posttoday
ปัญหา ทางออก อุตสาหกรรมข้าว

ปัญหา ทางออก อุตสาหกรรมข้าว

04 ตุลาคม 2555

แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จะทำให้ “เกษตรกร” มีรายได้ดีขึ้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกร แต่ต้องยอมรับว่า “แรงงาน” ในภาคเกษตรนับวันจะมีจำนวนลดลง สาเหตุสำคัญมาจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจภาคบริการของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงดูดเอาแรงงานจากภาคเกษตรออกไป

แม้ว่าโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” หรือโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จะทำให้ “เกษตรกร” มีรายได้ดีขึ้น ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากเกษตรกร แต่ต้องยอมรับว่า “แรงงาน” ในภาคเกษตรนับวันจะมีจำนวนลดลง สาเหตุสำคัญมาจากภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจภาคบริการของประเทศไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จึงดูดเอาแรงงานจากภาคเกษตรออกไป

จะสังเกตว่าคนหนุ่ม คนสาว ถ้าเลือกได้ไม่มีใครยึดอาชีพทำนาสร้างรายได้เลี้ยงตัวเอง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณที่ชี้ให้เห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องปฏิรูประบบการทำนาของประเทศไทย เพื่อให้ “ข้าว” เป็นอุตสาหกรรมที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก

ในอนาคตการทำนาอาจจะมีการควบเกษตรกรรายย่อยในรูปสหกรณ์ที่ทันสมัย หมายความว่าในหมู่บ้านหมู่บ้านหนึ่งอาจจะมีพื้นที่รวมเป็นหมื่นไร่ แต่มีเกษตรกรรายย่อยจำนวนมากเป็นเจ้าของ การจะเพิ่มศักยภาพในการผลิตทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพได้ จำเป็นต้องรวมพื้นที่นาเป็นแปลงใหญ่ เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ แล้วดึงชาวนาที่เก่งๆ มาดูแล ใช้ความรู้และเทคโนโลยีที่ทันสมัยในจำนวนพื้นที่เท่าเดิม ก็จะสามารถสร้างผลผลิตที่สูงขึ้น มีคุณภาพข้าวที่ดีขึ้น โดยมีต้นทุนต่ำลง แรงงานส่วนเกินที่ทำการเกษตรไม่เก่งก็เข้าไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ สร้างรายได้เพิ่มให้ครอบครัวอีกช่องทางหนึ่ง

การทำเกษตรลักษณะนี้นอกจากจะช่วยให้อุตสาหกรรม “ข้าว” เติบโตอย่างยั่งยืนแล้ว ยังยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไปพร้อมกันด้วย เพราะผลผลิตที่สูงขึ้นช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

ระบบการทำเกษตรลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ที่ไม่ได้เพิ่งเกิดในประเทศไทย แต่ในยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น ได้นำโมเดลนี้มานานใช้นานแล้ว หรือแม้กระทั่งประเทศจีนก็ได้นำระบบสหกรณ์มาใช้ในอุตสาหกรรมเกษตร

“การรวมกลุ่มเกษตรเป็นสหกรณ์ เปรียบเสมือนวันนี้เรามีไม้ไผ่ แต่มีลักษณะเป็นซีกๆ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีที่นาเป็นแปลงใหญ่ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เกษตรกรรายเล็กๆ ต้องรวมกลุ่มแล้วผนึกกำลังกันเดินไปข้างหน้าจึงจะสู้กับคู่แข่งในโลกที่นับวันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ได้”

การผนึกกำลังของเกษตรกรจะช่วยส่งเสริมการเกษตรของไทยให้ดีอย่างไร?

หนึ่ง การปฏิรูปที่ดินสามารถทำได้ง่ายขึ้น

สอง การวางระบบคลองส่งน้ำ ชลประทานในไร่นาทำง่าย

สาม การนำเครื่องจักรกลการเกษตรมาใช้จะมีความคุ้มค่ากว่า

สี่ การเข้าถึงและการใช้เทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

ห้า สามารถบริหารและสร้างอำนาจต่อรองได้ดีขึ้น

แล้วการรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำเกษตรเชิงเดียวเพียงอย่างเดียว แต่สามารถทำเกษตรผสมผสานได้ด้วย ตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ คือ หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา ที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ได้ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในแนวพระราชดำริด้านการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการจัดซื้อที่ดิน 1,253 ไร่ ซึ่งเป็นดินทรายที่เสื่อมสภาพ เพาะปลูกไม่ได้ผล เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นที่ดอน มาจัดรูปที่ดินใหม่ แบ่งเป็นแปลงละ 24 ไร่ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่มีฐานะยากจน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง ให้มีโอกาสได้ประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปกับการเพาะปลูก การดำเนินงานของโครงการจัดเป็นระบบเบ็ดเสร็จครบวงจร เพื่อให้การพัฒนาอาชีพของเกษตรกรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

โครงการนี้จัดทำในรูปแบบ 4 ประสาน ประกอบด้วย ภาครัฐ ได้แก่ อ.พนมสารคาม สถาบันการเงินโดยธนาคารกรุงเทพ ที่ให้การสนับสนุนวงเงินกู้แก่โครงการ และเครือเจริญโภคภัณฑ์ที่นำเทคโนโลยีความรู้ด้านการเกษตรเข้ามาต่อยอดให้เกษตรกร และเกษตรกรบริหารงานภายใต้ระบบสหกรณ์ที่ชาวบ้านช่วยกันดูแล

และวันนี้การทำเกษตรในระบบสหกรณ์ที่หมู่บ้านเกษตรกรรมหนองหว้า ได้ผ่านบทพิสูจน์แล้วว่าโมเดลนี้ได้ผลจริงๆ ไม่ใช่ว่าได้ผลเฉพาะในหน้ากระดาษ แต่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้จริงๆ สร้างความยั่งยืนได้จริงๆ ถ้าชาวนานำโมเดลนี้ไปประยุกต์ใช้โดยมีรัฐบาลเข้าไปดูแล การทำนาของประเทศไทยก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

หรือโครงการเกษตรกรรมทันสมัยที่เครือเจริญโภคภัณฑ์ได้ร่วมกับรัฐบาลจีน โดยใช้โมเดล “สี่ประสาน” (Four In One) ผนึกกำลังความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้อง 4 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล เกษตรกร บริษัทเอกชน และธนาคาร สร้างโครงการไก่ไข่ครบวงจรที่ทันสมัยที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย บนที่ดิน 324 ไร่ ณ หมู่บ้านซีฟานเกอจวง (Xifan Gezhuang) ตำบลยู่โค (Yukou) เขตผิงกู่ นครปักกิ่ง มีเกษตรกรจีนได้รับประโยชน์จากการดำเนินโครงการนี้ถึง 1,900 ครอบครัว หรือประมาณ 6,000 คน ตรงนี้ก็บริหารด้วยระบบสหกรณ์เช่นกัน

ในประเทศที่มีที่นาแปลงเล็กต้องทำเป็นระบบสหกรณ์

สหกรณ์อีกรูปแบบที่น่าจะเป็นโมเดลที่ดีของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว คือ สหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยในจังหวัดต่างๆ ที่ปัจจุบันมีการรวมตัวกันอย่างเข้มแข็ง จนสามารถผลักดันให้ไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยบราซิลผู้ผลิตรายใหญ่เป็นผู้ส่งออก รายใหญ่ที่สุดของโลก

โมเดลระบบสหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อย เป็นการรวมตัวของคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าของโรงงาน เกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่ดิน 400500 ไร่ เกษตรรายย่อยเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน โดยโรงงานจะเป็นเสมือนดาวฤกษ์ ชาวไร่อ้อยเป็นดาวนพเคราะห์ที่อยู่รายรอบ ผลประโยชน์ถูกแบ่งอย่างลงตัว ทำให้สหกรณ์การเกษตรชาวไร่อ้อยอยู่ได้อย่างมั่นคง ซึ่งหากนำระบบนี้มาใช้ อุตสาหกรรมข้าวจะสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว ประเทศไทยก็จะไม่สูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

โครงการรับจำนำข้าวถือเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นที่เห็นผลเร็ว เป็นบทบาทเพียงด้านเดียวของรัฐบาล ยังมีเรื่องอื่นที่ภาครัฐต้องเข้ามาพัฒนาอีกหลายด้าน เพื่อให้ข้าวไทยเป็นที่รู้จักในตลาดโลก ทั้งเรื่องการตลาด การสร้างแบรนด์ให้กับข้าวไทย การจัดโซนนิงการเพาะปลูก การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว ที่รัฐบาลสามารถทำทุกอย่างควบคู่กันไปได้ เพราะต้องยอมรับว่าการพัฒนาการเกษตรทำยาก แค่ปรับปรุงพันธุ์ก็ใช้เวลาเป็น 10 ปี ดังนั้นการจะทำให้อุตสาหกรรมข้าวอยู่ได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรมั่งคั่ง ต้องมีการวางแผนระยะกลางและระยะยาวไปพร้อมๆ กันด้วย

การปฏิรูปการเกษตรทุกนโยบาย ทุกยุทธศาสตร์ ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปีขึ้นไป ฉะนั้นต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีในอีก 10 ปีข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท