
ปีนี้น้ำจะท่วมไหมหนอ?
เพราะปัญหาโลกร้อนประกอบกับความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงจนเป็น “มหาอุทกภัย”
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
เพราะปัญหาโลกร้อนประกอบกับความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมรุนแรงจนเป็น “มหาอุทกภัย” ครั้งร้ายแรงเมื่อปีที่แล้ว และเป็น “ฝันร้าย” ของคนไทยอย่างกว้างขวาง จนเกิดคำถามกันมาโดยต่อเนื่องว่าปีนี้น้ำจะท่วมไหมหนอ? หรือปีนี้น้ำจะท่วมอย่างปีที่แล้วไหมหนอ?
หลายคนที่เพิ่งซ่อมบ้านเสร็จและหวั่นๆ ว่าจะเจออีกไหมหนอ หลายคนที่ขนของหนีน้ำขึ้นไปไว้บนชั้นสองเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ยังรอดูท่าทีไม่ยอมขนของลงมา เพราะไม่อยากเหน็ดเหนื่อยซ้ำอีก
ขณะนี้ล่วงเข้าต้นเดือน ต.ค.แล้ว คำตอบคงชัดเจนแล้วว่าหลายท้องที่น้ำท่วมแน่ แต่โดยทั่วไปจะไม่รุนแรงเท่าปีที่แล้ว โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ดังจะเห็นได้จากภาพน้ำท่วมที่ตัวเมืองสุโขทัย และหลายอำเภอใน จ.พิษณุโลก ตลอดจนหลายอำเภอใน จ.ปราจีนบุรี และแม้แต่ภูเก็ตน้ำก็ท่วม
ชัดเจนว่าสาเหตุหลักของน้ำท่วมปีนี้มาจากน้ำฝน ซึ่งเพราะปัญหาโลกร้อนทำให้น้ำระเหยก่อตัวเป็นเมฆมาก เมื่อตกลงมาก็มักตกแรงลงบนอาณาบริเวณหนึ่ง ขณะบางอาณาบริเวณกลับแห้งแล้ง ที่ไหนเจอฝนตกแรง ตกนานก็มักหนีไม่พ้นน้ำท่วม เพราะป่าที่ทำหน้าที่ดูดซับหรือชะลอน้ำไว้ถูกทำลายไปมาก ขณะที่ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ เช่น คู คลอง หนอง บึง ส่วนใหญ่ตื้นเขินและหดแคบลง โดยไม่มีการขุดลอก หรือขุดลอกน้อย รวมทั้งถูกบ้านเรือนรุกล้ำเข้าไปทั้งสองฟากฝั่ง นอกจากนั้นยังมีสิ่งก่อสร้างกีดขวางทางน้ำ ที่สำคัญคือ ถนน อาคารบ้านเรือน รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมจำนวนมากซึ่งไปตั้งอยู่บนทางน้ำผ่าน
สำหรับกรุงเทพฯ นอกจากอยู่ในที่ราบลุ่มที่เป็นทางผ่านของแม่น้ำหลายสายแล้ว ยังอยู่ใกล้ปากอ่าว ทำให้ต้องรับน้ำถึงสามน้ำ คือ น้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุน
ในส่วนของน้ำเหนือ ปีนี้น่าจะเบาใจได้ เพราะปริมาณน้ำทั้งหมดทางตอนเหนือของกรุงเทพฯ น้ำน้อยกว่าปีที่แล้วมาก หลายเขื่อนน้ำน้อยจนน่าห่วงว่าจะเกิดปัญหาภัยแล้งในช่วงฤดูร้อนที่จะมาถึง ดร.รอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารนิเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำคนหนึ่ง ถึงกับบอกไว้เมื่อกลางเดือน ก.ย. ว่า ถ้าจะให้มีน้ำเหนือเท่าปีที่แล้ว จะต้องมีพายุเข้ามาตอนบนของประเทศอีกถึง 17-18 ลูก ซึ่งไม่มีทางที่จะเกิดขึ้นได้
ปัญหาน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ขณะนี้กลับเป็นปัญหาของน้ำฝนซึ่งกรุงเทพฯ เคยแก้ไขอย่างได้ผล เริ่มตั้งแต่สมัย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วิธีการ คือ 1) การขุดลอกท่อระบายน้ำให้น้ำฝนระบายลงคูคลองต่างๆ ให้เร็วที่สุด 2) การพร่องน้ำในคลองต่างๆ ให้สามารถรับน้ำฝนจากท่อระบายให้ได้มากที่สุด 3) การสูบน้ำออกจากคลองลงแม่น้ำเจ้าพระยา กรณีที่ระดับน้ำในคลองต่ำกว่าหรือเสมอกับระดับน้ำในแม่น้ำ
ต่อมายังมีการสร้างระบบระบายน้ำให้เร็วขึ้นเพิ่มเติมโดยสร้างอุโมงค์ยักษ์ ซึ่งต้องลงทุนสูง แต่ก็จำเป็นเพราะถ้าขุดคลองเพิ่มขึ้นก็จะต้องเวนคืนที่ดินมากมาย
แต่ช่วงนี้กรุงเทพฯ ต้องเผชิญปัญหาน้ำท่วมเป็นอาณาบริเวณกว้างบ้างไม่กว้าง บ้าง สาเหตุหลักเพราะฝนตกหนัก เกินกำลังของท่อระบายน้ำจะระบายได้ทัน ทำให้รถติดกันนานนับชั่วโมงหรือหลายๆ ชั่วโมง
เหตุการณ์น้ำท่วมในลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นในสมัย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นโลกยังไม่เกิดภาวะโลกร้อน ฝนตกไม่หนักขนาดทุกวันนี้ แต่ตกติดต่อกันยาวนานจนเกินกำลังที่จะระบายได้ทัน ครั้งนั้น พล.ต.จำลอง พยายามออกมาอธิบายเพื่อขอความเห็นใจว่า เพราะฝนตกมากและยาวนานอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยเรียกว่า “ฝนพันปี” เป็นนัยว่าฝนตกขนาดนั้น พันปีจึงจะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง คนกรุงเทพฯ ซึ่งเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมหนักหนาสาหัส ฟังแล้วแทนที่จะเห็นใจ กลับโกรธว่า พล.ต.จำลอง “มั่ว” ตัวเลขเพื่อแก้ตัว เพราะเมืองไทยเพิ่งเก็บสถิติปริมาณน้ำฝนมาแค่ราวร้อยปีเท่านั้น จะย้อนสถิติไปพันปีได้อย่างไร
คงเพราะเข็ดขยาดกับสำนวน “ฝนพันปี” ปีนี้ผู้บริหาร กทม. จึงออกมาชี้แจงว่า ฝนที่ตกหนักจนทำให้น้ำท่วมขังจนรถติดกันเป็นแพอยู่หลายชั่วโมง เป็นฝนที่ทำลายสถิติในรอบ “50 ปี” พร้อมอธิบายว่าท่อระบายน้ำของกรุงเทพฯ มีขนาดเล็ก สามารถระบายน้ำฝนที่ตกลงมาได้ไม่เกิน 50-60 มม. ต่อชั่วโมงเท่านั้น ซ้ำบางแห่งยังมีปัญหาแผ่นดินทรุด ทำให้ท่อระบายน้ำที่แคบอยู่แล้วมีสภาพคดโค้ง “เหมือนท้องพญานาค” น้ำจึงยิ่งระบายได้ช้า ขณะที่ฝนบางช่วงบางตอนตกหนักถึงขนาด 80 หรือกว่าร้อยมิลลิเมตรต่อชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อสรุปว่าการที่เกิดน้ำท่วมขังเป็นเพราะดินฟ้าอากาศวิปริต โลกร้อน ฝนหนักและนาน จึงเป็นเรื่องของ “ธรรม ชาติ” และเป็นเรื่อง “สุดวิสัย”
ขณะเดียวกันฟากรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายตรงข้ามกับพรรคที่บริหาร กทม. ก็ออกมาชี้ว่า ปัญหาเกิดจากการบริหารของ กทม. ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลซึ่งกำลังถูกถล่มหนักจากการประกาศ “เลือกข้าง” อย่างโจ่งแจ้ง ถึงกับพาลูกน้องไปลอกท่อระบายน้ำบางจุด และให้ข่าวว่าเจอสิ่งอุดตันในท่อมากมาย บ้างก็ชี้ว่าอุโมงค์ระบายน้ำของ กทม. ขาดประสิทธิภาพ
ปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องข้อเท็จจริงที่สื่อน่าจะทำให้กระจ่างได้ไม่ยาก
คงปฏิเสธไม่ได้ว่าถ้าฝนตกหนักและนานจนเกินความสามารถของท่อระบายน้ำจะระบายออกทัน น้ำก็คงจะต้องท่วม แต่งานลอกท่อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำฝน เป็นงานที่ต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ก่อนหรือต้นฤดูฝน โดยเฉพาะปีที่แล้วมีการใช้กระสอบทรายกันน้ำท่วมกันมาก ปัญหาท่ออุดตันจึงหนักหน่วงกว่าปีก่อนๆ จึงยิ่งต้องให้ความสำคัญกับการลอกท่อเป็นพิเศษ และควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวางตั้งแต่ตอนนั้น รอจนน้ำท่วมขังก็ย่อมไม่พ้นถูกก่นด่า
เดือนนี้น้ำฝน กลางเดือนหน้าจะมีปัญหาน้ำทะเลหนุนอีก จะทำอะไรก็ทำเสีย







