
ดร.โกร่งเปิดแผนใช้งบ2.27ล้านล้านบาท
ดร.โกร่งเปิดแผนงบ 2.27 ล้านล้านบาทเดินหน้าไทยอีก10ปีส่งสัญญาณเตรียมล้วงเงินสำรองอัด"แบงก์ชาติ"ไร้วินัยการคลังพิมพ์เงินจ่ายดอกเบี้ย
ดร.โกร่งเปิดแผนงบ 2.27 ล้านล้านบาทเดินหน้าไทยอีก10ปีส่งสัญญาณเตรียมล้วงเงินสำรองอัด"แบงก์ชาติ"ไร้วินัยการคลังพิมพ์เงินจ่ายดอกเบี้ย
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) และ ประธานกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ "ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศภายใต้ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลก ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า เรื่องการพัฒนาระบบน้ำเจ้าพระยา จะใช้งบประมาณ 3.5 แสนล้าน ซึ่งสภาอนุมัติแล้ว เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการ ต่อไป ขณะที่เรื่องอนาคตทั้งรถไฟความเร็วสูง ขยายมอเตอร์เวย์ ขยายทางด่วน การขยายสุวรรณภูมิ เปิดดอนเมือง ขยายแอร์พอร์ตลิ้งคไลน์ ท่าเรือน้ำลึก ใช้งบทั้งหมด 2.27 ล้านล้านบาท ภายใน 10 ปี ยังไม่รวมกับพัฒนาระบบไอทีที่เวลานี้ล้าหลังแม้กระทั่งกัมพูชา และ ลาว
ทั้งนี้ ในส่วนท่าเรือน้ำลึกทวายถือเป็นเรื่องสำคัญลำดับต้นๆ ซึ่งจะมาเชื่อมท่าเรือ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไม่ต้องอ้อมไปสิงคโปร์ อินเดีย ตะวันออกกลาง ยุโรป ซึ่งเวลานี้ ได้เซ็นเอ็มโอยูพัฒนาร่วมในระดับรัฐบาลกับพม่าแล้ว ส่วนญี่ปุ่นขณะนี้ติดอยู่ที่เรื่องแซงชั่นพม่า แต่คิดว่าปีใหม่หลังจากอเมริกายกเลิกแซงชั่นญี่ปุ่นก็จะยกเลิกจากนั้นก็จะออกหน้าพัฒนา 3 ประเทศ ขณะที่กาญจนบุรีก็จะกลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม ใกล้ทวายมากที่สุด
อย่างไรก็ตาม ส่วนรถไฟความเร็วสูงนั้น เส้นแรกน่าจะเป็นกทม.ไปอยุธยา เพราะจะมีงานเอ็กซ์โปที่จ.อยุธยา โดยแบ่งเป็น เฟสแรก กทม. - พิษณุโลก กทม.- นครราชสีมา กทม.- หัวหิน แอร์พอร์ตลิ้ง สุวรรณภูมิ - ดอนเมือง และเฟสสองต่อไป ทั้งหมดนี้ใช้เงินออมที่เหลืออยู่ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่ง
“เงินออมที่เราสะสมมา 15 ปี ใช้ไม่ถึงครึ่ง ใช้ให้ตายก็ยังไม่หมด ทุนสำรองระหว่างประเทศ มีแค่ 3-6 เดือน ของมูลค่าการนำเข้าก็พอ ประเทศที่เกินดุลควรจะใกล้มาทาง 3 เดือน หากประเทศขาดดุลก็ไป 6 เดือน แต่เราซัดไปตั้ง 12 เดือนเกินความจำเป็นสนับสนุนให้คนเอาเงินไปลงทุนต่างประเทศ ผมเสียดายจริงๆ”นายวีรพงษ์กล่าว
ในช่วงเปิดให้มีการซักถามทางกมธ.ได้ซักถามถึง กรณีธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)หรือแบงก์ชาติที่ขาดทุนเนื่องจากออกพันธบัตรไปดูดซับสภาพคล่องในที่สุดจะจบลงอย่างไร
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นต่างกับแบงก์ชาติ ซึ่งกลัวเงินเฟ้อ แต่อย่าไปกลัวเราทำอะไรกับมันไม่ได้ เงินเฟ้อต้องไปตามโลก เราจะดึงไว้ได้นิดๆ หน่อยๆ เช่นกองทุนน้ำมันได้บ้าง แต่ดึงนานไม่ได้ เพราะต้นทุนดึงสูงมาก หน้าที่แบงก์ชาติ ควรดูเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนสภาพคล่อง ให้มีเพียงพอจะหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจประเทศ
ทั้งนี้ การที่เราเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเงินไหลเข้าอยู่แล้ว อีกส่วนคือไหลเข้ามาซื้อตราสารหนี้ ซื้อหุ้นในประเทศไทย ซึ่งเงินจะไหลเข้ามากน้อยขึ้นกับส่วนต่างดอกเบี้ยเงินบาทกับดอกเบี้ยเงินดอลลาร์ เพิ่มเติมจากการเกินดุล ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง ผู้ส่งออกเดือดร้อน กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้ต้องเข้าซื้อดอลลาร์ไปเก็บ การออกพันธบัตร ไปดูดสภาพคล่องก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ย 3 % เมื่อมีเงินตราต่างประเทศ ก็ไปซื้อพันธบัตรสหรัฐ อังกฤษ ยุโรป ทำให้แบงก์ชาติต้องจ่ายดอกปีละ 1.2 แสนล้าน
"แบงก์ชาติไม่มีรายได้ ก็ไปพิมพ์เงินจ่ายดอกเบี้ย เท่ากับเพิ่มปริมาณเงินในระบบ เท่ากับตัวไม่มีวินัยการคลัง แล้วยังมีหน้าว่ารัฐบาล รัฐบาลขาดดุล เขาไม่ได้เพิ่มเงินในระบบ ไปออกพันธบัตรยืมควักจากกระเป๋าประชาชน จ่ายกลับขึ้นมาเมื่อโครงการต้องจ่ายกลับ ไม่ได้ทำให้เกิดความกดดันเรื่องเงินเฟ้อ แต่การดำเนินนโยบายของแบงก์ชาติ ต่างหากที่ขาดวินัยการเงิน
ส่วนที่บอกว่าที่ไหนก็ขาดทุนทั้งนั้น แบงก์ชาติไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อหากำไร ตรงนี้ก็พูดกันเองได้ในชมรมนกแก้วระหว่างประเทศ แต่คนอื่นเขาจะคิดอย่างนั้นหรือไม่ต้องระวังให้ดี ถ้าไปสัมมนาในพวกเดียวกันเองก็พูดเดียวกันหมด โดยมีไอเอ็มเอ็ฟเป็นหัวหน้า แต่คนอื่นที่ไม่ได้อยู่ในชมรมนกแก้วก็อาจจะไม่พูดอย่างท่านก็ได้" นายวีรพงษ์กล่าว
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องนี้จะจบตรงไหนเขาก็ตอบว่าขาดทุนไปเรื่อยๆ คนทำงานแบงก์ชาติ เป็นคนดีแต่คิดกันคนละอย่าง ทุกวันนี้ก็ยังคิดกันคนละอย่างกับประธานแบงก์ชาติอยู่ แต่ว่าเราเป็นอารยะชน ความคิดต่างกันก็ทำงานด้วยกันได้ ก็ยังทำงานด้วยกันตามปกติ ไม่เห็นสังคมสับสนอะไร รู้ว่าประธาน กับผู้ว่าฯ คิดต่างกันก็เท่านั้นเอง
ภายหลังการปาฐกถา นายวีรพงษ์ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์เรื่องจำนำข้าว







