
เศรษฐกิจประเทศไทย ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจยูโร
ระยะต่อไป ผมมองว่า สถานการณ์ของยูโรยังคงน่าเป็นห่วง แม้จะมีข่าวดีของเศรษฐกิจโลกว่า
โดย...โชติชัย สุวรรณาภรณ์
ระยะต่อไป ผมมองว่า สถานการณ์ของยูโรยังคงน่าเป็นห่วง แม้จะมีข่าวดีของเศรษฐกิจโลกว่า ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันอนุญาตให้รัฐบาลเข้าช่วยเหลือประเทศกลุ่มยูโรโซนที่กำลังประสบปัญหาได้ และธนาคารกลางสหรัฐกำลังออกมาตรการ QE3 มูลค่ากว่า 40 พันล้านเหรียญสหรัฐ เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจผ่านการซื้อพันธบัตรและหุ้นกู้ภาคเอกชน โดยมุ่งหวังเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่ แต่สถานการณ์และทิศทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มยูโรโซนก็ไม่ดูดีเท่าไรนัก
โดยทั้งปี 2555 ธนาคารกลางยุโรปยังประเมินให้เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวติดลบ 0.4%
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณารายละเอียดของอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจเป็นรายประเทศจะเห็นได้ว่า เศรษฐกิจหลักของยูโรโซน (Core Economies) ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา เริ่มได้รับผลกระทบจากวิกฤตยูโร เช่น เศรษฐกิจเยอรมนีขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 0.3% ในขณะที่เศรษฐกิจฝรั่งเศสไม่สามารถขยายตัวได้
อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อจากนี้ไป เศรษฐกิจไทยคงต้องหันมาพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศ (Consumption + Investment + Government) ที่ยังสามารถขยายตัวได้ดี สะท้อนจากยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ในเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัวสูงที่ 18.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เร่งขึ้นจากเดือนก่อนที่ขยาย 10.1%
สอดคล้องกับปริมาณการนำเข้าสินค้าอุปโภคบริโภคในเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัว 11.2% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 4.1%
ขณะที่การบริโภคสินค้าคงทนสะท้อนได้จากปริมาณจำหน่ายรถยนต์นั่งในเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัวต่อเนื่องที่ 99.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดือนก่อนที่ขยายตัว 84.2%
เนื่องจากการเพิ่มกำลังการผลิตของค่ายรถยนต์ต่างๆ เพื่อตอบสนองอุปสงค์ของรถยนต์ที่ยังคงขยายตัวในอัตราเร่ง และความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น
ในขณะที่การลงทุนภาคเอกชนในเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัวได้ดีต่อเนื่องเช่นกัน โดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนในเดือนนี้ ขยายตัว 34.1% ขยายตัวเร่งขึ้นต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 8.8% ขณะที่ปริมาณจำหน่ายรถยนต์เชิงพาณิชย์ยังคงขยายตัวต่อเนื่องที่ 65.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 68.3%
เนื่องจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงกำลังการผลิตของค่ายรถยนต์ต่างๆ เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ สำหรับเครื่องชี้การลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง พบว่า ยอดจำหน่ายปูนซีเมนต์ในเดือน ก.ค. 2555 ขยายตัว 12.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 7.7%
นอกจากนี้ ภาครัฐบาลมีบทบาทสนับสนุนเศรษฐกิจไทยผ่านการเบิกจ่ายงบประมาณในเดือน ก.ค. 2555 มีจำนวน 179.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ดุลเงินงบประมาณในเดือน ก.ค. 2555 ขาดดุลสูงถึง 52.7 พันล้านบาท เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ในระยะต่อจากนี้ไป เราคงต้องรอความชัดเจนของนโยบายภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการดำเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุลในปีงบประมาณ 2556 จำนวน 3 แสนล้านบาท การดำเนินโครงการพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ที่ล่าสุดเบิกจ่ายได้ยังไม่มากนักเพียง 730 ล้านบาท
และสุดท้ายโครงการลงทุนสร้างอนาคตประเทศวงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท ว่าจะสามารถสร้างอนาคตประเทศไทยได้จริงหรือไม่
พวกเราทุกคนคงต้องจับตาดูกันต่อไปครับ







