
รัฐล้มเหลววันศุกร์3จ.ใต้อัมพาต
3สัปดาห์แล้ว ที่ร้านค้าและผู้ค้าในตลาดสดทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเงียบเหงา
3สัปดาห์แล้ว ที่ร้านค้าและผู้ค้าในตลาดสดทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเงียบเหงา แทบไร้ผู้คนทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อ จากความไม่มั่นใจต่อข่าวลือคำขู่ให้ผู้ที่เป็นมุสลิมหยุดงานในวันศุกร์ มิฉะนั้นจะถูกลงโทษด้วยการตัดใบหู
เสียงร่ำลือแพร่สะพัดปากต่อปากไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งทุกวันศุกร์ในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ย่านการค้า แหล่งชุมชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกือบกลายเป็นเมืองร้าง เงียบเหงา ด้วยบรรดาร้านค้า สถานประกอบการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นของไทยพุทธ ไทยมุสลิม พากันปิดร้านกันมิดชิด
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ยอมรับว่า กลุ่มที่ก่อเหตุปล่อยข่าวลือเป็นกลุ่มหัวรุนแรงสุดโต่ง ที่แสดงศักยภาพสะเปะสะปะไม่เลือกเป้าหมาย หวังผลให้เกิดความหวาดกลัว ทำให้ประชาชนไม่มั่นใจในเจ้าหน้าที่รัฐ
แม้จะมีคำรับรองจากตัวแทนหน่วยงานรัฐต่างๆ ให้ประชาชนมั่นใจต่อการรักษาความปลอดภัยและอย่าหวาดกลัวต่อคำข่มขู่ แต่ก็หาได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด ล่าสุด วันศุกร์ที่ 5 ต.ค. การหยุดงานขยายจากกลุ่มร้านค้าไปยังกลุ่มรถตู้โดยสาร
อูเซ็ง เจ๊ะมะ คนขับรถตู้โดยสาร สายนราธิวาส– หาดใหญ่ บอกว่า เพื่อนๆ ที่ทำอาชีพเดียวกันไม่กล้านำรถออกไปให้บริการ เนื่องจากเกรงจะถูกคนร้ายลอบยิงระหว่างทาง ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว รวมถึงผู้โดยสารเองก็ไม่กล้าที่จะมาใช้บริการรถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดเช่นกัน จึงตัดสินใจงดเดินทางไปต่างจังหวัดในทุกๆ วันศุกร์ หากเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้
ทั้งนี้ รถตู้โดยสารระหว่างจังหวัดจาก จ.นราธิวาส ทั้ง 3 สาย คือ หาดใหญ่ ปัตตานี และยะลา จำนวนกว่า 300 คัน ได้หยุดให้บริการทั้งหมด ส่วนที่ จ.ปัตตานี เหลือวิ่งให้บริการเพียงไม่กี่คัน ส่วนรถ 4 ล้อเล็ก รถจักรยานยนต์รับจ้าง ที่บริการรับส่งภายในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ต่างหยุดกันหมด ทำให้ผู้ใช้บริการเดือดร้อนไปตามๆ กัน
สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น ดูเหมือนข้อเท็จจริงของฝ่ายรัฐและภาคเอกชนจะเห็นต่างกันอย่างสุดขั้ว
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต้องถามว่าร้านค้าปิดกี่ร้าน เพราะที่เปิดก็มีกว่า 7080% อีกทั้งรถตู้ก็ไม่ได้หยุดทั้งหมด ต้องถามว่าหยุดกี่คัน
“ทหารเองก็ส่งกำลังลงไปปฏิบัติหน้าที่ ผู้ว่าราชการจังหวัดรวมถึงทหารก็เอากำลังออกไปปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ อยากจะให้ปฏิบัติอย่างไรก็บอกผมมา ที่ไม่มั่นใจก็หยุดไป ที่มั่นใจและยังเปิดร้านกันอยู่ก็มี ทหารก็ลงพื้นที่ไปดูแล” พล.ท.อุดมชัย กล่าว
ขณะที่ภาคเอกชน ปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า การข่มขู่ให้หยุดงานวันศุกร์ ส่งผลให้ธุรกรรมในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของธนาคารลดลงอย่างชัดเจน โดยใน จ.ยะลา ปริมาณธุรกรรมที่หายไปถึง 70% ขณะที่ จ.ปัตตานี และนราธิวาส หายไปราว 20%
“ยังยืนยันว่าธนาคารยังคงเปิดให้บริการในทุกสาขาตามปกติ เนื่องจากขณะนี้หน่วยงานราชการต่างๆ ได้เพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัย”
ด้าน ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ก็บอกว่า สถานการณ์ยังไม่ปกติ ข่าวเล่าลือกันจนทำให้ชาวบ้านกลัว
“ผมสังเกตดูจากข้างนอก รวมทั้งคนที่ลงไปดูในหลายๆ พื้นที่ ก็บอกว่าหยุดเกือบ 80%โดยเฉพาะร้านอาหารของชาวไทยมุสลิมจะปิดกันหมด เหลือเพียงแต่ร้านอาหารไทยพุทธและตามห้างใหญ่ๆ ซึ่งการหยุดค้าขายศุกร์นี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 90% สะท้อนความกลัวที่ไม่ปลอดภัย”
อย่างไรก็ตาม ศรีสมภพ เห็นว่าในระยะยาวหากการหยุดงานกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ ผู้คนก็อาจจะกลับมาทำงาน ค้าขายกันตามปกติ เพราะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
เช่นเดียวกับ กู้เกียรติ บูรพาพงศ์ ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส ก็เห็นว่าชาวบ้านยังคงหวาดกลัว สังเกตได้จากร้านรวงปิดมากขึ้น และรถตู้ รถโดยสารก็ไม่วิ่งให้บริการ ถือเป็นภาวะน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง แต่เชื่อว่าอีกไม่เกิน 2 สัปดาห์คงกลับสู่ภาวะปกติ เพราะคนต้องทำมาหากิน
“แต่หากผ่านไปอีก 2 สัปดาห์ เหตุการณ์ยังเหมือนเดิม รัฐบาลต้องคิดหนัก ต้องทบทวนว่าจะปรับแผนอย่างไร ไม่เช่นนั้นจะกระทบหนักต่อภาคเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นมากยิ่งขึ้น จะกลายเป็นรัฐล้มเหลวในที่สุด” ประธานหอการค้าจังหวัดนราธิวาส กล่าว
ดูเหมือนภาวะความล้มเหลวของรัฐ จะเป็นเป้าหมายที่ขบวนการก่อความไม่สงบต้องการให้เกิดขึ้น แม้ว่าก่อนหน้านี้การหารือระหว่าง พล.ท.อุดมชัย กับแกนนำก่อความไม่สงบ เพื่อหาทางยุติความรุนแรง จะทำให้ทุกฝ่ายพูดถึงความหวังของการยุติสถานการณ์ความไม่สงบ
ผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ เพียงแค่ข่าวลือคำขู่ที่ออกมา ก็ทำให้เห็นแล้วว่าในความรู้สึกของประชาชนนั้น ความมั่นใจว่ารัฐจะรักษาความสงบได้นั้นแทบไม่มี หรือมีน้อยกว่าความเชื่อมั่นว่าขบวนการจะต้องก่อเหตุรุนแรงตอบโต้
สถานการณ์ที่รัฐมิอาจให้ความเชื่อมั่นได้ ก็เท่ากับอำนาจการปกครองล้มเหลว ผู้นำที่มิอาจพลิกฟื้นความเชื่อมั่นได้ก็เสมือน “เป็ดง่อย” ซึ่งปฏิบัติหน้าที่อย่างเฉื่อยชา ไร้ประสิทธิภาพ
สถานการณ์ชายแดนภาคใต้ จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่ารัฐบาลจะมีนโยบายที่เข้มแข็ง ผลักดันแผนการปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ รักษาความสงบเรียบร้อย พลิกฟื้นความเชื่อมั่น และสถาปนาความสงบสุขได้อย่างไร ในห้วงเวลาที่สถานการณ์ไฟใต้ใกล้จะครบ 10 ปี เร็วๆ นี้







