
สเปนหมดทางสู้นับถอยหลังรอวันช่วยเหลือ
ความเคลื่อนไหววิกฤตหนี้ยูโรโซนนาทีนี้คงเลี่ยงไม่พ้นที่ทุกสายตาทั่วโลกจะหันไปจับจ้องที่สถานการณ์ในสเปนเป็นหลัก เนื่องจากกำลังลุ้นกันอยู่ว่า
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ความเคลื่อนไหววิกฤตหนี้ยูโรโซนนาทีนี้คงเลี่ยงไม่พ้นที่ทุกสายตาทั่วโลกจะหันไปจับจ้องที่สถานการณ์ในสเปนเป็นหลัก เนื่องจากกำลังลุ้นกันอยู่ว่า เมื่อไหร่สเปนจะเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือทางการเงินเต็มรูปแบบจากสหภาพยุโรป (อียู) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เสียที หลังจากที่ก่อนหน้านี้ 4 ชาติยูโรโซน เช่น กรีซ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ ไซปรัส ได้ยื่นขอความช่วยเหลือมาก่อนแล้ว
แม้ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานายกฯ มาเรียโน ราฮอย จะเอ่ยย้ำมาตลอดว่าประเทศมีศักยภาพทางการเงินมากพอต่อการเอาตัวรอดได้ แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหกแก้ตัว เพื่อให้ผ่านพ้นไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น เนื่องจากปัจจัยและสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจการเงินต่างๆ ภายใน ตลอดจนถึงความเคลื่อนไหวของผู้นำสเปนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ล้วนบ่งชี้ออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า สเปนกำลังเข้าสู่หนทางการขอความช่วยเหลืออย่างแน่นอน คำตอบที่รออยู่ตอนนี้คือคำว่า “เมื่อไหร่” เท่านั้น
ปัจจัยแรกที่กำลังบีบคั้นให้สเปนต้องขอความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบก็คือ ปริมาณหนี้สาธารณะในประเทศที่มีแต่จะเพิ่มสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ดอกเบี้ยในการเข้าถึงเงินทุนจากตลาดพันธบัตรก็อยู่ในโซนอันตรายขึ้นๆ ลงๆ ระหว่าง 5-6% ซึ่งเป็นไม่มีความเสถียรเอาเสียเลย ทำให้กลายเป็นเรื่องยากลำบากเกินกว่าที่รัฐบาลจะควบคุมและแบกรับหนี้ไว้ได้อีกต่อไป ซึ่งล่าสุดข้อมูลของทางการสเปนได้ออกมาชี้ว่า ระดับปริมาณหนี้ต่อจีดีพีประเทศในปีนี้จะเพิ่มขึ้นถึง 85.3% และ 90.5% ในปีหน้า หรือสูงเป็น 3 เท่า จากเมื่อปี 2551 ขณะที่การขาดดุลงบประมาณในปีนี้ก็จะพุ่งไปอยู่ที่ 7.4%
สาเหตุหลักที่ทำให้รัฐบาลมีหนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่รัฐบาลพยายามจะตัดลดหนี้ในปีหน้าลงอย่างถึงที่สุดแล้วก็ตาม เนื่องจากรัฐบาลต้องนำเงินไปช่วยเหลือภาคธนาคารในประเทศที่ประสบปัญหาหนี้เน่าในภาคอสังหาริมทรัพย์ เมื่อ 4 ปีก่อน
ถึงแม้ว่าล่าสุดผลการทดสอบธนาคารสเปน โดยทีมตรวจสอบบัญชีอิสระจะออกมาระบุว่า ภาคธนาคารสเปนมีความต้องการได้รับเงินช่วยเหลือที่ 5.93 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.29 ล้านล้านบาท) และสถาบันการเงินส่วนใหญ่ก็ผ่านบททดสอบภาวะวิกฤต จนช่วยผ่อนคลายความกังวลลงได้บ้าง แต่ทว่าปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่ภาคธนาคารอย่างเดียว เพราะสเปนยังมีปัญหาหนี้ในภาครัฐบาลท้องถิ่นให้ต้องปวดหัวอีก ซึ่งในขณะนี้มีถึง 4 แคว้นที่เข้ามาร้องขอความช่วยเหลือแล้ว และคาดว่าจะมีเพิ่มขึ้นอีก 2 แคว้นในเร็วๆ นี้ นั่นคือ กาลิเซีย และบาส
ปัจจัยที่สองคือ รากฐานและศักยภาพทางเศรษฐกิจในประเทศที่ดูมีแต่จะยิ่งย่ำแย่ลงทุกขณะ เห็นได้จากปัญหาการว่างงานที่ล่าสุดมีจำนวนมากเกือบถึง 25% ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากกว่าค่าเฉลี่ยของอัตราการว่างงานของอียูโดยเฉลี่ยถึง 2 เท่า และคนที่มีอายุต่ำกว่า 26 ปีกว่า 50% ต้องกลายเป็นคนว่างงาน ในขณะที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ดูจะยังย่ำแย่ ซึ่งรายงานจากสำนักงานสถิติของสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) ชี้ว่าปีนี้จะขยายตัวติดลบที่ 1.8%
แนวโน้มตัวเลขเศรษฐกิจดังกล่าวดูจะเลวร้ายลงไปกว่าเดิมอีก เพราะล่าสุดรัฐสภาสเปนได้อนุมัตินโยบายรัดเข็มขัดผ่านทางการตัดลดงบและขึ้นภาษีในงบประมาณในปี 2556 แล้ว ซึ่งมีการตัดลดรายจ่ายลงมากถึง 3.9 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.56 ล้านล้านบาท) พร้อมกับเตรียมออกมาตรการปฏิรูปโครงสร้างทางการเงินภายในประเทศเพิ่มอีก 43 โครงการ จนทำให้ประชาชนในประเทศไม่พอใจอย่างหนัก และก่อให้เกิดเหตุประท้วงครั้งใหญ่ไปในหลายเมืองทั่วประเทศในตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา และลากยาวมาจนถึงวันนี้
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ชี้ว่าการประกาศผลักดันนโยบายรัดเข็มขัดออกมาของรัฐบาลกรุงมาดริด นี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่เพียงเฉพาะจะมุ่งตัดลดปริมาณหนี้อย่างเดียวดังที่รัฐบาลประกาศเอาไว้ แต่เป็นการส่งสัญญาณนัยๆ ว่า สเปนกำลังเตรียมความพร้อม เพื่อที่จะรอรับความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟในอนาคตต่างหาก เนื่องจากการรับความช่วยเหลือดังกล่าวจะต้องมีเงื่อนไขมากมายที่สเปนจะต้องปฏิบัติตาม ทั้งการตัดลดการขาดดุล การปฏิรูปทางเศรษฐกิจ
ไม่เพียงเท่านั้น ด้วยการที่อียู โดยเฉพาะธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้ออกมาตั้งเงื่อนไขว่าแผนการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลของประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาวิกฤตหนี้ ประเทศนั้นๆ จำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือและปฏิบัติตามเงื่อนไขการปฏิรูปต่างๆ เสียก่อน อีกทั้งกองทุนช่วยเหลือภาคธนาคารสเปน 1 แสนล้านยูโร ซึ่งแม้จะยังไม่มีการกำหนดเงื่อนไขออกมา แต่คาดว่าจะมีการกำหนดออกมาในไม่ช้า ก็ได้ทำให้สเปนไม่มีทางเลือกที่จะต้องเริ่มต้นเร่งปฏิรูปและทำตามกำหนดเงื่อนไขขึ้นก่อนที่จะเอ่ยปากร้องขอความช่วยเหลือ
“แผนรัดเข็มขัดในงบประมาณปีหน้า และการปฏิรูปโครงสร้างการเงินเปรียบเป็นก้าวย่างสำคัญในการขยับไปสู่การขอความช่วยเหลือของสเปน” รายงานของนักค้าเงินตราระหว่างประเทศแห่งมอนนีคอร์ป ระบุ
ขณะที่ เมแกน กรีเน ผู้อำนวยการนักเศรษฐศาสตร์ยุโรป แห่งสถาบันรูบินี อีโคโนมิค แอลแอลซี กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า แผนงบประมาณในปีหน้าที่มีการตัดลดงบรายจ่ายลงมากชี้ให้เห็นว่า สเปนกำลังจะขอเงินช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบในอีกไม่ช้านี้ นอกจากนี้ราฮอยและเหล่าบุคคลในรัฐบาลก็กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองอย่างหนัก
นอกจากนี้ อีกหนึ่งสัญญาณที่สเปนกำลังบ่งบอกว่ากำลังจะต้องร้องขอความช่วยเหลือจากนานาชาติในอีกไม่ช้าและกำลังสร้างแรงกดดันให้แก่ราฮอย อย่างหนักก็คือคำกล่าวของรัฐมนตรีที่ดูแลด้านงบประมาณ ซึ่งระบุเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องกู้ยืมเงินจากตลาดเพิ่มเติมที่ 2.072 แสนล้านยูโร (ราว 8.22 ล้านล้านบาท) ในปีหน้า
ก่อนหน้านี้เพียง 1 สัปดาห์ ราฮอยเองก็เคยออกมายอมรับกับหนังสือพิมพ์วอลสตรีตเจอร์นัลของสหรัฐว่า หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะผลตอบแทนพันธบัตรที่ยังอยู่ในระดับสูงมาก รัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟอย่างแน่นอน
“ผมยืนยัน 100% ว่าจะขอความช่วยเหลือแน่ ถ้าผลตอบแทนในตลาดพันธบัตรของสเปนอยู่ในระดับที่สูงมากเกินไป” ราฮอย กล่าว พร้อมย้ำว่าสถานการณ์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก
ฉะนั้น เมื่อมองดูในภาพรวมและปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาก็เพียงพอที่จะพูดได้อย่างเต็มปากแล้วว่า สเปนน่าจะกลายเป็นประเทศรายที่ 5 ของกลุ่มยูโรโซนต่อจากกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส ไซปรัส ที่ต้องขอความช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟอย่างแน่นอน
คำตอบตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ว่าเมื่อไหร่ และจะเกิดขึ้นในวันไหนเท่านั้น และคำถามจะเปลี่ยนไปว่าจะมีประเทศใดต่อจากสเปนจะเป็นรายต่อไปเท่านั้น







