posttoday
ผลกระทบของการพัฒนาภาคการเงินต่อภาคธุรกิจ

ผลกระทบของการพัฒนาภาคการเงินต่อภาคธุรกิจ

02 ตุลาคม 2555

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ให้ไปร่วมออกรายการแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวที่ผู้ถือหุ้นต่างด้าว

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้รับเชิญจากสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง ให้ไปร่วมออกรายการแสดงความเห็นเกี่ยวกับข่าวที่ผู้ถือหุ้นต่างด้าวของสถาบันการเงินแห่งหนึ่งในประเทศไทยจะขายหุ้นที่ถืออยู่ให้นักลงทุนรายอื่นในต่างประเทศ ว่าจะกระทบสถาบันการเงินของไทยหรือไม่อย่างไร

ความจริงสำหรับผมแล้ว การที่ผู้ถือหุ้นต่างชาติรายหนึ่งจะขายหุ้นที่ถืออยู่ให้กับนักลงทุนต่างชาติรายอื่น ไม่เห็นจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่น่าให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะท้ายที่สุดไม่ว่าใครจะเป็นผู้ถือหุ้น สัดส่วนการถือหุ้นของคนต่างด้าวก็ยังเหมือนเดิม คนต่างด้าวยังควบคุมการบริหารจัดการอยู่เช่นเดิม

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งคือ ประมาณ 2 ปีข้างหน้าจะมีการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียนและธุรกิจการเงินเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่จะมีการเปิดพรมแดนเสรี จะส่งผลกระทบต่อสถาบันการเงินของไทยหรือไม่

สำหรับประเด็นนี้ ผมมองไม่ออกว่าสถานการณ์จะแตกต่างจากปัจจุบันอย่างไร เพราะเดี๋ยวนี้ นอกจากธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ 4 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย แล้ว ที่เหลืออยู่ล้วนแล้วแต่ถูกครอบงำโดยสถาบันการเงินต่างชาติแล้วทั้งสิ้น ส่วนธนาคารพาณิชย์ของเอกชนทั้งสามแห่งที่เหลือ ผมมั่นใจว่าสามารถดูแลตัวเองให้คงความเป็นสถาบันการเงินสัญชาติไทย เชื้อชาติไทยได้ ไม่ว่าจะมีใครเข้ามาแข่งขันด้วยหรือไม่ สาเหตุเพราะประกอบธุรกิจมานานหลายสิบปี มีฐานลูกค้าใหญ่มหาศาลและส่วนใหญ่ติดต่อกันมานาน ที่สำคัญ สถาบันการเงินของไทยได้ผ่านช่วงของการสร้างความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพมาแล้ว ภายใต้แผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งหลักๆ ได้แก่ การควบรวมธนาคารขนาดเล็กและสถาบันการเงินที่อ่อนแอเข้าด้วยกัน รวมถึงการอนุญาตให้สถาบันการเงินต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในสถาบันการเงินของไทยจนเกือบจะครบทุกแห่งแล้ว

สำหรับธนาคารกรุงไทยนั้น นอกจากจะเป็นธนาคารใหญ่แล้ว ยังเป็นธนาคารพาณิชย์ของรัฐอีกด้วย ส่วนธนาคารเฉพาะกิจอื่นๆ รัฐบาลคงต้องดูแลกันต่อไปตราบชั่วกัลปาวสาน ไม่ต้องห่วงว่าจะแข่งขันกับใครได้หรือไม่ เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลต้องเอาเงินภาษีไปเพิ่มทุนให้อยู่ดี

ดังนั้น หากในอนาคตมีสถาบันการเงินต่างประเทศเข้ามาดำเนินการในประเทศเพิ่มขึ้น ก็ไม่น่าที่จะกระทบถึงความมั่นคงหรือความสามารถในการแข่งขันของสถาบันการเงินไทย หรือ “ไทย” ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบันอย่างใด

อีกประการหนึ่ง การเปิดเสรีนั้นไม่ได้หมายความว่าใครอยากเปิดแบงก์ก็เปิด อย่างไรเสียต้องมีการขอใบอนุญาตประกอบกิจการจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก่อน ซึ่งนอกจากจะต้องพิจารณาคุณสมบัติของผู้ขอแล้ว ธปท.คงต้องพิจารณาความพร้อมในการแข่งขันของสถาบันการเงินที่มีอยู่คู่ขนานกันไปด้วยอยู่ดี

สรุปคือ ผมคิดว่าสถาบันการเงินของไทยสามารถดูแลตัวเองได้ เมื่อมีการเปิดเสรีธุรกิจภาคการเงิน เพราะนอกจากจะมีฐานกองทุนที่มั่นคง (เฉลี่ยประมาณร้อยละ 16 ของสินทรัพย์เสี่ยง) ยังได้รับประสบการณ์อันขมขื่นจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 มาแล้วอย่างโชกโชน แต่ถ้าใครผ่านมาแล้ว 15 ปี ยังปรับตัวไม่ได้ ก็คงไม่ต้องโทษใครอีก

ที่น่าเป็นห่วง กลับเป็นเรื่องของการเตรียมความพร้อมของภาคธุรกิจที่แท้จริง (Real Sector) มากกว่า ว่าได้ปรับตัวทันการปรับตัวของภาคการเงิน (Financial Sector) แล้วหรือยัง

ผมคิดว่าจนถึงปัจจุบัน ยกเว้นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีการพัฒนาระบบการบริหารจัดการ การบริหารการเงิน และการบริหารความเสี่ยง ให้เข้าเกณฑ์มาตรฐานสากล ธุรกิจในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้ปรับตัวให้พร้อมที่จะรองรับการปรับตัวของภาคการเงิน (Financial Sector)

ตัวอย่างเช่น การปรับเกณฑ์การประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินให้เข้มงวดขึ้นของ ธปท. อาจจะทำให้ธุรกิจที่ขาดการพัฒนาระบบการเงินและการบริหารความเสี่ยงไม่สามารถขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือขอได้ แต่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น

ท่านผู้อ่านอาจถามว่า เกณฑ์ประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินเกี่ยวข้องกับการขอสินเชื่อของภาคธุรกิจอย่างไร

คำตอบคือ ในอนาคตเกณฑ์การประเมินความเพียงพอของเงินกองทุนของสถาบันการเงินจะเข้มงวดขึ้น เพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นคง สถาบันการเงินจึงจำเป็นต้องประเมินความเสี่ยงของลูกค้าอย่างเข้มงวดตามเกณฑ์ที่ธนาคารกลางกำหนดตามไปด้วย ถ้าประเมินความเสี่ยงแล้วสูง สถาบันการเงินก็จะต้องกันเงินทุนส่วนหนึ่งไว้รองรับความเสี่ยงสูงตามไปด้วย

ดังนั้น สถาบันการเงินจึงต้องคัดเลือกลูกค้าที่จะปล่อยสินเชื่อหรือทำธุรกรรมอย่างอื่น ตั้งแต่ต้นว่าจะปล่อยเงินสินเชื่อให้หรือไม่ จะคิดดอกเบี้ยเท่าไร จะปล่อยสินเชื่อให้ยาวนานมากน้อยเพียงใด จะปล่อยสินเชื่อให้มากน้อยขนาดไหน ให้สอดคล้องกับผลของการประเมินความเสี่ยงตามเกณฑ์ที่ธนาคารกลางกำหนด เพราะถ้าทำธุรกรรมที่ประเมินแล้วมีความเสี่ยงสูง ก็มีภาระที่ต้องกันเงินกองทุนไว้รองรับความเสี่ยงสูงตามที่ได้ว่ามาแล้ว

ท่านผู้อ่านอาจไม่ทราบว่า สำหรับสถาบันการเงินสมัยใหม่ นอกจากจะประเมินความเสี่ยงจากฐานะการเงินในอดีตและปัจจุบันของท่าน เขายังประเมินความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก อาทิ ภาคธุรกิจที่ท่านประกอบธุรกิจอยู่คู่ขนานไปด้วย เช่น พักนี้ธุรกิจการส่งออกไม่สู้จะดี ถึงฐานะการเงินของท่านยังดีอยู่ แต่สถาบันการเงินอาจประเมินความเสี่ยงของท่านเพิ่มขึ้นโดยท่านไม่รู้ตัว ผลคือ ถ้าธุรกิจนี้ย่ำแย่ลงไปอีก ท่านอาจถูกฟ้าผ่า คือถูกสถาบันการเงินเรียกหนี้คืน ทั้งที่ท่านยังไม่ได้ทำหนี้ดีให้เป็นหนี้เสียตามนโยบายของรัฐบาล แต่ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปร้องเรียนกับใครว่าถูกเรียกหนี้คืนโดยไม่เป็นธรรม เพราะการดำเนินการที่ว่าคือการป้องกันความเสียหายของสถาบันการเงิน เนื่องมาจากความเสี่ยงของธุรกิจส่งออกทั้งระบบสูงขึ้น

ตรงนี้แหละครับ คือช่องว่างที่น่าเป็นห่วง เพราะธุรกิจในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสถาบันการเงินมีเกณฑ์การประเมินความเสี่ยงอย่างไร และมาตรการต่างๆ ที่ ธปท.นำมาใช้เพื่อ “พัฒนา” สถาบันการเงินจะกระทบต่อมายังภาคธุรกิจที่เป็นลูกค้าอย่างไร จึงไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และช่องว่างนี้นับวันจะยิ่งกว้างขึ้น เมื่อมีการนำมาตรการทางการเงินสมัยใหม่มาประเมินความเสี่ยง ธุรกิจทั่วไปไม่ทราบว่าเอาเข้าจริงๆ สถาบันการเงินต้องการข้อมูลอะไร ต้องการเห็นตัวเองปรับตัวอย่างไร ถึงจะตรงกับความต้องการในการประเมินความเสี่ยงของสถาบันการเงิน เท่าที่เคยเห็นมา บางทีนายธนาคารกับลูกค้ายังพูดเรื่องเดียวกันคนละภาษาเลยครับ

ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญที่ธุรกิจไทยจะต้องปรับปรุงการบริหารครั้งใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารการเงิน เพราะในอนาคตอันใกล้ สถาบันการเงินจำเป็นต้องใช้เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงสมัยใหม่ที่ท่านอาจยังไม่คุ้นเคยมาประเมินสถานะการเงินของท่าน อย่างน้อยระบบการเงินและการบัญชีของท่านจะต้องถูกต้องโปร่งใส การทำบัญชีเพื่อ “ผลประโยชน์ด้านภาษี” อาจไม่คุ้มกับการถูกสถาบันการเงินปฏิเสธที่จะอนุมัติสินเชื่อให้ เพราะตัวสถาบันการเงินเองถูกบังคับให้อนุมัติสินเชื่อแก่ลูกค้าที่แสดงฐานะทางการเงินอย่างถูกต้องตรงไปตรงมาตามเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น

ผมว่าองค์กรภาคธุรกิจเอกชนกับ ธปท.ควรแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับผลกระทบจากแผนพัฒนาสถาบันการเงินและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างระบบสถาบันการเงินในอนาคตให้ธุรกิจในภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทราบ เพื่อจะได้ปรับตัวให้พร้อมที่จะรองรับการปรับตัวของภาคการเงินในปัจจุบันและอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท