
รวมศูนย์...ข้อมูลมั่ว เตือนรับมือ'แกมี'สะเปะสะปะ
เวลานี้ทุกคนคงเฝ้ารอว่าพายุแกมีที่จะเคลื่อนผ่านเข้ามา จะส่งผลกระทบแค่ไหน ด้วยเป็นพายุลูกแรกในรอบหลายปีที่พาดผ่านเข้าใกล้พื้นที่เมืองหลวงมากที่สุด
โดย...อภิวัจ สุปรีชาวุฒิพงศ์
เวลานี้ทุกคนคงเฝ้ารอว่าพายุแกมีที่จะเคลื่อนผ่านเข้ามา จะส่งผลกระทบแค่ไหน ด้วยเป็นพายุลูกแรกในรอบหลายปีที่พาดผ่านเข้าใกล้พื้นที่เมืองหลวงมากที่สุด ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นทั้งแรงลมและปริมาณน้ำฝนนั้น จะหนักหน่วงเหมือนครั้งมหาอุทกภัยเมื่อปีกลายหรือไม่ ยากจะปฏิเสธว่าความหนักหน่วงจากผลกระทบของมหาอุทกภัยที่ผ่านมา ทำให้เกิดความหวาดผวาต่อสถานการณ์น้ำ และฝนที่ตกอย่างต่อเนื่องมาร่วม 3 สัปดาห์ รอบพื้นที่เมืองหลวง ไม่ว่าจะเป็นฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและบางปะกง รวมทั้งฝั่งตะวันตก พื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนก็เริ่มมีน้ำล้นตลิ่งและน้ำป่าเอ่อท่วมพื้นที่หลายจังหวัด ร่วม 3 สัปดาห์แล้ว สถานการณ์ที่ทำท่าว่าทรงตัวและเริ่มจะคลี่คลาย ก็ต้องเพิ่มการเฝ้าระวังมากขึ้นจากข่าวพายุแกมี
ในสถานการณ์นี้ ข้อมูลข่าวสารจากภาครัฐ แม้จะออกประกาศเตือน แต่ก็ไม่ได้ให้ความกระจ่าง ขจัดความคลุมเครือสงสัยต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้หมดไปได้ บทเรียนจากมหาอุทกภัยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งรัฐไม่พูดความจริงทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนได้เตรียมตัวล่วงหน้า แต่เปิดเผยความจริงเอาเมื่อจุดวิกฤตเคลื่อนเข้ามาถึงตัว กลายเป็นตราประทับของความไม่น่าเชื่อถือที่หน่วยงานรัฐและผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบทุกระดับ ยากที่จะสลัดทิ้ง
ข้อมูลจากฟากนักวิชาการ คือสิ่งที่มาชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของภาครัฐ แต่ความเห็นที่แตกต่างออกไป ก็ยิ่งเพิ่มความคลุมเครือ สงสัยมากขึ้น กลายเป็นภาวะที่ไม่รู้จะเชื่อใครดี แม้รัฐบาลตั้งศูนย์ปฏิบัติการแบบรวมศูนย์บังคับบัญชาสั่งการ หรือ “ซิงเกิลคอมมานด์” มอบหมายให้ นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบด้านสื่อกำกับดูแล แต่กว่า 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา การทำหน้าที่ของศูนย์บัญชาการแห่งนี้คงมีเพียงผู้อำนวยการศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ที่ออกมาแถลงข่าวชี้แจงรายวัน
ขณะที่ผู้รับผิดชอบสำคัญอย่าง ปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และ รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำใน กบอ. บางครั้งก็กลับชี้แจงข้อเท็จจริงแตกต่างกับการเผชิญหน้ากับพายุแกมี จึงเป็นการฟ้องให้เห็นถึงความสับสน การจัดการข้อมูลข่าวสารในภาวะเผชิญภัยพิบัติของรัฐ ซึ่งแม้จะปรับปรุงขึ้นจากบทเรียนมหาอุทกภัย แต่สิ่งที่รัฐไม่เข้าใจก็คือข้อมูลของฝ่ายรัฐนั้น กลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป
ความสูญเสียมหาศาลที่ผ่านมา ทำให้ทุกฝ่ายต้องขวนขวายหาคำอธิบายเพื่อหาข้อมูลเตรียมรับมือสถานการณ์ด้วยตัวเองปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา “ปลอดประสพ” คือคนแรกที่ออกมาเปิดเผยถึงแนวโน้มการก่อตัวของพายุแกมีในทะเลจีนใต้ ซึ่งอาจเกิดพายุไต้ฝุ่นถล่มพื้นที่ภาคใต้ เช่น พายุเกย์ ที่ถล่ม จ.ชุมพร เมื่อปี 2532 ขณะที่ข้อมูลจากฝ่ายนักวิชาการในขณะนั้นคือหย่อมความกดอากาศต่ำก่อตัวขึ้น แต่การจะขยายเป็นพายุตั้งแต่ดีเปรสชันไล่ไปเป็นโซนร้อนและไต้ฝุ่นนั้น ยังต้องอาศัยปัจจัยประกอบอีกหลายอย่าง ซึ่งยังต้องเฝ้าจับตา
ล่วงเข้าวันที่ 1 ต.ค. การก่อตัวของหย่อมความกดอากาศต่ำดังกล่าวขยายขึ้นเป็นดีเปรสชัน “รอยล” แถลงว่า ระหว่างวันที่ 810 ต.ค. หย่อมความกดอากาศต่ำเกิดที่ทะเลจีนใต้ จะเข้าประเทศเวียดนามและกัมพูชา ส่งผลให้ภาคอีสานของไทยได้รับผลกระทบจากฝนตก
เช่นเดียวกับ สมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ที่เปิดเผยข้อมูลว่าสภาพอากาศโดยรวมของประเทศไทยในช่วงวันที่ 57 ต.ค. จะได้รับอิทธิพลโดยตรงจากพายุดีเปรสชันกำลังแรงที่ก่อตัวในทะเลจีนใต้ ส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลาง จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก ในอัตราปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยที่ 100 มิลลิเมตร
ล่วงเข้าวันที่ 2 ต.ค. สถานการณ์ก็ยกระดับจากดีเปรสชันเป็นพายุโซนร้อน ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ระบุว่า พายุดีเปรสชันนี้ทวีกำลังเป็นพายุโซนร้อนแกมี รัฐบาลได้เตรียมแผนรองรับโดยพร่องน้ำในเขื่อน รวมทั้งการขุดลอกคูคลองและท่อระบายน้ำ พร้อมกับย้ายเครื่องสูบน้ำไว้รอในจุดเสี่ยง
ขณะที่ ฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า มีพื้นที่เสี่ยงภัย 30 จังหวัด ได้แก่ จ.ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ศรีสะเกษ ยโสธร นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ สุพรรณบุรี กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครนายก ฉะเชิงเทรา จันทบุรี ชลบุรี ระยอง ตราด ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง ระนอง และสตูล
แต่เพียงข้ามคืน “รอยล” ก็ระบุว่า พายุแกมีเบากว่าที่คาดเอาไว้เยอะ เพราะช่วงเวลานี้เป็นช่วงของปรากฏการณ์เอลนินโญ ไม่ใช่ลานินญา หากเป็นลานินญา ปริมาณฝนจะมากกว่านี้ อีกทั้งเวลานี้มีพายุอีกลูกหนึ่ง ชื่อ มาลิกสิ (Maliksi) ก่อตัวอยู่ด้านตะวันออก ดึงให้แกมีอ่อนตัวลงด้วย พายุลูกนี้กำลังเคลื่อนที่เข้าประเทศญี่ปุ่น ส่วนพายุโซนร้อนแกมีจะส่งผลให้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ ภาคกลาง และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เกือบ 100% ของพื้นที่มีฝน
สำหรับพื้นที่ กทม.คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากพายุแกมีประมาณ 90-100 มิลลิเมตรต่อวัน
“ขอให้ทำตัวตามปกติและติดตามข้อมูลข่าวสาร ตั้งสติ อย่าไปตื่นตระหนกมากนัก” รอยล กล่าว ในฐานะที่เป็นประธานคณะอนุกรรมการติดตามสถานการณ์
ข้อมูลของ “รอยล” น่าจะทำให้ประชาชนทั่วไปที่เฝ้าติดตามข่าวพายุแกมีสบายใจได้ หากว่าเพียงผ่านไปอีก 1 วัน
4 ต.ค. “ปลอดประสพ” ออกมา สำทับว่า
“ช่วงวันที่ 7-9 ต.ค.นี้ เชื่อว่าปริมาณฝนค่อนข้างสูง ไม่ได้ตกแบบฝนรำคาญอย่างที่พูดกัน ขณะนี้ทุกฝ่ายเตรียมพร้อมและช่วยกันทำงาน หยุดทะเลาะกันชั่วคราว ไม่จำเป็นก็ไม่ควรออกจากบ้าน ควรเปิดที่ว่างให้มากที่สุดเพื่อให้เจ้าหน้าที่ทำงาน โดยชุมชนต่างๆ ต้องเตรียมตัว ประชุมหารือเพื่อแนะนำลูกบ้านว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เตรียมอุปกรณ์อะไรเพื่อแก้ปัญหาในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ยังไม่จำเป็นถึงขั้นต้องกักตุนอาหาร ช่วงนี้อยากให้คนไทยจิตใจเข้มแข็ง เตรียมรับกับภาวะไม่ปกติที่จะเกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาไม่นาน หากทุกคนเข้าใจและร่วมมือก็จะผ่านเรื่องนี้ไปได้” ปลอดประสพ กล่าว
ปลอดประสพ ระบุอีกว่า ในพื้นที่เขตเมืองที่มีมลพิษสูง น้ำฝนจะมีเม็ดใหญ่และปริมาณน้ำมีมากกว่าพื้นที่โล่งเมื่อเทียบจากระยะเวลาที่ฝนตกลงมาเท่ากัน เพราะพื้นที่ที่มีมลพิษสูงจะมีฝุ่น ไอเกลือ และไอเสียจากรถยนต์ บวกกับความเร็วลมที่ยกตัว ทำให้เม็ดฝนใหญ่กว่าปกติ ปริมาณน้ำจึงมากกว่าปกติ ถ้าฝนตกลงมาเป็นเวลานาน โอกาสที่จะเกิดน้ำท่วมขังจึงมีสูง
ด้าน “สมชาย” รองอธิบดี รักษาการอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ได้แจ้งสถานะของพายุแกมีว่า จะขึ้นฝั่งที่ประเทศเวียดนามทางใต้ของเมืองดานัง จะเริ่มมีผลกระทบกับจังหวัดในภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน คาดว่าพายุจะเข้าประเทศไทยในวันที่ 7 ต.ค. โดยพายุน่าจะลดความรุนแรงจากพายุโซนร้อนเป็นพายุดีเปรสชัน จากนั้นจะเคลื่อนเข้าสู่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออก พายุจะมีอิทธิพลกับประเทศไทยประมาณ 1 วัน ก่อนจะเคลื่อนตัวออกไปยังประเทศพม่า ทางอ่าวมะตะบัน ในวันที่ 8 ต.ค.
“เมื่อพายุเข้าสู่ประเทศไทย จะเกิดสภาวะฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ กลุ่มฝนจะตกบริเวณกว้าง บางพื้นที่ตกหนัก บางพื้นที่ตกหนักมาก บางพื้นที่ฟ้าครึ้มตลอดทั้งวัน” รักษาการอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าว
ขณะเดียวกัน “รอยล” ก็มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ ระหว่างวันที่ 7-9 ต.ค. ที่พายุแกมีเคลื่อนเข้าสู่เขตประเทศไทย พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางบางส่วน และ กทม.จะมีฝนตกหนักต่อเนื่อง โดยใน กทม.มีปริมาณน้ำฝนสูงถึง 90-100 มิลลิเมตรต่อวัน เฉลี่ย 33.33 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง และจะตกเกือบ 100% ของพื้นที่
“รอยล” ระบุถึงปัญหาใน กทม.ที่พบคือ ปริมาณฝนจริงจะตกมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เช่น ตกถึง 90 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง เป็นเพราะ กทม.มีตึกสูง มีการใช้เครื่องปรับอากาศ รวมทั้งมีการสะสมความร้อน และมีปริมาณฝุ่นจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยมลพิษที่ทำให้ปริมาณน้ำฝนเพิ่มสูงขึ้น จึงเป็นไปได้สูงว่าพื้นที่ในเมืองที่มีตึกสูงและมีจุดกำเนิดมลพิษมาก เช่น สีลมและอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จะมีปริมาณฝนมากกว่าพื้นที่โล่งหรือพื้นที่นอกเมือง คำเตือนว่าฝนตกหนักไม่ควรออกจากบ้าน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงานได้อย่างสะดวกของ ปลอดประสพ จะให้แปลความ ถอดรหัสไปในทางไหน!?
เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา นอกจากการพูดคุยปากต่อปาก ด้วยเชื่อมั่นว่าข้อมูลที่ ปลอดประสพ ระบุ คือสัญญาณไม่ปกติที่ต้องเตรียมพร้อมรับ ยิ่งกว่านั้นสื่อสังคมออนไลน์ ก็เผยแพร่กระจายความรู้สึกวิตกกังวลนี้ให้แพร่ในวงกว้างออกไปอีก ความอ่อนไหวของความรู้สึกผู้คนที่เตรียมรับสถานการณ์
หลังการให้สัมภาษณ์ของ “ปลอดประสพ” ทำให้สื่อหลักทั่วๆ ไป ต้องตั้งคำถามอย่างจริงจังกับผู้เกี่ยวข้องว่าสถานการณ์จะหนักหนารุนแรงแค่ไหน แต่คราวนี้ท่าทีคำตอบกลับต่างออกไป “ปลอดประสพ” บอกว่า พายุโซนร้อนแกมีเชื่อว่าจะเบากว่าการคาดการณ์ไว้ โดยพายุดังกล่าวเริ่มจากการเป็นไต้ฝุ่นและพอเข้าประเทศไทยจะกลายเป็นดีเปรสชัน โดยพายุลูกนี้เข้ามาประเทศไทยโดยความเร็วลมเริ่มต้นที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อมาถึงประเทศไทยจะมีความเร็วลมไม่เกิน 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีความรุนแรงเฉพาะในทะเลเท่านั้น ส่วนปริมาณน้ำฝนนั้นก็จะน้อยกว่าร่องความกดอากาศด้วย
“ส่วนกรณีที่ระบุว่าไม่ควรออกจากบ้านในช่วงพายุแกมีเข้าประเทศไทยนั้น ก็เพราะธรรมเนียมของฝรั่งเวลาเกิดเหตุในลักษณะนี้ ประชาชนจะอยู่ในบ้านเพื่อป้องกันอันตราย และให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้สะดวก” ปลอดประสพ กล่าว
ดูเหมือนความผิดที่ทำให้เกิดวิตกกังวลต่อสถานการณ์พายุแกมีจะตกอยู่กับสื่อมวลชนจงกลนี อยู่สบายรองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่า จากการตรวจสอบล่าสุดพบว่าพายุอ่อนกำลังลง และไม่น่าจะทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ทันทีอย่างที่สื่อนำเสนอข่าว แต่จะเป็นเมฆเสียส่วนใหญ่ และเกิดฝนฟ้าคะนองเป็นจุดๆ มากกว่า
แต่อีกด้านหนึ่ง“รอยล”กลับบอกว่า ห่วงการเปลี่ยนแปลงเส้นทางของพายุว่ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น เพราะโอกาสจะรุนแรงมีค่อนข้างสูง “เดิมคาดว่าเมื่อพายุเข้าประเทศเวียดนามแล้วออกไปยังประเทศลาว เข้าประเทศกัมพูชา และเคลื่อนที่ไปยังขอบภาคตะวันออกของประเทศไทย แถบ จ.ระยอง และตราด ขึ้นฝั่งอ่าวไทยและจะเริ่มอ่อนกำลังเมื่อเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งที่ จ.เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ แต่กลับไม่ได้เป็นดังคาด เนื่องจากมีหย่อมความกดอากาศต่ำในมหาสมุทรอินเดียอีกหย่อมหนึ่งดึงเอาแกมีไปยังฝั่งตะวันตก จึงเกิดเป็นแรงบวก ทำให้เพิ่มกำลังความแรงของพายุลูกนี้ โดยอาจส่งผลทำให้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ที่ จ.เพชรบุรี ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร จึงน่าเป็นห่วงเส้นทางคมนาคมที่จะเดินทางไปภาคใต้ เพราะมีถนนหลักเพียงเส้นเดียว”รอยล กล่าว
เหลืออีกแค่ไม่กี่ชั่วโมงจากนี้ ก็คงจะได้ประจักษ์กันแล้วว่าพายุแกมีจะส่งผลกระทบแค่ไหน ข้อมูลใครจริง ใครมั่ว แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ก็ทำให้เห็นว่า แม้พยายามจะปรับปรุงวิธีจัดการภาวะวิกฤตยามเผชิญภัยพิบัติอย่างไร แต่รัฐก็ยังสอบตกในด้านการให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชน
จากความไร้เอกภาพ ข้อมูลไม่เป็นไปและสอดคล้องจนถึงขั้นขัดแย้งกันเอง แล้วจะให้ประชาชนเชื่อใคร เตรียมการรับมือเพื่อป้องกันอย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องวิตกกังวลเกินเหตุอย่างไร หากทุกฝ่ายยึดหลักว่า ภัยพิบัติแม้ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่เตรียมการรับมือเพื่อลดผลกระทบ ลดความสูญเสียได้ ก็คงไม่มีการนำปัญหาสำคัญเช่นนี้มาเป็นประเด็นการเมือง กระสอบทรายในท่อนั้นมาจากไหน ใครเอามายัดใส่ไว้เพื่อทำลายกันทางการเมืองหรือไม่ ไม่สำคัญเท่ากับว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการรับผิดชอบดูแลได้ใส่ใจตรวจตราประสิทธิภาพการระบายน้ำในท่อนั้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่
ขณะที่หน่วยงานรัฐ ก็จะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์คาดการสถานการณ์ให้เที่ยงตรง ถี่ถ้วนและแม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อชี้แจงให้ข้อมูลประชาชนได้เตรียมพร้อมรับมือ ตื่นตัวโดยไม่ตื่นตระหนก
ภัยธรรมชาตินั้นใหญ่เกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ จะรับมือ หากต่างคนต่างแย่งกันเป็นพระเอก เป็นฮีโร่ผู้พิทักษ์ปกป้อง โดยไม่นำความรู้ ประสบการณ์ เครื่องไม้เครื่องมือ หรือแม้แต่อำนาจที่มีมาร่วมกัน เพื่อให้การเตรียมรับมือนั้นมีความพร้อมมากที่สุด แม้มิอาจป้องกันได้ 100% แต่ก็ลดความเสียหายให้ได้มากที่สุด มิฉะนั้นประชาชนก็จะต้องรับเคราะห์กรรมจากภัยพิบัติ พรรคการเมือง หน่วยงานต่างๆ ขัดแย้ง โทษกันไปมา ซึ่งรังแต่จะทำลายตัวเองไปด้วยกันทั้งสิ้น







