posttoday
โหมโรงตุลาฯพท.ตั้งรับรอรุกใหญ่

โหมโรงตุลาฯพท.ตั้งรับรอรุกใหญ่

01 ตุลาคม 2555

เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. ถ้าเป็นทางการ เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของประเทศ และเริ่มวันทำงานวันแรกสำหรับบิ๊กข้าราชการที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่

โดย...ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม

เข้าสู่วันที่ 1 ต.ค. ถ้าเป็นทางการ เข้าสู่ปีงบประมาณใหม่ของประเทศ และเริ่มวันทำงานวันแรกสำหรับบิ๊กข้าราชการที่เข้ามารับตำแหน่งใหม่

1 ต.ค. ปีนี้ รัฐบาลได้สับเปลี่ยนโยกย้ายข้าราชการ แต่งตั้งผู้นำองค์กรใหม่หลายคนแทนที่เกษียณอายุ โดยเฉพาะในฝ่ายความมั่นคง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว “มือปราบดับไฟใต้” เป็น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) แทน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่เกษียณอายุราชการและเตรียมแต่งตัวเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อีกตำแหน่ง คือ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) รัฐบาลได้แต่งตั้ง พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร จากรองเลขาธิการ สมช. กุมบังเหียนเลขาฯ สมช.เต็มตัว และถูกมองว่าเป็นสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะเป็นหลานของ ปรีดา พัฒนถาบุตร ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยเป็นตำรวจติดตามสมัยเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ

1 ปีรัฐบาลยิ่งลักษณ์ จัดทัพข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม ได้เบ็ดเสร็จ เหลือก็เพียง “กองทัพ” ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ใช้หลักประนีประนอม ไม่ผลีผลาม เพราะเกรงเกิดแรงต้านจนอาจกระเทือนรัฐบาล

ในทางการเมือง 1 ต.ค. 2555 เป็นวันที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ต้องหลุดจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หลังยื่นใบลาออกมีผลวันนี้จากผลพวงคดีใช้อำนาจมิชอบให้ได้มาซึ่งที่ดินอัลไพน์ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ชี้มูลความผิดร้ายแรงฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ สมัยเจ้าตัวเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมทั้งเสนอให้สั่งลงโทษโดยให้ออกจากราชการ

การลาออกของยงยุทธ ถือเป็นรัฐมนตรีคนแรกในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องสังเวยจากผลการตรวจสอบขององค์กรอิสระแม้ว่าจะยื้ออยู่ในเก้าอี้ต่อ โดยอ้างได้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ล้างมลทิน แต่ยิ่งอยู่ก็ยิ่งกลายเป็น “ฝี” ที่อาจระบมไปถึงตัวนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงเกิดแรงกดดันในพรรคให้ตัด “เนื้อร้าย” เพื่อรักษาชีวิตของรัฐบาลไว้

โหมโรงตุลาฯพท.ตั้งรับรอรุกใหญ่

 

ทว่าวิบากกรรมของยงยุทธยังไม่จบ ฝ่ายค้านเตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคุณสมบัติ สส. รวมถึงยังต้องถูกดำเนินคดีอาญาจากคดีอัลไพน์

ผลจากการลาออกครั้งนี้ย่อมนำไปสู่การปรับ ครม.ในเร็ววัน ซึ่งเป็นแผนเดิมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เตรียมจะปรับใหญ่อยู่แล้วรองรับกลุ่ม 111 ไทยรักไทยเดิม ที่เพิ่งพ้นโทษทางการเมือง และปรับเพื่อกระชับอำนาจในช่วงก่อนและหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใน 12 เดือนนี้

การลาออกของยงยุทธ แน่นอนย่อมเกิดแรงกระเพื่อมในพรรคเพื่อไทย แต่ก็สั่นไหวเล็กน้อยเหมือนทุกครั้งที่จะมีการปรับ ครม. เพราะความอยากได้ในตำแหน่งกันแทบทุกคน ทว่าสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่คอยจัดโผยังคุมสภาพในพรรคได้อย่างเบ็ดเสร็จ

นอกจากการปรับ ครม.แล้ว ยังมีปัจจัยร้อนทางการเมืองที่ต้องติดตามอีกหลายลูก เริ่มจากการทำสำนวนคดี 92 ศพ ในเหตุการณ์ความรุนแรงปี 2553 ที่คาดว่าภายในเดือน ต.ค.-พ.ย. ดีเอสไอน่าจะทำคดีเสร็จ และชงเรื่องส่งฟ้องเอาผิดผู้นำกองทัพ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุเทพ เทือกสุบรรณ ได้ว่า ออกคำสั่งใช้ความรุนแรง ซึ่งฝ่ายเพื่อไทยต้องการเร่งคดีให้ศาลตัดสินนำไปสู่การออก พ.ร.บ.ปรองดองล้างโทษทุกฝ่าย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ภายในอายุรัฐบาลชุดนี้ แต่กระบวนการนี้อาจทอดเวลาเป็นปี

ที่น่าสนใจ คือ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือน ต.ค. แต่ไม่เกิน 28 พ.ย. ที่จะปิดสมัยประชุมสภา

ฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าไปที่ภาวะผู้นำของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ การไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ผลกระทบจากนโยบายประชานิยม และการคอร์รัปชัน โดยเฉพาะ นโยบายการรับจำนำข้าวที่กลายเป็น “จุดระเบิด” ในรัฐบาลจนกลุ่มนักวิชาการนับร้อยเข้าชื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความเพื่อให้ ยกเลิก/ปรับปรุง นโยบายนี้ เนื่องจากขัดรัฐธรรมนูญ ทำลายกลไกการซื้อขายข้าว รัฐบาลเข้ามาผูกขาด เกิดความเสียหายนับแสนล้านบาท และมีการทุจริตมโหฬาร

ศึกซักฟอกครั้งนี้ถ้าเป็นเรื่องทุจริต จะต้องยื่นเรื่องถอดถอนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายต่อ ป.ป.ช. ปมนี้ทำให้แกนนำเพื่อไทยเป็นกังวลกับการตรวจสอบการทุจริตและการใช้อำนาจรัฐของ “องค์กรอิสระ” แต่หาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเฉพาะรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ก็เปลี่ยนตัวออกได้และดึง “ผู้เล่น” ใหม่เข้ามาเป็นแทน แต่ถ้าเป็นหัวหน้ารัฐบาลถูกตรวจสอบโดยตรง ซึ่งคาดว่าพรรคประชาธิปัตย์คงไม่พลาดที่จะยื่นซักฟอกยิ่งลักษณ์ในปมส่อทุจริตในฐานะเป็นผู้นำรัฐบาลที่ต้องรับผิดชอบนโยบาย ก็ต้องยื่นถอดถอนนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ด้วย

พรรคเพื่อไทยจึงเสียวกับผลหลังการอภิปรายฯ ที่จะเกิดขึ้นเพราะอำนาจการตรวจสอบการทุจริต ทำผิดกฎหมาย จะอยู่ในมือของ ป.ป.ช. ไม่ต่างจากคดีอัลไพน์ที่ตามมาหลอกหลอนยงยุทธ เป็นเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจนต้องหลุดตำแหน่ง

ถ้าดูการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับบลูมเบิร์กล่าสุด สะท้อนว่า รัฐบาลชุดนี้กำลังอยู่ในบ้านหรือรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่เต็มไปด้วยกับระเบิดจากองค์กรอิสระ ทำให้ต้องระมัดระวังอย่างมากเวลาจะทำอะไร ดังนั้น ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่อาจเปลี่ยนแผนไม่แก้ทั้งฉบับแบบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นแก้รายมาตราโดยมุ่งจำกัดอำนาจขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ

อาการกังวลดังที่ปรากฏ พบว่ายังมีอีกหลายคดีสำคัญที่กลุ่มต่างๆ ได้ยื่นตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐบาลและรัฐมนตรี ยังอยู่ในการตรวจสอบองค์กรอิสระ ทั้งใน ป.ป.ช. กกต. และผู้ตรวจการแผ่นดิน ไม่ว่าการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล การตรวจสอบพฤติกรรม จริยธรรม ปมผลประโยชน์ทับซ้อนที่เกี่ยวพันกับนายกฯ และรัฐมนตรีบางราย หรือคดียุบพรรคทั้งสองฝ่าย แต่ฝ่ายเพื่อไทยก็แก้เกมยื่นดีเอสไอเป็นกลไกตรวจสอบพรรคประชาธิปัตย์คืน

แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะชื่นชมน้องสาวที่ใช้บุคลิกภาพลดปฏิปักษ์เงื่อนไขความขัดแย้งลง แต่ในมุมมองเขา “องค์กรอิสระ” คือ เป็นกับดักให้รัฐบาลนี้บริหารประเทศไม่ราบรื่น

นี่จึงเป็นแรงขับที่ต้องเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามแผน รัฐบาลได้กลับไปตั้งหลัก การแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่หลังสะดุดในขั้นตอนศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงได้ชะลอการออกร่าง พ.ร.บ.ปรองดองล้างผิดออกไปเพราะถูกกระแสต้าน

แผนรุกใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลได้จัดงบ 90 ล้านบาท เห็นชอบให้มีการตั้งเวทีประชาคม 79,888 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ โดยให้กระทรวงมหาดไทยเป็นเจ้าภาพ คาดว่า ภายในสิ้นปีจะได้ความเห็นประชาชนที่จะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญและร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง มาเป็นแรงส่งเดินเครื่องต่อไป

เงื่อนไขความขัดแย้งแม้จะสงบลงในช่วงนี้ แต่เป็นเพียงการถอยไปตั้งหลัก เพื่อเร่งเครื่องอีกรอบ สัญญาณนี้ชี้ชัดว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศไม่ยอมรับในรายงาน คอป. และมีธงชัดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการนิรโทษกรรมให้กับตัวเองดังที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อนอก

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง