
36 ปี 6 ตุลา "เรายังหนีไม่พ้น"
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
โดย...ชุษณ์วัฎ ตันวานิช
36 ปีของเหตุการณ์ตุลาเลือด 6 ตุลา 2519 ที่จะเวียนมาบรรจบ สุธรรม แสงประทุม คีย์แมนพรรคเพื่อไทยและผู้มีส่วนร่วมในการจัดตั้งพรรคไทยรักไทยในปี 2544 เล่าย้อนอดีตเมื่อครั้งทำหน้าที่เลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ระหว่างเหตุการณ์นองเลือดกลางธรรมศาสตร์ ผ่านโพสต์ทูเดย์ ถึงบทเรียนที่เกิดขึ้น สะท้อนมาถึงความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน
อดีตเลขาฯ สนนท. ผู้ถูกจำคุกถึง 2 ปี หลังเพื่อนนักศึกษาแตกกระเจิงเข้าป่า ฉายภาพเหตุการณ์ปี 2519 ว่า หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 นักศึกษาได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เพราะเข้าไปมีความสัมพันธ์กับคนทุกข์ยากหลายรูปแบบ เช่น กรรมกร ผู้ใช้แรงงาน ที่ไม่มีหลักประกันในชีวิต ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงไป “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ของกลุ่มอำนาจเก่า
สุธรรม ระบุ “ตัวแทนของกลุ่มทุนที่เคยได้ประโยชน์และกลุ่มอำนาจ ได้พยายามแบ่งแยกนักศึกษากับนักเรียนอาชีวะที่เคยจับมือกันในเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยใช้หน่วยงานลับจิตวิทยา กอ.รมน. และจัดตั้งเป็นองค์กร โดยนักเรียนอาชีวะกลายเป็นพวกกลุ่มกระทิงแดง พ่อค้า นายทุนที่เสียประโยชน์ไปก็เป็นกลุ่มนวพล และยังมีกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่อ้างสถาบันเป็นเครื่องมือทำร้ายฝ่ายตรงข้าม
“กระบวนการทำลายนักศึกษาล้วนเป็นวิธีการแบบเดียวกับมาทำลายคุณทักษิณ ทักษิณขึ้นมา ได้ไปช่วยคนยากคนจน ชาวนา กรรมกร เหมือนกลุ่มนักศึกษาในอดีต ต่างกันที่ทักษิณเดินในเชิงนโยบาย แต่นักศึกษาเดินในเชิงกิจกรรม กลุ่มคนที่ทำลายนักศึกษาและทักษิณมาจากการรวมศูนย์ของผู้เสียอำนาจ ผู้เคยได้ประโยชน์จากระบอบเก่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการกดขี่คนรากหญ้า พวกนี้เขาถือว่าปล่อยไปไม่ได้เลยจัดการกับทักษิณ
“เวลาต่างกันแต่ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 6 ตุลา 19 กับ 19 กันยา 49 ใกล้เคียงกัน พันธมิตรฯ ก็ไม่ต่างจากกลุ่มกระทิงแดง กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน แล้วถามว่าข้ออ้างการปฏิวัติมีอะไรบ้าง การทุจริตคอร์รัปชัน นักศึกษาก็ถูกโจมตีว่าโกงเงินศูนย์นิสิตฯ ทั้งยังถูกกล่าวหาว่ารับใช้คอมมิวนิสต์ ก็คือรับใช้ต่างชาติ ทักษิณก็ถูกหาว่าไปอี๋อ๋อกับสิงคโปร์ หาว่าขายชาติเหมือนกัน ในเวลาเดียวกันก็หาว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เทียบตนเสมอเจ้า ใหญ่คับฟ้า คับแผ่นดิน เห็นไหมนักศึกษาก็ถูกกล่าวหาใกล้เคียงกัน 36 ปีผ่านไป แทบไม่มีอะไรต่างกันเลย”
สุธรรม ยังย้ำว่า แม้แต่วาทกรรม “ชายชุดดำ” ยังถูกผลิตซ้ำไม่ต่างจากอดีต
“ในเวลานั้นมันมีวาทกรรมทางการเมืองเยอะ 14 ตุลา 16 อ้างว่าเสือพรานเข้ามาทำให้เกิดความรุนแรง แต่เสือพรานก็คือ วิทูร ยะสวัสดิ์ อ้างว่าหักหลังจอมพลถนอม ที่จริงแล้วเสือพรานก็ไม่มี ประชาชนธรรมดาลุกขึ้นสู้ ต่อมา 6 ตุลา อ้างว่ามีญวนอยู่ในธรรมศาสตร์ สะสมอาวุธ ทั้งๆ ที่นักศึกษาหลบไปอยู่ในหลืบแล้วเพื่อไม่เผชิญหน้า แต่พวกมันยังตามไปล้วง พอ 19 ก.ย. มันก็อ้างว่าชายชุดดำ เห็นชัดไหมว่าเป็นวาทกรรมแทบทั้งสิ้น โยนเรื่องไปใส่สิ่งที่ประชาชนมองไม่เห็น แต่ท้ายที่สุดนำมาสู่จุดเดียวกัน คือ การทำลายประชาชน”
ถามว่าอะไรคือเหตุผลทำให้คนที่เคยโดนอำนาจเก่าทำลายยังคงเลือกสนับสนุนอำนาจนี้ในปัจจุบัน? สุธรรม ตอบว่า เมื่อเจอแรงกดดันเรามีศัตรูคนเดียวกัน ก็พุ่งเป้าใส่ศัตรูคนเดียวกัน แต่วันนี้แต่ละคนก็ไปเลือกเส้นทางที่มีความสลับซับซ้อนขึ้น เป็นไปได้ที่ผลประโยชน์ทำให้ลืมอุดมการณ์ในอดีต
“เพื่อนผมกลุ่มหนึ่งก็มีที่เคยช่วยเหลือคนยากคนจน กลับไปอยู่กับฝ่ายอำนาจนิยม ไปอยู่กับเผด็จการทหาร ไปอยู่กับกลุ่มทุนเก่า ซึ่งพวกนี้เคยวิจารณ์กลุ่มพวกนี้ทั้งนั้น แต่ก็มาวิจารณ์ทักษิณว่าเป็นทุนสามานย์”
ถามย้ำว่าแล้วจะล้างอำนาจเก่าอย่างไร? สุธรรม ตอบว่า ประเทศจะค่อยปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ การที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ชนะการเลือกตั้งมาสามารถบริหารประเทศมา 1 ปี จะต้องถ้อยทีถ้อยอาศัย จะหักด้ามพร้าด้วยเข่าไม่ได้ และต้องปล่อยให้กลไกเลือกตั้งเป็นตัวตัดสิน
สุธรรม ยังวิพากษ์ไปยังกลุ่มเสื้อแดงว่า คนเสื้อแดงถือว่าแข็งแรงกว่านักศึกษา ต้องยอมรับว่านักศึกษาเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มารวมกันโดยมีมหาวิทยาลัยเป็นตัวขับเคลื่อน แต่คนเสื้อแดงกลายคนชั้นกลาง ทั้งวัยทำงาน วัยสูงอายุ เป็นกองทัพประชาชน เป็นกองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยที่มีการจัดการและจัดตั้งอย่างครบถ้วน ไม่หลวมเหมือนนักศึกษาที่เรียนจบ 4 ปีแล้วแยกย้ายไปประกอบอาชีพของตัวเอง
หากรัฐบาลเพื่อไทยหรือทักษิณดำเนินการใดที่ผิดเงื่อนไขประชาธิปไตย คนเสื้อแดงพร้อมที่จะก้าวพ้นหรือไม่? สุธรรม แจงว่า นายกฯ ทักษิณ เขาฟังคนส่วนใหญ่ และคนเสื้อแดงก็ฟังคนส่วนใหญ่ ดังนั้นโอกาสที่จะแตกหักกันยาก แต่ถ้าใครก็ตามที่ไม่ยึดเอาประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นสำคัญ คนคนนั้นก็ต้องตกขบวน เพราะอีกฝ่ายจะไม่เอาด้วย ทั้งเสื้อแดงไม่เอาทักษิณ และทักษิณไม่เอาเสื้อแดง







