posttoday
ฤา ราคาทองคำจะพุ่ง...ไม่สิ้นสุด

ฤา ราคาทองคำจะพุ่ง...ไม่สิ้นสุด

02 ตุลาคม 2555

เดือน ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาทองคำทั่วโลกรวมถึงในเมืองไทยด้วยอยู่ 2 เหตุการณ์

โดย...วีรพงษ์ ชุติภัทร์

เดือน ก.ย.ที่เพิ่งผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์ทางเศรษฐกิจที่มีผลต่อราคาทองคำทั่วโลกรวมถึงในเมืองไทยด้วยอยู่ 2 เหตุการณ์ นั่นคือ หนึ่ง ธนาคารกลางยุโรป (European Central Bank ECB) ประกาศว่าจะรับซื้อพันธบัตรของชาติสมาชิกในกลุ่มยูโรโซนที่มีปัญหาโดยเฉพาะสเปนและอิตาลี เพื่อทำให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมพันธบัตรของทั้งสองประเทศอยู่ในระดับที่ต่ำ ส่งผลให้ราคาทองคำในวันเสาร์ที่ 1 ก.ย. พุ่งพรวดขึ้นมา 300 บาทในวันเดียวสองเหตุการณ์ การออกมาตรการผ่อนคลายทางการเงินครั้งที่ 3 (Quantitative Easing 3- QE 3) ของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Fed) ซึ่งทำให้บรรดานักลงทุนต่างพากันคิดว่าแนวโน้มของราคาทองคำจะพุ่งต่อไป...อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ด้วยเหตุผลดังนี้ครับ

หนึ่ง “2 มาตรการ” ที่ออกมาคือ การ “พิมพ์ธนบัตร” อัดฉีดเข้าสู่ระบบ

มาตรการ QE 3 คือ โครงการซื้อหลักทรัพย์ที่มีสัญญาจำนองเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Mortgagebacked Securities MBS) โดยจะใช้เงินจำนวน 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือนเข้าไปซื้อหลักทรัพย์ดังกล่าวทุกเดือน จนกว่าอัตราการว่างงานในอเมริกาที่เป็นอยู่ในขณะนี้ที่มากกว่า 8 เปอร์เซ็นต์จะฟื้นตัวขึ้น ซึ่งคาดการณ์กันว่า เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟดคงอยากจะได้ตัวเลขอัตราการว่างงานต่ำกว่า 7 เปอร์เซ็นต์ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็อาจจะต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรืออัดฉีดเงินทุกเดือนนานไปจนถึงสิ้นปี 2557

ในขณะที่ทางฟากฝั่งยุโรป มาริโอ ดาร์กี ประธานธนาคารกลางยุโรปก็ได้ออกมาประกาศว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้ “เงินยูโร” อยู่รอดต่อไปให้จงได้ ซึ่งนั่นก็ส่งสัญญาณว่าธนาคารกลางยุโรปจะต้องพิมพ์ธนบัตร “อย่างไม่จำกัดจำนวน” เพื่อนำไปให้ประเทศที่มีปัญหาไม่ว่าจะเป็นสเปน อิตาลี และอีกหลายประเทศ สามารถกู้ยืมโดยผ่านการขายพันธบัตรออกมาให้ ECB รับซื้อในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำๆ

ฤา ราคาทองคำจะพุ่ง...ไม่สิ้นสุด

 

ดังนั้น จากนี้ไปทั่วโลกจะมีเงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบอย่างต่อเนื่องเป็นปีๆ แล้วเงินเหล่านั้นก็คงหนีไม่พ้นที่จะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งรวมถึง “ทองคำ” ด้วยอย่างแน่นอน

สอง การอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบในอดีต ก่อให้เกิดอะไรบ้าง?...ต่อราคาทองคำ

ในปี 2554 มีการออกมาตรการ QE 2 ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยใช้วงเงินสูงถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยเงินจำนวนดังกล่าวที่ไหลทะลักเข้าสู่ระบบ ก็ไปผลักดันให้ราคาทองคำสูงขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,930 เหรียญสหรัฐ ในช่วงต้นเดือน ก.ย.ของปีเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 600 เหรียญสหรัฐ ในระยะเวลา 9 เดือน ด้วยสมมติฐานเดียวกัน แต่ใช้ระยะเวลาที่นานกว่าของ QE 3 ก็อาจพอเห็นภาพได้ว่าเป้าหมายเดิมที่ 1,930 เหรียญสหรัฐ ก็ไม่น่าจะอยู่ห่างไกลจากเวลานี้มากนัก

แต่หากจะดูผลทั้งสองครั้งพบว่า หลังจากที่เฟดอัดฉีดเงินเข้าระบบทั้ง QE 1 และ QE 2 เป็นจำนวนราว 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2551 จนถึงกลางปี 2554 ได้ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นไปแล้วเกือบเท่าตัว

นอกจากนั้น ก่อนหน้าที่จะมีการออกมาตรการ QE 3 ออกมาจริงๆ พบว่าตลาดก็ได้สนองตอบค่าแนวโน้มการคาดการณ์ถึงมาตรการ QE 3 มาตั้งแต่ต้นไตรมาส 3 ของปีนี้แล้ว โดยพบว่าในเดือน ส.ค. ราคาทองคำได้ปรับตัวสูงขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และราคาทองคำก็ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ระดับ 1,741.70 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 6 เดือน

สาม ประวัติ...ราคาทองคำ แสดงถึง “ความยิ่งใหญ่” ของทองคำ

คุณผู้อ่านเคยจำได้ไหมครับว่า ผมเคยเขียนถึงประวัติศาสตร์ของราคาทองคำไว้ในโพสต์ทูเดย์เมื่อวันที่ 15 ธ.ค. 2554 (อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.doctorwe.com/posttoday/20111215/220) โดยย้อนหลังไปถึงปี 2514 ซึ่งในเวลานั้นสหรัฐอเมริกามีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจอย่างรุนแรง เพราะความสูญเสียครั้งใหญ่จากสงครามเวียดนาม ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาเสียทั้งเงินและเสียชีวิตทหารอเมริกันเป็นจำนวนมาก

ตามมาด้วยทหารผ่านศึกที่ตกงานเต็มบ้านเต็มเมือง พอมาถึงวันที่ 15 ส.ค. 2514 ประธานาธิบดี นิกสัน จึงสร้างเหตุการณ์ช็อกโลก ที่เรียกกันว่า “Nixon Shock” โดยประกาศยกเลิกการใช้ทองคำเป็นตัวค้ำประกันเงินดอลลาร์ จึงทำให้สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวในโลกที่สามารถพิมพ์ธนบัตรได้ โดยไม่ต้องมีทองคำมาเป็นเครื่องค้ำประกัน และในวันนั้นสหรัฐอเมริกาก็ได้กำหนดให้เงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลโลก (World Currency) และเริ่มต้นกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน 35 เหรียญสหรัฐต่อทองคำหนึ่งทรอยออนซ์

ปัจจุบันนี้เวลาผ่านมา 41 ปีแล้ว ราคาทองคำทุกวันนี้อยู่ที่ประมาณ 1,750 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ พูดกันง่ายๆ ว่า ราคาทองคำขึ้นมา 50 เท่า ภายในระยะเวลา 41 ปี ถ้าคุณผู้อ่านเป็นนักลงทุนคงพอรู้ว่าถ้าเราฝากเงินแบบประจำกับธนาคารโดยได้ดอกเบี้ย 3 เปอร์เซ็นต์ต่อปี เราจะต้องใช้เวลามากกว่า 20 ปี กว่าเงินของเราที่ฝากในธนาคารจะกลายเป็นเท่าตัว จึงนับได้ว่าการลงทุนในทองคำที่ผ่านมาเป็นการลงทุนอีกประเภทหนึ่งที่ให้ผลตอบแทนในระดับที่ “ยอดเยี่ยมที่สุด”

แต่ถ้าหากคุณผู้อ่านอยากจะแสวงหาทองคำมาเก็บไว้ ก็คงจะต้องแสวงหาด้วย “ปัญญา” ทำให้นึกถึงคำพูดของ Napoleon Hill นักเขียนชื่อก้องโลกที่พูดถึงทองคำไว้ว่า “More gold has been mined from the thoughts of men than has been taken from the earth.” แปลตามความได้ว่า “ทองคำ...ที่มาจากปัญญาของมนุษย์ มีมากกว่า...ทองคำที่ขุดขึ้นมาจากใต้โลกเสียอีก”

ดังนั้น เราจึงควรเริ่มใช้ “ปัญญา” ในการแสวงหาทองคำและความร่ำรวยเสียแต่วันนี้ โชคดีนะครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท