
สกุลเงินของอาเซียน
ไปที่ไหนก็ได้ยินคนพูดเรื่องเออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คำถามที่ได้ยินบ่อยๆ คือ ธุรกิจของคุณพร้อมหรือยัง มีการเตรียมการอะไรบ้าง มีแผนรองรับการเข้ามาของคู่แข่งจากต่างประเทศอย่างไร ตลอดจนมีแผนขยายธุรกิจเข้าไปในอาเซียนหรือไม่ ประเทศใดบ้าง
ไปที่ไหนก็ได้ยินคนพูดเรื่องเออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คำถามที่ได้ยินบ่อยๆ คือ ธุรกิจของคุณพร้อมหรือยัง มีการเตรียมการอะไรบ้าง มีแผนรองรับการเข้ามาของคู่แข่งจากต่างประเทศอย่างไร ตลอดจนมีแผนขยายธุรกิจเข้าไปในอาเซียนหรือไม่ ประเทศใดบ้าง
สำหรับตัวผม ในฐานะที่มีประวัติเป็นนายธนาคาร ก็จะมีคนขอความคิดเห็นว่า เออีซีควรจะมีสกุลเงินร่วมกันหรือไม่ และจะเริ่มได้เมื่อไร
ทุกครั้งผมจะตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ไม่ควรเป็นอันขาด และยิ่งมีตัวอย่างปัญหาที่เกิดกับยุโรปแล้ว โอกาสที่จะเกิดในรูปแบบที่วาดภาพกันไว้ยิ่งเป็นไปไม่ได้เลย
ถึงกระนั้น ผมก็ยังเห็นสื่อมวลชนและนักวิชาการออกมาให้ข่าวและแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญ คือ ต้องการลดการพึ่งพาเงินเหรียญสหรัฐในการค้าและการลงทุนภายในภูมิภาค
แต่ในขณะเดียวกัน คนเหล่านี้ก็ยอมรับว่า การจะเดินหน้าในเรื่องการใช้สกุลเงินร่วมกันคงยังทำไม่ได้ ต้องรอให้การแก้ปัญหาในยุโรปเสร็จสิ้นลงเสียก่อน
ผมเขียนเรื่องนี้เพราะอยากชี้ให้เห็นจุดอ่อนที่สำคัญของแนวคิดข้างต้น ดังนี้
ประการแรก คนส่วนใหญ่เชื่อว่า เมื่อเราค้าขายกับประเทศไหน ก็ควรใช้สกุลเงินของประเทศนั้น เช่น กับญี่ปุ่นก็ใช้เงินเยน กับจีนก็ใช้เงินหยวน เพราะน่าจะทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการค้าขายเป็นเงินเหรียญสหรัฐ
และเมื่อเรามีสกุลเงินของอาเซียน เงินสกุลนี้ก็จะใหญ่และสำคัญ สามารถใช้เป็นสื่อกลางในการค้าได้เช่นกัน
ผมต้องขอยืนยันว่า มีความเข้าใจกันผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย
ในความเป็นจริง ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศในโลกนี้ไม่ได้มีลักษณะเป็นตาข่ายที่โยงใยกันไปมาเต็มไปหมด แต่มีลักษณะเหมือนล้อรถจักรยานที่มีเงินเหรียญสหรัฐเป็นแกน หรือเป็นสกุลหลักในการซื้อขาย ที่เหลือทั้งหมดเป็นเพียงซี่ล้อหรือสกุลรองเท่านั้น
ถึงเราจะสั่งซื้อสินค้าจากญี่ปุ่นเป็นเงินเยน แต่เมื่อเราชำระเงินผ่านธนาคาร ในทางปฏิบัติ ธนาคารก็จะนำเงินบาทของเราแปลงเป็นเงินเหรียญสหรัฐเสียก่อน เสร็จแล้วจึงนำเงินเหรียญสหรัฐแปลงเป็นเงินเยนอีกทีหนึ่ง เพื่อชำระให้กับผู้ส่งออกสินค้าในญี่ปุ่น
ทั้งหมดนี้ธนาคารทำไปโดยที่ผู้ชำระเงินต้นทางและผู้รับเงินปลายทางอาจจะไม่ทราบ แต่หากสังเกตให้ดีจะพบว่า ส่วนต่างของราคาซื้อขายระหว่างเงินบาทกับเงินเยนจะมากกว่าระหว่างเงินบาทกับเงินเหรียญสหรัฐ หรืออีกนัยหนึ่ง แทนที่ต้นทุนจะต่ำลง ก็กลับสูงขึ้น หรือแทนที่ประสิทธิภาพจะสูงขึ้น ก็กลับต่ำลง นั่นเอง
ผมถูกเชิญไปสอนนักศึกษาปริญญาโทบริหารธุรกิจเป็นครั้งคราว ผมชอบเปรียบเทียบตลาดแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศกับเครือข่ายการบินในประเทศ ในกรณีนี้เงินเหรียญสหรัฐจะเปรียบเสมือนกรุงเทพฯ ในขณะที่เงินเยนอาจจะเป็นเชียงใหม่ และเงินบาทอาจจะเป็นอุบลราชธานี ระยะทางที่สั้นที่สุดระหว่างอุบลราชธานีกับเชียงใหม่คือบินตรง แต่เส้นทางที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ อุบลราชธานีกรุงเทพฯ และกรุงเทพฯเชียงใหม่
คนที่อยากบินจากอุบลราชธานีไปเชียงใหม่โดยไม่ผ่านกรุงเทพฯ อาจต้องไปแบบเช่าเหมาลำ หรือผลักดันให้มีสายการบินมาเปิดบริการเส้นทางนี้ แต่เส้นทางนี้ก็จะมีผู้โดยสารน้อย จำนวนเที่ยวบินน้อย ซึ่งก็จะทำให้การเดินทางไม่สะดวก และในที่สุดกิจการก็จะอยู่ไม่รอด
อีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบยกเป็นประจำ คือ เรื่องภาษาต่างประเทศ หากจะเดินทางไปประเทศไหน เราต้องเรียนรู้ภาษาของประเทศนั้นเสียก่อน ชาตินี้ทั้งชาติเราคงไปได้ไม่กี่ประเทศ โชคดีที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกยอมรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลาง ทำให้เราไปได้ทั่วโลกโดยเรียนรู้ภาษาอังกฤษเพิ่มอีกเพียงภาษาเดียว
ในอดีตบางประเทศรังเกียจภาษาอังกฤษ และพยายามผลักดันภาษาของตนขึ้นมาแข่ง เช่น ฝรั่งเศส สเปน ญี่ปุ่น และจีน แต่ปัจจุบันก็เลิกล้มความพยายามไปหมดแล้ว
ตลาดแลกเปลี่ยนก็เช่นเดียวกันครับ เมื่อชาวโลกบังเอิญมีเงินเหรียญสหรัฐเป็นสกุลหลักในการซื้อขายแล้ว และตลาดมีประสิทธิภาพค่อนข้างสูงอยู่แล้ว การจะสร้างเงินสกุลใหม่ขึ้นมาแข่งจึงไม่ใช่เรื่องง่ายและถึงทำสำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่าตลาดจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือต้นทุนจะต่ำลง
ประการต่อมา การรอให้การแก้ปัญหาในยุโรปสำเร็จลุล่วงลงอย่างราบรื่นเป็นความหวังที่ลมๆ แล้งๆ ครับ และถึงเงินยูโรจะยังคงอยู่รอดต่อไป ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนควรใช้สกุลเงินร่วมกัน เพราะสิบประเทศของอาเซียนมีระดับการพัฒนาและความสามารถในการแข่งขันแตกต่างกันมาก
ประเทศไทยอาจจะไม่ถึงกับเสียเปรียบ เพราะเราอยู่กลางๆ ระหว่างประเทศที่นำหน้าเราไปมากๆ คือ สิงคโปร์ กับกลุ่มที่ตามหลังเรามากๆ คือ พม่า ลาว และกัมพูชา แต่การที่ระดับรายได้ต่อหัวระหว่างประเทศชั้นนำกับประเทศล้าหลังต่างกันหลายสิบหรือนับร้อยเท่า จะทำให้ยากที่จะใช้เงินสกุลเดียวกันอย่างราบรื่น
หากดูยูโรโซนเป็นตัวอย่าง จะเห็นว่าความแตกต่างระหว่างประเทศชั้นนำกับประเทศล้าหลังมีน้อยกว่าเรามาก แต่ผ่านไปเพียงสิบปี ช่องว่างในเรื่องความสามารถในการแข่งขันก็ถ่างออกจนอยู่ด้วยกันในรูปแบบเดิมไม่ได้
ผมอยากให้รัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยเลิกเพ้อฝันเรื่องการใช้สกุลเงินร่วมกันในอาเซียนได้แล้ว อยากให้ดูประเทศอังกฤษเมื่อสิบกว่าปีก่อนเป็นตัวอย่าง ถึงจะไม่อยู่ในฐานะเสียเปรียบมากนัก แต่เมื่อเห็นหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยขวากหนาม อังกฤษก็ปฏิเสธหัวเด็ดตีนขาดไม่ยอมใช้เงินยูโรแทนเงินปอนด์ ไม่ว่าจะถูกฝรั่งเศสกับเยอรมนีอ้อนวอน ขอร้อง หรือขู่เข็ญอย่างไร
ผมขอลา 4 สัปดาห์สำหรับเดินทางไปต่างประเทศ และจะกลับมาพบกับท่านผู้อ่านครั้งต่อไปในฉบับวันพฤหัสบดีที่ 8 พ.ย. 2555







