
เยอรมันนีหมดแรงต้าน วิกฤตหนี้ส่งสัญญาณเอาไม่อยู่
เข็นไม่ขึ้นเกือบถาวรแน่แล้วกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป เห็นได้จากรายงานของสำนักงานสถิติยุโรป
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เข็นไม่ขึ้นเกือบถาวรแน่แล้วกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป เห็นได้จากรายงานของสำนักงานสถิติยุโรป (ยูโรสแตท) ที่ระบุว่าตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของภูมิภาคยุโรปประจำเดือน ก.ย. หดตัวอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ติดต่อกัน ขณะที่ยอดคนยุโรปตกงานยังรักษาสถิติในระดับสูงที่ 11.4% ไม่เปลี่ยนแปลง
เรียกได้ว่า แม้ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ภายใต้การนำของประธานผู้ช่ำชองงานด้านเศรษฐศาสตร์อย่างมาริโอ ดรากี จะเหนี่ยวไกลั่นกระสุนเงิน ด้วยการประกาศใช้โครงการทุ่มซื้อพันธบัตรของรัฐบาลประเทศที่ประสบปัญหา (โอเอ็มที) แบบไม่จำกัด แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่อาจสยบความตื่นกลัวของตลาดและฟื้นความเชื่อมั่นจากทั่วโลกได้อย่างเต็มที่
ผลที่ได้ทำให้สเปนกำลังเดินหน้าเข้าสู่การร้องขอเงินช่วยเหลือจากสหภาพยุโรป (อียู) ตามรอยเพื่อนสมาชิกยูโรโซนอย่างกรีซและโปรตุเกสชัดเจนมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันก็คือ ความหวาดกลัวต่อวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรป ณ เวลานี้ ไม่ได้มาจากปัญหาเดิมๆ ที่ขาดความชัดเจนอีกต่อไป แต่เป็นชนวนปัญหาใหม่ที่ส่งผลต่อวิกฤตหนี้สาธารณะค่อนข้างแรงและเอาเรื่องไม่น้อย
เนื่องจากปัญหาคราวนี้มาจาก เยอรมนี เสาหลักที่คอยขับเคลื่อนและฉุดกระชากภูมิภาคยุโรป โดยเฉพาะในกลุ่ม 17 ชาติสมาชิกผู้ใช้เงินสกุลยูโร
เพราะเยอรมนีมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและแกร่งที่สุดของภูมิภาค ที่แทบทุกฝ่ายยอมรับ
เพราะเยอรมนีคือหัวเรี่ยวหัวแรงในการผลักดัน แก้ไข หรือปฏิรูประเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่แทบทุกฝ่ายน้อมรับฟัง
และเพราะเยอรมนีเป็นสปอนเซอร์ หรือผู้สนับสนุนรายใหญ่ในโครงการเงินช่วยเหลือต่างๆ ไล่เรียงตั้งแต่กองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) ยันกองทุนกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (อีเอสเอ็ม) ที่แทบทุกฝ่ายต้องพึ่งพา
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ต่างยอมรับว่า แนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะของอียูและอีซีบี ที่ผ่านมาลุล่วงมาได้นั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความร่วมมือและแรงสนับสนุนจากเยอรมนี ที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกพอจะวางใจได้บ้างว่าวิกฤตหนี้ยุโรปมีหวังบรรเทา
ทว่า เหตุการณ์ ความเคลื่อนไหว และเสียงสะท้อนจากเยอรมนีในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมากลับทำให้ผู้ที่ติดตามข่าวคราวความเคลื่อนไหวของยุโรป อดหนาวๆ ร้อนๆ ไม่ได้
เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นกำลังบ่งชี้อย่างชัดเจนว่า เยอรมนีเริ่มไม่สามารถและอาจเริ่มถอดใจที่จะล่มหัวจมท้ายแก้ปัญหาของยุโรปในขณะนี้
เริ่มต้นด้วยรายงานผลสำรวจทางเศรษฐกิจของมาร์กิต เมื่อต้นสัปดาห์ที่ระบุชัดว่า ภาคอุตสาหกรรมของเยอรมนี ซึ่งเป็นหัวใจทางเศรษฐกิจของเมืองเบียร์ยังคงหดตัว โดยแม้ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ในเดือน ก.ย.จะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 44.7 มาอยู่ที่ 47.4 แต่ยอดสั่งซื้อสินค้าใหม่ของเยอรมนีกลับลดต่ำลงถึง 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า
ด้านผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจของสถาบันไอเอฟโอแห่งเยอรมนีระบุชัดว่า ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีปรับลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 ติดต่อกัน จาก 102.3 จุดในเดือน ส.ค. มาอยู่ที่ 101.4 จุดในเดือน ก.ย. แถมยังต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้า
พูดให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีของประเทศจะเป็นชนวนให้ประชาชนภายในเยอรมนีเริ่มลังเลที่จะสนับสนุนรัฐบาลให้นำเงินภาษีช่วยเหลือประเทศสมาชิกอื่นๆ ที่ประสบปัญหา เห็นได้จากผลสำรวจล่าสุดของเอ็มนิด โพลที่ระบุว่า ประชาชนชาวเยอรมันมากกว่าครึ่ง 51% คิดตรงกันว่า เยอรมนีสมควรออกจากการเป็นสมาชิกกลุ่มยูโรโซน เพราะเห็นว่าน่าจะทำให้สถานการณ์ของประเทศโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมดีขึ้น
ทั้งนี้ ความไม่พึงพอใจของประชาชนในประเทศที่เริ่มสั่งสมมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ส่งผลสะเทือนต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยเฉพาะกับรัฐสภาของเยอรมนี ที่เริ่มแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดแล้วว่า ไม่ต้องการพิจารณาอนุมัติเงินช่วยเหลือให้กับชาติสมาชิกใดๆ ในขณะนี้
ขณะเดียวกัน ท่าทีของรัฐบาล ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ขณะนี้ยังอาจถือว่าชัดเจนที่สุด สำหรับอาการเหนื่อยใจของเยอรมนี
หลักฐานยืนยันชัดเจนที่สุดก็คือ ปฏิกิริยาตอบรับของวูล์ฟกัง ชูเบิล รัฐมนตรีคลังเยอรมนี ที่ออกมาสนับสนุนท่าทีรัฐบาลมาเรียโน ราฮอย ของสเปนที่ยังยืนกรานว่าสเปนจะไม่ขอเงินช่วยเหลือ ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้รู้ว่า เยอรมนีต้องการชะลอการขอเงินช่วยเหลือของสเปนออกไปก่อน หลังจากที่เพิ่งจะอนุมัติเงินช่วยเหลือธนาคารสเปนไปถึง 1 แสนล้านยูโร ไปแล้วก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ แหล่งข่าววงในจากรัฐบาลยังเปิดเผยผ่านรอยเตอร์สระบุว่า นายกรัฐมนตรีแห่งเยอรมนีโดยส่วนตัวยังต้องการหลีกเลี่ยงการให้ความช่วยเหลือบรรดาชาติสมาชิกใดๆ ในปัจจุบัน เนื่องจากไม่ต้องการเสี่ยงแตกแยกกับพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ ซึ่งอยู่ในอาการกระอักกระอ่วนที่จะสนับสนุนรัฐบาลนายกรัฐมนตรีแมร์เกิล แล้วเสี่ยงต่อคะแนนนิยมของตนเองในหมู่ประชาชน ในห้วงเวลาอีก 1 ปีก่อนจะถึงการเลือกตั้งใหญ่ในปี 2556
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เพียงแต่กรณีของสเปนเท่านั้น นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งเห็นตรงกันว่า ในอนาคตอันใกล้นี้รัฐสภาเยอรมนีมีแววต้องประชุมหารือ และร่วมลงเสียงอนุมัติเงินช่วยเหลือให้กับโปรตุเกส กรีซ และไซปรัส เพิ่มเติมไล่เรียงกันแบบติดๆ
เรียกได้ว่า โหวตแล้ว โหวตเล่า ซ้ำซากไม่จบสิ้น
แฟรงก์ เชฟเลอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคร่วมรัฐบาลเยอรมนีกล่าวอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่ต้องการนำเรื่องดังกล่าวเข้าสภาแบบอาทิตย์เว้นอาทิตย์ เพราะนอกจากจะเสี่ยงสร้างความไม่พอใจในหมู่ประชาชนได้ไม่ยากแล้ว ยังเสี่ยงขายหน้าได้ง่าย เนื่องจากนายกรัฐมนตรีแมร์เกิล อาจไม่สามารถเรียกเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในสภาได้
กลายเป็นการแสดงความแตกแยก สั่นคลอนความเชื่อมั่นของตลาดที่มีต่อภูมิภาคยุโรปหนักยิ่งขึ้นไปอีกขั้น
ส่วนอีกสัญญาณล่าสุดที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศเมืองเบียร์เหนื่อยและถอดใจกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปแบบสุดๆ แล้ว คือ ความเห็นจากแหล่งข่าวในรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งแง้มผ่านเอเอฟพีว่า โครงการช่วยเหลือต่างๆ ของยุโรปนี้มีไว้เพื่อป้องกันการล้มละลายเท่านั้น ไม่ใช่ใช้เพื่อเป็นตัวช่วยลดระดับอัตราดอกเบี้ยให้เท่ากันทุกประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนหนึ่งมองว่า แม้เยอรมนีจะพยายามหลีกเลี่ยง หรือชะลอการช่วยเหลือมากแค่ไหน แต่สุดท้ายเยอรมนีก็ไม่อาจหนีพ้นชะตากรรมที่จะต้องรับบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลืออยู่ดี
หรือจนกว่าที่เยอรมนีจะตัดใจ และประกาศออกจากกลุ่มยูโรโซนอย่างจริงจังเสียเอง







