posttoday
อันดับความน่าเชื่อถือของไทยทำไมไม่ไปไหนเสียที?

อันดับความน่าเชื่อถือของไทยทำไมไม่ไปไหนเสียที?

01 ตุลาคม 2555

ถึงปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ อาทิ Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB

โดย...เทียนทิพ สุพานิช

ไพลิน ผลิตวานนท์

ถึงปัจจุบันสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างๆ อาทิ Fitch Ratings ได้จัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB ขณะที่ Standard and Poor’s และ Moody’s เอง ก็คงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ และ Baa1 ตามลำดับเช่นกัน

หากมองย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีที่แล้ว แม้ไทยจะเผชิญกับวิกฤตต่างๆ มากมาย ทั้งจากความวุ่นวายทางการเมืองในประเทศและจากวิกฤตเศรษฐกิจการเงินโลก อันดับความน่าเชื่อถือของไทยจากบริษัทจัดอันดับต่างๆ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง (ยกเว้น Fitch Ratings ที่ปรับลดอันดับของไทยจาก BBB+ เป็น BBB ในปี 2552 หลังจากเหตุการณ์ทางการเมือง)

ดังนั้น ดูเผินๆ อันดับความน่าเชื่อถือของไทยไม่ได้เลวร้ายลงและดูเหมือนว่าไทยก็ยังปรับตัวได้ดีในสายตาของชาวโลก

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาให้ละเอียดลงไปแล้ว จะพบว่าอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในปัจจุบันอยู่เพียงอันดับสุดท้ายของกลุ่มประเทศที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ซึ่งในอดีตไทยเคยได้รับการจัดอันดับที่ดีกว่านี้และอยู่ในระดับ A ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 และแม้ว่าไทยจะได้รับการปรับเพิ่มอันดับขึ้นบ้างหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง

ทว่านับจากปี 2546 เป็นต้นมา ไทยก็ไม่เคยได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถืออีกเลย หากมองไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้ๆ กับไทย ซึ่งผ่านวิกฤตมาเหมือนกัน อย่างมาเลเซีย กลับพบว่าอันดับเครดิตของมาเลเซียซึ่งเคยอยู่ในระดับต่ำกว่า Investment Grade เช่นเดียวกับไทยในช่วงวิกฤตดังกล่าว สามารถไต่อันดับเข้าสู่กลุ่ม A ได้แล้ว

ผ่านมา 15 ปีแล้ว ทำไมอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไม่กลับสู่ที่เดิมเสียที ซึ่งการจะดูเรื่องนี้คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่าบริษัทจัดอันดับใช้ปัจจัยใดบ้างในการจัดอันดับเครดิตของประเทศ

สิ่งที่บริษัทจัดอันดับนำมาใช้พิจารณาอันดับเครดิตของประเทศล้วนเป็นปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาลประเทศนั้นๆ โดยจะพิจารณาจาก 4 ปัจจัย ได้แก่ เสถียรภาพทางการคลัง เสถียรภาพด้านต่างประเทศ ภาพรวมทางเศรษฐกิจมหภาค และประเด็นเชิงโครงสร้างต่างๆ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความแข็งแกร่งของระบบการเงิน เป็นต้น

ทั้งนี้ ปัจจัยแรกมีผลโดยตรงต่อความสามารถในการชำระหนี้ของรัฐบาล

ส่วนปัจจัยที่สองมีความสำคัญต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาครัฐที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ

ขณะที่สองปัจจัยสุดท้ายเป็นตัวสะท้อนศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐว่าจะเพิ่มขึ้นได้เพียงใดในอนาคต

ที่ผ่านมา บริษัทจัดอันดับชั้นนำเห็นพ้องกันว่าจุดอ่อนสำคัญของไทยคือปัญหาเชิงโครงสร้าง ซึ่งสะท้อนจากเครื่องชี้ต่างๆ เช่น ระดับรายได้ต่อหัวและอันดับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงการเมืองที่ยังขาดเสถียรภาพ

รายงานล่าสุดของ Fitch Ratings ชี้ให้เห็นว่าเครื่องชี้ด้านโครงสร้างต่างๆ ของไทยยังอยู่ต่ำกว่าเพื่อนร่วมกลุ่ม BBB มาก (กลุ่ม BBB อาทิประเทศ บาห์เรน บราซิล และรัสเซีย) ระดับรายได้ต่อหัวของไทยอยู่ที่ 5,038 เหรียญสหรัฐ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่ม BBB เดียวกันที่มีรายได้ต่อหัว 8,763 เหรียญสหรัฐ และต่ำกว่ามาเลเซียที่มีรายได้ต่อหัวสูงถึง 9,828 เหรียญสหรัฐ

ที่น่ากังวลไปกว่านั้น ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยยังอยู่แค่ 2.6% (หากไม่รวมช่วงน้ำท่วมใหญ่อยู่ที่ 3.3%) ซึ่งไม่สูงพอที่จะไล่ทันประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาเลเซีย ซึ่งนอกจากรายได้ต่อหัวจะสูงกว่าไทยมากอยู่แล้ว อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5 ปี ก็สูงกว่าไทยมาก ที่ 4.4%

ผลที่เกิดขึ้นนี้ คงไม่น่าประหลาดใจสำหรับใครหลายคน เพราะประเทศเราเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมืองมาโดยตลอด ทำให้การวางแผนเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนขาดความต่อเนื่อง

แม้รัฐบาลจะมีการวางแผนการลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศมากมาย แต่ท้ายสุดกลับไม่สามารถทำได้เต็มที่ตามที่ตั้งใจไว้

จะเห็นว่าสถิติอัตราการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเฉลี่ยของรัฐบาลช่วงปี 2550-2554 คิดเป็นเพียง 57% และสัดส่วนการลงทุนต่อจีดีพีของไทยมีแนวโน้มลดลงจาก 34.2% ระหว่างปี 2534-2543 ลดลงเหลือเพียง 25.5% ระหว่างปี 2544-2553

นอกจากนี้ การขาดการพัฒนาด้านทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจังยังทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งล่าสุด World Economic Forum จัดลำดับการพัฒนาด้านมนุษย์ของไทยอยู่ที่ลำดับ 62ต่ำกว่าสิงคโปร์ (อันดับ 4) และมาเลเซีย(อันดับ 38)

ดังนั้น จะเห็นว่าสิ่งที่ไทยควรทำเพื่อให้ได้รับการปรับเครดิตที่ดีขึ้นคือ การปิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้าง โดยการเร่งลงทุนภาครัฐเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาระบบการศึกษาให้มีคุณภาพและตอบโจทย์ความต้องการแรงงานของภาคธุรกิจ รวมถึงการเร่งพัฒนาจุดแข็งในเรื่องเสถียรภาพด้านต่างประเทศและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงิน

ปัจจุบัน แม้ว่า Fitch จะจัดอันดับให้ระบบธนาคารไทยมีสถานะที่แข็งแกร่งเทียบเท่าประเทศมาเลเซียและญี่ปุ่น แต่หากพิจารณาในภาพรวมกลับพบว่าระดับการพัฒนาทางการเงินของไทยอยู่เพียงอันดับที่ 50 ตามการจัดอันดับของ World Economic Forum ซึ่งต่ำกว่ามาเลเซีย ซึ่งอยู่ลำดับที่ 3 มาก

ทั้งนี้ การพัฒนาระบบการเงินให้มีความลึก ความกว้าง และความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ จะเอื้อต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงเพิ่มความสามารถในการระดมทุนของบริษัทเอกชนในการทำธุรกิจและช่วยทำให้รายได้ของภาครัฐเพิ่มขึ้น

มองไปในอนาคต ความเสี่ยงหรือจุดอ่อนใหม่ของไทยที่มีการพูดถึงว่าอาจมีผลต่อการจัดอันดับคือ การดำเนินนโยบายประชานิยมโดยใช้เงินนอกงบประมาณ โดยเฉพาะการดำเนินการผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ซึ่งไม่ได้รับการตรวจสอบที่เข้มงวดเมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์ ทำให้ความโปร่งใสทางการคลังอาจลดลง

รวมถึงความเป็นไปได้ที่รัฐบาลอาจเข้ามามีบทบาทในการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของ ธปท.และความสามารถในการดำเนินนโยบายทางการเงินให้มีประสิทธิผล

นับจากนี้ไป การประสานนโยบายระหว่างทุกหน่วยงานของภาครัฐในการทำให้ไทยได้รับการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือจะเป็นกลยุทธ์ที่มีความสำคัญระดับชาติ เพราะการที่ไทยได้รับอันดับเครดิตที่ดีขึ้นไม่เพียงจะช่วยให้ภาครัฐและเอกชนระดมทุนได้ง่ายขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง หากยังส่งผลดีระยะยาวต่อการเพิ่มระดับการลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท