
‘แกมี’ เปลี่ยนทิศลงอ่าวไทย‘รอยล’ หวั่นสถานการณ์รุนแรงเกินคาด
สถานการณ์พายุโซนร้อน “แกมี” ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ณ วันที่ 5 ต.ค. พายุดังกล่าวมีศูนย์กลางประมาณ 750 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม มีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง (กม./ชม.) โดยเคลื่อนตัวด้วยความเร็วประมาณ 10 กม./ชม. จะขึ้นฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนามในวันนี้ แล้วค่อยๆ อ่อนกำลังลงและเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย
สถานการณ์พายุโซนร้อน “แกมี” ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยกรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ณ วันที่ 5 ต.ค. พายุดังกล่าวมีศูนย์กลางประมาณ 750 กิโลเมตร ทางตะวันออกของเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม มีความเร็วลมสูงสุดประมาณ 90 กิโลเมตร/ชั่วโมง (กม./ชม.) โดยเคลื่อนตัวด้วยความเร็วประมาณ 10 กม./ชม. จะขึ้นฝั่งตอนกลางของประเทศเวียดนามในวันนี้ แล้วค่อยๆ อ่อนกำลังลงและเคลื่อนผ่านภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออก และภาคกลางของประเทศไทย
กรมอุตุนิยมวิทยา ระบุว่า ช่วงวันที่ 68 ต.ค. พื้นที่ตามเส้นทางพายุจะมีฝนหนาแน่น โดยเริ่มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกก่อน ส่วนภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างจะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป
ขณะเดียวกัน ที่ จ.นครราชสีมา เริ่มได้รับผลกระทบแล้ว โดยมีฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำท่วมขังเล็กน้อย แต่ยังสามารถระบายได้ดี ส่วนสถานการณ์ที่อ่างเก็บน้ำลำพระเพลิง อ.ปักธงชัย มีน้ำไหลเข้าเฉลี่ยอยู่ที่ วินาทีละ 16 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 1.7 ล้าน ลบ.ม./วัน จนต้องเร่งระบายน้ำ 3.2 ลบ.ม./วินาที หรือเฉลี่ยวันละ 2.7 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้รองรับน้ำได้อีก 10 ล้าน ลบ.ม.
ขณะที่เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี เร่งระบายน้ำ 20 ล้าน ลบ.ม./วัน เตรียมรับปริมาณน้ำที่จะเข้ามาใหม่ จึงขอแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ ผู้ประกอบการ แพพัก รีสอร์ต และกระชังปลา เตรียมพร้อมรับมือ
ปลอดประสพ สุรัสวดี ประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) กล่าวว่า ผลกระทบจากพายุแกมีจะเบากว่าที่มีการคาดการณ์กันไว้ จากเดิมที่กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าประชาชนไม่ควรออกจากบ้านในช่วงที่พายุเข้าประเทศ โดยให้เหตุผลว่า เมื่อเคลื่อนที่เข้าสู่ประเทศไทยจะกลายเป็นดีเปรสชัน ความเร็วลมเริ่มต้นที่ 90 กม./ชม. เมื่อมาถึงประเทศไทยจะมีความเร็วลมไม่เกิน 30 กม./ชม
อย่างไรก็ตาม รอยล จิตรดอน ประธานคณะอนุกรรมการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์น้ำและจัดสรรน้ำ ในคณะกรรมการ กบอ. กล่าวว่า ที่ประชุมรายงานสถานการณ์ปัจจุบันและสรุปผลการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการร่วมระบายน้ำในพื้นที่ปลายน้ำ ได้ประเมินสถานการณ์เตรียมพร้อมรับมือพายุแกมีที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทย วันที่ 810 ต.ค.นี้ กลับพบว่าแนวของพายุเปลี่ยนทิศทางลงต่ำเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทย ประกอบกับแรงส่งของหย่อมความกดอากาศกำลังแรงจากมหาสมุทรอินเดีย ทำให้มีความเป็นไปได้สูง ว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงกว่าที่คาดการณ์
รอยล กล่าวว่า หากร่องมรสุมเคลื่อนเข้าทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อิทธิพลจากภูเขาจะทำให้พายุอ่อนกำลังลง แต่ปัจจุบันแนวการเคลื่อนตัวของมรสุมได้เปลี่ยนทิศทางลงต่ำเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทย ทำให้คณะทำงานเริ่มเป็นกังวล เพราะมีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดฝนตกหนักถึง 100 มิลลิเมตร/วัน ในพื้นที่ภาคใต้ตอนบน ทำให้เกิดฝนตกชุก 4060% ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และขยายวงกว้างไปถึงภาคใต้ตอนบน
“หากเกิดพายุขึ้นในฝั่งอ่าวไทยจะมีความรุนแรงเนื่องจากเป็นพื้นที่โล่งไม่มีภูเขากั้น จากสถานการณ์ดังกล่าวทำให้คณะทำงานตัดสินใจเพิ่มพื้นที่เฝ้าระวัง ได้แก่ กรุงเทพฯ ตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน โดยเน้นไปที่ จ.เพชรบุรี ราชบุรี และประจวบคีรีขันธ์” รอยล กล่าว
ทั้งนี้ คณะทำงานยังคงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด คาดว่าจะระบุทิศทางการเปลี่ยนแปลงของพายุได้ชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 7 ต.ค. และจะประชุมหารืออีกครั้งวันที่ 8 ต.ค. เพื่อหารือความพร้อมรับมือการเร่งระบายน้ำฝั่งตะวันออก โดยรักษาระดับน้ำในคลองรังสิตให้ลดลง อยู่ที่ 1.3 เมตร รวมทั้งเตรียมพื้นที่หน่วงน้ำ บริเวณคลอง 8, 9 และ 10 กว่า 7 หมื่นไร่ สำหรับรองรับน้ำหากเกิดฝนตกหนัก
สัญญา ชีนิมิตร ผู้อำนวยการสำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า มีแผนรองรับพายุแกมีหากมีปริมาณน้ำเข้ามาพื้นที่เฝ้าระวัง โดยเฉพาะฝั่งตะวันออกจะมีการผันน้ำเข้าระบบของ กทม.ส่วนหนึ่ง อีกส่วนจะผันออกแม่น้ำบางปะกง แต่ทั้งหมดต้องประสานกรมชลประทานเพื่อให้มีการระบายน้ำไปที่ประตูระบายน้ำคลอง 100 คิว และประตูระบายน้ำคลองสุวรรณภูมิ
นอกจากนี้ สำนักการระบายน้ำจะช่วยระบายน้ำหลายจุด อาทิ ที่ประตูระบายน้ำลาดกระบัง 50 เซนติเมตร (ซม.) มีนบุรี 50 ซม. คลองสองสายล่าง 40 ซม. แต่จะเปิดประตูระบายน้ำกว้างมากไม่ได้ เพราะน้ำด้านนอก กทม. ยังมีจำนวนมาก จึงต้องประเมินมวลน้ำเหนือที่มาจาก จ.ปทุมธานี และพระนครศรีอยุธยาด้วย
ด้าน สุรเกียรติ ลิ่มเจริญ รองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ได้จัดเตรียมอุปกรณ์ รถ เรือ และเจ้าหน้าที่ 1,0001,500 นาย รองรับกรณีฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง สนับสนุนการทำงานกับสำนักงานเขตและสำนักการระบายน้ำ
ขณะเดียวกัน กระทรวงคมนาคมประสานกองทัพบก เตรียมพื้นที่เขตทหาร 5 จุด บริเวณ พล.ม.2 และ ร.1 พัน.1 รอ. ใช้ทำเป็นแก้มลิงแก้ปัญหาน้ำท่วมขังบน ถนนวิภาวดีรังสิต โดยทั้งสองพื้นที่สามารถรองรับน้ำได้ 1 แสน ลบ.ม. ขณะนี้เตรียมความพร้อมถึง 70% หรือรองรับน้ำได้ประมาณ 7 หมื่น ลบ.ม. รวมทั้งเร่งขุดลอกแก้มลิงเพื่อเพิ่มพื้นที่รับน้ำให้ได้ จาก 1 แสน ลบ.ม. เป็น 1.5 แสน ลบ.ม.
นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังได้สำรวจบริเวณสนามกีฬากองทัพอากาศ (ธูปะเตมีย์) ทิศเหนือของสนามบินดอนเมือง พบว่ามีพื้นที่แก้มลิงสามารถรองรับน้ำได้ 2 แสน ลบ.ม. เบื้องต้นได้ทยอยพร่องน้ำออกจากแก้มลิงไปลงยังคลองเปรมประชากร แต่คาดว่าต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพราะคลองเปรมประชากรมีขนาดเล็กระบายน้ำได้ช้า







