
"โครงการทวาย" เชื่อมเศรศฐฏิจและ-มิตรภาพ"ไทย-เมียนมาร์"
โครงการระดับชาติเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ภายใต้ชื่อ Dawei Development เป็นโครงการที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ได้ร่วมลงนามในสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ที่อยู่อาศัยและแหล่งท่องเที่ยว
โครงการระดับชาติเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึก ภายใต้ชื่อ Dawei Development เป็นโครงการที่บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ได้ร่วมลงนามในสัญญาสัมปทานกับรัฐบาลเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2553 เพื่อพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลประมาณ 250 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วย ท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ถนน ทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ ที่อยู่อาศัยและแหล่งท่องเที่ยว
หากการพัฒนาโครงการนี้สำเร็จ ก็เชื่อว่าน่าจะเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจแก่ไทยและเมียนมาร์ได้อย่างมาก
จากที่ผมเฝ้าติดตามโครงการ Dawei Development มาตลอด 2 ปี ดูเหมือนจะมีความก้าวหน้าน้อยมาก อาจเป็นเพราะในช่วงต้นของสัญญา การเมืองภายในเมียนมาร์ยังไม่มีความชัดเจน และเป็นช่วงที่กลุ่มประเทศในตะวันตกอย่าง สหรัฐ อียู รวมทั้งญี่ปุ่น ยังคงมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ จึงทำให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่กล้าตัดสินใจเข้าไปร่วมลงทุน
กระทั่งมาถึงปัจจุบัน เมียนมาร์มีพัฒนาการทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จึงส่งผลให้เกิดความสัมพันธ์ทางด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศมากขึ้น รวมทั้งกลุ่มประเทศตะวันตกเริ่มผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจด้วย จึงทำให้โครงการนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอีกครั้ง
สำหรับไทย ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิด ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการ Dawei Development อย่างต่อเนื่องมาหลายรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลของนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยืนยันจะให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่างชัดเจน โดยมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนาที่ครอบคลุมในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ระหว่างไทยเมียนมาร์ เมื่อวันที่ 27 ก.ค. 2555 และล่าสุดในการประชุมหารือทวิภาคีระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดี เต็งเส่ง ครั้งที่ไปร่วมประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นครนิวยอร์ก เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2555 ที่จะจัดตั้งคณะกรรมการร่วม (Joint Committee) ระหว่างไทยเมียนมาร์ และคาดหวังจะได้ข้อสรุปเบื้องต้นก่อนการประชุม ASEAN Summit ณ กรุงพนมเปญ ช่วงกลางเดือน พ.ย. 2555 นี้
ผมเห็นด้วยกับการส่งเสริมโครงการ Dawei Development ให้เกิดขึ้นโดยเร็ว เพราะจะเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของไทยเมียนมาร์ ซึ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น อาจมาในรูปแบบที่แตกต่างกัน
สำหรับฝ่ายไทย จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะขยายทางการค้า การลงทุนไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น เพราะมีการก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่ที่จะใช้แรงงาน วัสดุ และสินค้าจากไทยมากมาย รวมทั้งจะเพิ่มพื้นที่เพื่อการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย
ส่วนฝ่ายเมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ประชาชนยากจนมาก ก็จะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น จากการลงทุน การส่งออก การจ้างงาน ที่สำคัญเมียนมาร์จะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดได้โดยการเป็นศูนย์กลางการคมนาคมในภูมิภาค โดยเฉพาะ “เส้นทางการเดินเรือโลกสายใหม่” จากตะวันออกผ่านเมียนมาร์สู่ตะวันตก
ทั้งนี้ ความสำคัญของโครงการ Dawei Development จะประสบผลสำเร็จได้ ก็ต้องเริ่มต้นจากการที่ผู้เกี่ยวข้องกับโครงการต้องมีความเข้าใจและศึกษาถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ เป็นอย่างดีเสียก่อน แล้วจึงมีการวางแผนเพื่อการบริหารจัดการโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลที่รับรู้กันอยู่ในสาธารณะในขณะนี้พอจะสรุปได้ดังนี้ คือ
1.สัญญาสัมปทานโครงการ Dawei Development เกิดขึ้นแล้ว ระหว่าง ITD กับรัฐบาลเมียนมาร์ ITD จึงเป็นเจ้าของโครงการที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาที่ให้ไว้กับรัฐบาลเมียนมาร์ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงเงื่อนไขใหม่
2.รัฐบาลเมียนมาร์อยู่ในช่วงการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศ กฎหมาย หลักเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนจากต่างประเทศกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของฝ่ายการเมือง ที่สำคัญ คือ ร่างกฎหมายการลงทุนจากต่างประเทศที่ประธานาธิบดี เต็งเส่ง ส่งกลับสภาให้ไปพิจารณาอีกครั้ง และในส่วนของกฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ Special Economic Zone ที่อาจต้องมีการปรับปรุงเพิ่มเติมอีก
3.รัฐบาลไทยพร้อมจะให้การสนับสนุนกับโครงการนี้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน อย่างโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายกาญจนบุรีต่อไปชายแดนเมียนมาร์ ทางรถไฟ เป็นต้น ซึ่งถือได้ว่าไทยอยู่ในขั้นการเตรียมเพื่อรองรับโครงการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จากทั้ง 3 กรณีข้างต้น จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่ปรากฏข้อมูลใหม่เพียงพอที่จะให้ความมั่นใจต่อนักลงทุนภาคเอกชนทั้งไทยและต่างประเทศได้ว่า โครงการ Dawei Development จะเดินต่อไปในทิศทางใด ฉะนั้นจึงเป็นหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องกับโครงการที่จะประชาสัมพันธ์ให้ทราบถึงความคืบหน้าที่เกิดขึ้นทุกระยะ
ผมเห็นว่า การจะทำโครงการใหญ่ระดับนี้ ก่อนที่จะดำเนินการอย่างจริงจัง ทุกฝ่ายจะต้องมีความชัดเจนในบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบ ในที่นี้ก็คือ ระหว่าง ITD ผู้รับสัมปทาน รัฐบาลไทยและรัฐบาลเมียนมาร์ มิฉะนั้นก็อาจสร้างความสับสนได้ว่า ตกลงโครงการนี้ใครเป็นเจ้าภาพหรือแม่งานกันแน่
สำคัญที่สุด คือ การพัฒนาโครงการ Dawei Development นี้ จะใช้งบประมาณจำนวนมาก ที่เข้าใจกันในขณะนี้ คือ ITD เป็นผู้จัดหาเงินลงทุนทั้งหมด ส่วนภาครัฐให้การสนับสนุนโครงการ ในการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลไทยเมียนมาร์ต้องมีการเตรียมงบประมาณที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
หากมองถึงความสำเร็จของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายในอนาคต จะมองแค่ผลประโยชน์เศรษฐกิจของไทยเมียนมาร์เท่านั้นไม่ได้ เพราะที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยเมียนมาร์ในมิติใหม่ ที่จะมีความแข็งแรงแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วย และความหวังนี้ ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ไทยเมียนมาร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่ชาวโลกจับตามองอยู่อย่างใกล้ชิดอีกด้วย







