
ชุดดำไม่ใช่ประเด็น
แรงสะเทือนจากการคลอดผลสรุปการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นชนวนสร้างความแตกร้าวเพิ่มขึ้นในสังคม ในฐานะกองหน้าพรรคการเมืองที่คุมกลไกอำนาจรัฐบาล “ภูมิธรรม” วิเคราะห์ผ่านสายตาของผู้ที่ผ่านวิกฤตความขัดแย้งมาหลายยุคสมัยว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่มีคนบอกว่ารายงานฉบับนี้ไม่สามารถจะตอบสนองต่อความพอใจของคนได้ทั้งหมด แต่คำถามคือ คอป.ได้พูดถึงในส่วนของคนที่เป็นผู้ถูกกระทำมากพอหรือไม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้รู้สึกว่าความทุกข์ของตัวเองได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ้าง
แรงสะเทือนจากการคลอดผลสรุปการศึกษาของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เมื่อเดือนที่แล้ว กลายเป็นชนวนสร้างความแตกร้าวเพิ่มขึ้นในสังคม ในฐานะกองหน้าพรรคการเมืองที่คุมกลไกอำนาจรัฐบาล “ภูมิธรรม” วิเคราะห์ผ่านสายตาของผู้ที่ผ่านวิกฤตความขัดแย้งมาหลายยุคสมัยว่า เป็นเรื่องถูกต้องที่มีคนบอกว่ารายงานฉบับนี้ไม่สามารถจะตอบสนองต่อความพอใจของคนได้ทั้งหมด แต่คำถามคือ คอป.ได้พูดถึงในส่วนของคนที่เป็นผู้ถูกกระทำมากพอหรือไม่ที่ทำให้พวกเขาเหล่านี้ได้รู้สึกว่าความทุกข์ของตัวเองได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดบ้าง
ภูมิธรรม แนะว่า “วันนี้ที่ควรทำคือ คอป.ต้องบอกว่า นี่คือความจริงส่วนหนึ่งที่ได้เห็นมา และมีบางอย่างเป็นความเชื่อของตัวเอง จากนั้นสังคมต้องช่วยกันมองหลายด้าน มันถึงจะมีทางออกแล้วเดินไปได้ แต่ถ้าบอกว่าฉันคือผู้ผูกขาดความจริง รายงานนี้คือสิ่งที่ฉันเห็นทั้งหมด มันไม่ง่าย แต่หากคุณยอมรับว่าความเป็นจริงมีหลายด้าน ทุกคนก็จะยอมรับได้ว่าอย่างน้อยความจริงที่ฉันเห็นก็มีคนยอมรับและเชื่อฟัง”
“ผมว่า คอป.พลาดที่ให้คุณสมชาย (หอมลออ กรรมการ คอป.) ออกมาพูดเรื่องชายชุดดำ ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ชุดดำไม่ชุดดำ แต่คุณพูดถึงคนที่ได้รับผลกระทบไม่พอ แล้วมาบอกว่ารายงานไม่ได้มีแค่นี้ ก็คุณปล่อยให้คุณสมชายพูดซะส่วนใหญ่ในเรื่องที่คุณสมชายเชื่อ ไม่ว่าคุณสมชายจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม มันทำให้คนอื่นมองว่าสิ่งที่คุณสมชายพูดเหมือนจะบอกว่าความจริงมันอยู่แค่ตรงนั้น เมื่อวิธีการมันผิดพลาด ปัญหามันก็เกิด”
“ถ้าให้เสนอ ผมจะเอารายงานของ คอป. กับรายงานของ ศปช. (ศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุม เม.ย.-พ.ค. 2553) มาบวกกัน แล้วสังคมก็เอามาเผยแพร่ให้มันกว้าง ขณะเดียวกันกระบวนการยุติธรรมก็กำลังทำหน้าที่ในคดี สิ่งสำคัญ คือ ไม่ควรให้เอกสารของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นเอกสารอ้างอิงที่เป็นข้อสรุป ควรเปิดให้เอกสารทั้งสองด้านเข้าไปใช้ในศาลได้ แล้วดุลยพินิจก็อยู่ที่ผู้พิพากษา”







