีการปิดกิจการมากที่สุด คือ กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ การซ่อมและพ่นสีรถยนต์ จำนวน 125 ราย เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้มีจำนวนมากหากรายใดไม่พัฒนาศักยภาพก็จะไม่สามารถที่จะแข่งขันได้ รวมถึงมีผู้ประกอบการรายใหม่ที่มีความพร้อมจำนวนมากได้เปิดกิจการรองรับการขยายตัวของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังมีกลุ่มกลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม ดูดทรายและขุดทราย คอนกรีตเฟอร์นิเจอร์ ผลิตถุงพลาสติก เครื่องประดับ







