
ข้าราชการกับชีวิตหลังเกษียณ
วันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี นอกจากเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณใหม่แล้ว ยังเป็นวันที่ข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปี เกษียณอายุราชการ หรือราชการให้พักผ่อนหลังจากทำงานให้ราชการมานาน โดยมีเงินบำเหน็จบำนาญตอบแทนเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตหลังเกษียณ ขณะเดียวกันก็เป็นวันที่ข้าราชการอีกหลายคนเริ่มทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ตามยศชั้นและตำแหน่งใหม่
วันที่ 1 ต.ค.ของทุกปี นอกจากเป็นวันเริ่มต้นของปีงบประมาณใหม่แล้ว ยังเป็นวันที่ข้าราชการที่มีอายุครบ 60 ปี เกษียณอายุราชการ หรือราชการให้พักผ่อนหลังจากทำงานให้ราชการมานาน โดยมีเงินบำเหน็จบำนาญตอบแทนเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันให้กับชีวิตหลังเกษียณ ขณะเดียวกันก็เป็นวันที่ข้าราชการอีกหลายคนเริ่มทำงานในหน้าที่ความรับผิดชอบใหม่ตามยศชั้นและตำแหน่งใหม่
คนที่อายุ 60 ปีแล้ว เขาเรียกว่า “คนแก่” ทั้งที่หลายคนไม่มีเค้าของความแก่เลยทั้งกายและใจ หากสังเกตให้ดี เราจะเห็นข้าราชการที่เกษียณอายุแล้วมีหลายรูปแบบ บางคนมีชีวิตหลังเกษียณห่อเหี่ยว บางคนดูเป็นหนุ่มสาวขึ้นกว่าสมัยที่ยังรับราชการ เป็นต้น
ผมขอยกโคลงสี่สุภาพชื่อ “แก่ 3 ประเภท” โดยมรรยาทแล้วผมต้องระบุชื่อผู้แต่งเพื่อให้เกียรติ แต่ต้องกราบขอประทานโทษจริงๆ ที่จำไม่ได้ว่าผู้ใดเป็นคนแต่งโคลงนี้ อย่างไรก็ดี ขออนุญาตท่านผู้แต่งไว้ ณ ที่นี้ เพื่อนำมาเผยแพร่ต่อและเป็นอุทาหรณ์สำหรับผู้ที่เกษียณอายุ หรือเตรียมที่จะเกษียณในปีต่อๆ ไป ว่าจะเลือกว่าเป็นคนแก่ประเภทไหน
แก่หนึ่งแล้วหมดสิ้น วาสนา
กลัวไม่มีคนมา กราบไหว้
กลัวคนไม่เข้าหา เหมือนก่อน
บ่งบอกใบหน้าไร้ สุขสิ้น กลัดหนอง
แก่สองได้ปลดเปลื้อง การงาน
เกษียณเสร็จใบหน้าบาน เบิ่งฟ้า
ไม่ต้องนั่งรอรำคาญ คอยครับ กระผมแฮ
ชีวิตช่วงปลายเจิดจ้าแจ่มแจ้ง งดงาม
แก่สามกลัวพ่ายแพ้ สังขาร
ผมหงอกเนื้อหนังยาน หย่อนล้า
กลัวเหล่าลูกเหลนหลาน หลบเลี่ยง
ใครจะเรียกลุงป้าอย่ากลุ้ม ใจเลย
โคลงนี้มีความหมายชัดเจนในตัวโดยไม่ต้องอธิบายอีก และเราคงได้เห็นข้าราชการหลังเกษียณที่เป็นคนแก่หรือผู้อาวุโสทั้ง 3 ประเภท คนแก่ประเภทสองดูจะมีความสุขมากที่สุดหลังเกษียณ ส่วนคนแก่ประเภทแรกนั้นมีทุกข์มากที่สุด เพราะยังหลงละเมอกับอดีต หากปรับตัวไม่ได้อาจตายเร็ว คนแก่ประเภทนี้จึงไปแสวงหาตำแหน่งทางอื่นเพื่อรักษาสถานะของตนเองไว้ บางคนผันตัวไปเองสู่วงการเมือง
ส่วนคนแก่ประเภทสามนั้นมีจำนวนไม่น้อยที่เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการรักษาสุขภาพ พักผ่อนเพียงพอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ติดตามข่าวสารบ้านเมืองพอสมควร เพื่อไม่ให้เป็นโรคอัลไซเมอร์ พบปะกินข้าวกับเพื่อนสนิทเป็นครั้งคราว ฯลฯ เมื่อสุขภาพกายและจิตดี หน้าตาก็สดใส เป็นวิธีชะลอความแก่ได้อย่างดี
นี่คือสัจธรรมของชีวิต ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องของการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ข้าราชการเกษียณเวลานี้ท่านมาถึงขั้นแก่แล้ว เพราะฉะนั้นทำอย่างไรจึงจะแก่อย่างมีมาด แก่ดูดี แก่เป็นที่เคารพนับถือของคนที่พบเห็น เป็นที่นับถือของลูกหลานและคนแวดล้อม คนที่พบเห็นต่างชื่นชมว่าเป็นคนแก่ที่น่ารัก เพราะทำตามคำเสนอแนะของท่านที่เขียนโคลงสี่สุภาพนี้
ยามแก่มีมาดให้ ต้องตา
ยามแก่มีวาจา เสนาะก้อง
ยามแก่จิตกรุณา ไป่โกรธ
ยามแก่ใครใกล้ต้อง ซาบซึ้งเสน่หา
เมื่อเลี่ยงที่จะเป็นคนแก่ไม่ได้ เราก็ต้องเดินเข้าหาความแก่ ความชรา และเป็นคนแก่อย่างสง่าผ่าเผย มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และเป็นที่เคารพรักของคนทั่วไป
การเป็นข้าราชการหลังเกษียณต้องมีการเตรียมตัว ไม่ใช่แค่การเตรียมตัวตามโครงการของสำนักงาน ก.พ.เท่านั้น แต่ต้องเตรียมตัวสำหรับตัวเองว่าจะเลือกเป็นคนแก่ประเภทไหน สำคัญกว่านั้นคือ การเป็นคนแก่หรือข้าราชการเกษียณที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี อยู่ในสังคมอย่างสง่าผ่าเผย เพราะท่านยังต้องอยู่ในสังคมอีกหลายปี หรือหลายสิบปีก่อนเสียชีวิต หากช่วงรับราชการท่านเข้าสู่ตำแหน่งสูงขึ้นด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม โดยการซื้อตำแหน่ง วิ่งเข้าหากราบกรานนักการเมือง สัญญาว่าจะทำตามที่นักการเมืองสั่ง ยอมตนอยู่ภายใต้อุ้งเท้าของนักการเมือง โดยไม่คำนึงถึงความถูกความผิด หมดสิ้นเรื่องคุณธรรม จริยธรรม ศีลธรรม ความซื่อสัตย์ และความซื่อตรง คนเหล่านี้จะมีชีวิตหลังเกษียณอย่างไร้ศักดิ์ศรี ไร้เกียรติ ไปทางไหนก็มีแต่คนดูถูก ดูหมิ่น เหยียดหยาม มีแต่เสียงซุบซิบนินทา เสียงสาปแช่งตามหลัง
ไม่คุ้มเลยสำหรับการอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจเพียงไม่กี่ปีก่อนเกษียณ แต่ต้องอยู่ในสังคมหลังเกษียณอย่างไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี ท่ามกลางการดูหมิ่นเหยียดหยาม เกลียดชัง การนินทาว่าร้าย ฯลฯ อีกหลายสิบปีกว่าจะตาย
ข้าราชการที่ยังรับราชการอยู่ ไม่ว่าจะเหลือเวลาอีกกี่ปีก่อนเกษียณ ต้องเตรียมตัวเตรียมใจเกษียณอย่างเนิ่นๆ ด้วยการเป็นข้าราชการที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยยึดมั่นปฏิบัติตามพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระราชทานเนื่องในวันข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2549 ที่ว่า
“ข้าราชการพลเรือน ผู้ปฏิบัติบริหารราชการของแผ่นดิน จะต้องมุ่งปฏิบัติภาระทั้งปวงด้วยความอุตสาหะ เพ่งพินิจ ใช้ความรู้ ความคิด ความเฉลียวฉลาด และความรู้ผิดชอบชั่วดี เป็นเครื่องวิจัย วิจารณ์ ปรับปรุงตัว ปรับปรุงงานให้มีประสิทธิภาพเสมอ งานที่ทำจึงจะสำเร็จผลสมบูรณ์ และก่อเกิดประโยชน์ที่พึงประสงค์ เป็นความเจริญมั่นคงแก่ตน แก่งาน แก่ส่วนรวม พร้อมทุกส่วน”
ถ้าข้าราชการทุกคนทำได้อย่างนี้ ท่านจะมีชีวิตหลังเกษียณที่มีความสุข







