
'ยงยุทธ-สรยุทธ'ลาออก 2 มาตรฐาน
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองรอบสัปดาห์นี้คึกคักต่อเนื่อง เมื่อ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ตัดสินใจเปิดแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ
ความเคลื่อนไหวทางการเมืองรอบสัปดาห์นี้คึกคักต่อเนื่อง เมื่อ ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ตัดสินใจเปิดแถลงข่าวลาออกจากตำแหน่ง สส.บัญชีรายชื่อ
และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ไม่กี่วันหลังจากที่ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย จากปมปัญหาเรื่องที่อนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) กระทรวงมหาดไทย มีมติปลดออกจากตำแหน่งในกรณีที่ดินอัลไพน์ และนำมาสู่ข้อถกเถียงว่า พ.ร.บ.ล้างมลทิน พ.ศ. 2550 ที่หยิบยกขึ้นมาเป็นเหตุผลรักษาสถานะของยงยุทธต่อไป สามารถทำได้หรือไม่อย่างไร
ยงยุทธให้เหตุผลถึงการลาออกรอบนี้ว่า ถึงแม้จะมี 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการกฤษฎีกา และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ตีความตามกฎหมายยืนยันว่ายังมีคุณสมบัติสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคของประชาชนทั้งประเทศ จึงไม่อยากให้วิจารณ์พรรคที่ตัวเองรัก ดังนั้นจึงขอแสดงจริยธรรมของนักการเมือง ลาออกจากทั้งสองตำแหน่งในพรรคเพื่อไทย แต่จะยังเป็นสมาชิกพรรคช่วยพรรคเพื่อไทยต่อไป
“หากผมอยู่ต่อก็อาจถูกมองว่าหน้าด้านหน้าทน หากออกจากตำแหน่งก็หาว่าหนีจากการถูกตรวจสอบ ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ถูกโจมตี” ยงยุทธ กล่าว
แม้ส่วนหนึ่งจะมองว่าเป็น “สปิริต” แต่อีกส่วนหนึ่งยังมองว่าการตัดสินทิ้งเก้าอี้ สส.บัญชีรายชื่อ พ่วงตำแหน่งหัวหน้าพรรครอบนี้ เป็นเพราะต้องการตัดตอนไม่ให้ถูกดำเนินการเอาผิดต่อไป ซึ่งวิตกกันว่าอาจพัวพันบานปลายไปถึงยื่นเรื่องยุบพรรคเพื่อไทย
ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ ได้ปรับแผนรวบรวมรายชื่อ 62 สส.ของพรรคเข้ายื่นเรื่องต่อ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติความเป็น สส.ของยงยุทธ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 91 ว่าจะขาดคุณสมบัติความเป็น สส.หรือไม่ เพราะได้ถูกคำสั่งไล่ออก แม้ได้ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย แล้ว แต่ยังคงเหลือตำแหน่ง สส. จึงเห็นว่าน่าจะเข้าข่ายเช่นเดียวกัน ขอให้ประธานสภายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ขณะที่สมศักดิ์ระบุว่า จะรอตรวจสอบรายชื่อ ความถูกต้อง คาดจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายใน 12 สัปดาห์
ภายหลังจากการลาออกของยงยุทธ พรรคเพื่อไทยฝุ่นตลบขึ้นอีกรอบกับการหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ควบคู่กับการเฟ้นหาคนมาดำรงตำแหน่ง รมว.มหาดไทย สำหรับตำแหน่งรายชื่อหัวหน้าพรรคคนใหม่นั้น ปรากฏชื่อ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม เพื่อน ตท.10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมทั้ง ภูมิธรรม เวชยชัย ผู้อำนวยการพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ในวันจันทร์ที่ 8 ต.ค. คณะรักษาการกรรมการบริหารพรรค จำนวน 17 คน จะประชุมเพื่อหาข้อสรุปการเลือกบุคคลมารักษาการหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งไม่จำเป็นต้องคัดเลือกจากรักษาการรองหัวหน้าพรรคทั้ง 6 คน จะเป็นใครก็ได้ในรักษาการกรรมการบริหารพรรคทั้ง 17 คน แต่คนที่เป็นรักษาการหัวหน้าพรรค ต้องมีเวลาพอสมควรในการทำงานให้พรรค คาดว่าภายใน 30 วัน หลังจากนี้จะได้ข้อยุติเรื่องตัวหัวหน้าพรรคคนใหม่ จากนั้นจะเรียกประชุมใหญ่พรรคเพื่อคัดเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ได้ในเดือน พ.ย.
อีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีมติชี้มูลความผิด “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” นักเล่าข่าวชื่อดัง ผู้บริหาร บริษัท ไร่ส้ม ในข้อหาทำให้บริษัท อสมท เสียหายจากการโฆษณาเกินเวลา 138 ล้านบาท จนเกิดกระแสการเรียกร้องให้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในฐานะบุคคลสาธารณะและสื่อสารมวลชน ในขณะที่เจ้าตัวประกาศขอพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลให้ถึงที่สุด
ประเด็นนี้ ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันได้ร่วมกับสถาบันอิศรา จัดเสวนาเรื่อง “กรณีไร่ส้มบทพิสูจน์ความเข้มแข็งของสังคมในการต่อสู้คอร์รัปชั่น” ซึ่งสรุปข้อเรียกร้องไปถึงสรยุทธ ให้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม ไปจนถึงเรียกร้องให้สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในฐานะต้นสังกัด ควรดำเนินการสั่งพักงานจนกว่าคดีจะถึงที่สุด รวมทั้งให้บริษัทภาคเอกชนควรพิจารณาถอนโฆษณาและการสนับสนุนรายการของสรยุทธ
ประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ระบุว่า ต้องการให้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติออกแถลงการณ์ให้เห็นความผิดอย่างชัดเจน กรณีบริษัท ไร่ส้ม ของสรยุทธ ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลว่ามีส่วนสนับสนุนการกระทำผิดประเด็นเงินค่าโฆษณาของบริษัท อสมท ว่าไม่เหมาะสมอย่างไร เพื่อใช้อ้างอิงในการใช้มาตรการแซงก์ชันด้านต่างๆ เช่น แจ้งต้นสังกัด ซึ่งเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ รวมทั้งให้สมาชิกภาคีงดการสนับสนุนรายการดังกล่าว
ด้านสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า “แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะมิได้เป็นสมาชิกโดยตรง แต่ก็นับเป็นภาระรับผิดชอบร่วมกับองค์กรสื่ออื่นๆ ที่จะต้องยืนยันหลักการการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนที่ดี ที่ต้องไม่ประพฤติ ปฏิบัติการใดๆ อันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ ซึ่งในกรณีเช่นนี้ พฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหาแม้จะยังไม่มีบทสรุปทางกฎหมาย แต่ในแง่ของการประกอบวิชาชีพ นับว่าไม่เหมาะสม มีการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดจรรยาบรรณแล้ว
...ประชาชนผู้บริโภคข่าวสารควรได้รับข้อมูล ข้อเท็จจริงโดยครบถ้วน และใช้วิจารณญาณในการเลือกรับสื่อบนพื้นฐานของความซื่อสัตย์ ไว้วางใจได้ของสื่อมวลชน ในขณะเดียวกัน ผู้ถูกกล่าวหาก็สมควรพิจารณาตัวเองเพื่อธำรงรักษาสถาบันสื่อทั้งระบบให้เป็นที่เชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อไป
ขณะที่ สรยุทธได้ยื่นหนังสือถึง ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ขอลาออกจากสมาคมนักข่าวฯ โดยขอมีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.
การลาออกของทั้งสองคนดังกล่าวเป็นภาพสะท้อนทางมาตรฐานทางจริยธรรมของสังคมไทยได้เป็นอย่างดี







