posttoday
มีวันนี้เพราะประชาชนให้

มีวันนี้เพราะประชาชนให้

29 กันยายน 2555

ผมฟื้นขึ้นมามีความรู้สึกว่าชาวบ้านให้เลือดเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อฉะนั้นเลือดในกายผมคือเลือดชาวบ้าน

"ผมฟื้นขึ้นมามีความรู้สึกว่าชาวบ้านให้เลือดเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อฉะนั้นเลือดในกายผมคือเลือดชาวบ้าน เลือดผมหมดตั้งแต่ขึ้นมาบน ฮ. เลือดไหลเต็มเลยให้สองถุงหมด ผมถึงบอกว่าไม่ทรยศต่อพี่น้องประชาชน"

โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว        

เรื่องจริงยิ่งกว่านิยายของนายตำรวจที่มีชีวิตอยู่ได้วันนี้ไม่ใช่เพราะพี่ให้ แต่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้มอบชีวิตใหม่ให้เขา อันเป็นผลจากการทำงานสร้างมวลชนตลอด 10 ปี จนเกิดความผูกพันและไม่ปรารถนาย้ายออกจากพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

พล.ต.ต.นพดล เผือกโสมณ ผู้บังคับการกองอำนวยการตำรวจภูธรภาค 9 เป็นหนึ่งในตัวแทนของข้าราชการอีกหลายคนที่ทั้งมีชีวิตและสูญเสียไปแล้ว ได้พิสูจน์การทำงานให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้เห็น จนนำมาสู่การสร้างทัศนคติเป็นมิตรร่วมมือทำงาน ประหนึ่งเป็นครอบครัวเดียวกัน

เขาผ่านนาทีแห่งความตายมาแล้วสองครั้ง แต่เพราะความรักใคร่ของพี่น้องชาวพุทธ-มุสลิม ช่วยต่อลมหายใจให้

มีวันนี้เพราะประชาชนให้

พล.ต.ต.นพดล ย้อนเล่าความหลังอีกครั้ง เมื่อปี2544 ผู้บังคับบัญชาให้ความไว้วางใจแต่งตั้งไปเป็นผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรระแงะ จ.นราธิวาส เนื่องจากเห็นว่าคุ้นเคยในพื้นที่นานพอสมควรคงสามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ลงไปปฏิบัติงานด้วยการสร้างมวลชน

กระทั่งมีเหตุการณ์เมื่อเม.ย. ปี2546 ขณะนั้นมีการปล่อยข่าวเรื่องโจรนินจาปล้นสะดม ทำร้ายร่างกายชาวบ้าน เผอิญมีข้าราชการตำรวจตระเวนชายแดน 2 นายจากค่ายนเรศวร อ.หัวหิน เข้าไปในพื้นที่ ซึ่งเป็นหน่วยตั้งใหม่ ชาวบ้านคิดว่าเป็นคนที่มาทำมิดีมิร้าย มีการล้อมจับกระทั่งนำไปสู่การเจรจา

"ผมมีโอกาสเข้าไปเจรจาขอตัวตำรวจพลร่มทั้งสองนายออกมา สถานการณ์ช่วงนั้นมีการปลุกกระแสเอาคนมาเต็มไป หมด ขณะเจรจาประสบผลสำเร็จ ทั้ง สส.สว.บอกให้ผมเอาตำรวจกลับไปได้ ขณะที่พาเดินกลับออกมามีกลุ่มก่อความไม่สงบแทรกตัวเข้ามารุมทำร้ายผมพยายามเข้าไปช่วยอุ้มพวกเขาออกมา แต่ก็ทำร้ายผมด้วยทีนี้มีพี่น้องประชาชนในพื้นที่สนิทกับผมมากเป็นมุสลิม พยายามบอกว่าอย่าทำร้ายผู้กำกับ ช่วยผมคนเดียว เมื่อผมออกจากที่เกิดเหตุก็บอกให้ช่วย พลร่มมาด้วย ก็ไม่มีใครไปช่วย"
        
สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นทำให้ พล.ต.ต.นพดล ตัดสินใจกลับไปช่วยพลร่มทั้งสองนาย

"คราวนี้เริ่มมีอาวุธทั้งไม้กระถาง ทุบใส่ศีรษะผม ต่อมาทราบว่าเอามีดแทงพลร่มสองท่านเสียชีวิต ส่วนผมสลบไปรักษาตัวอยู่เดือนกว่า สะบักสะบอมมาก ช่วงนั้นฐานกะโหลกข้างกกหูร้าวไปนิดนึงทำให้ศูนย์กลางการทรงตัวสูญเสีย ลุกขึ้นนั่งก็จะล้ม ต้องนอนอยู่เฉยๆ อาทิตย์หนึ่ง ขณะที่รักษาตัวฟื้นฟูเรียบร้อยก็กลับไปทำงานต่อ"    

ความรุนแรงครั้งแรกไม่เท่ากับครั้งที่ 2 เกิดเหตุเมื่อเม.ย. ปี2550 กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบวางระเบิดหลายจุด พล.ต.ต.นพดลเข้าตรวจที่เกิดเหตุได้เหยียบกับระเบิด ทำให้ขาซ้ายขาด กระดูกขาขวาหัก มือซ้ายแตกละเอียดและตาซ้ายได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง        

"ช่วงที่เหยียบกับระเบิดรู้สึกตัวแล้วว่าโดนแล้ว ในใจคิดเดชะพระบารมีปกเกล้าเพราะเวลาเราทำงานในพื้นที่แบบนี้ เราต้องมีอะไรสักอย่างพนมมือสวดมนต์เสร็จ ขอเดชะพระบารมีปกเกล้า ขอให้ทำงานปลอดภัย เราก็อธิษฐานเดชะพระบารมีปกเกล้า จากนั้นเราก็ล้มลง"

"แรงอัดระเบิดเหมือนวิญญาณออกจากร่าง ลูกน้องก็ตะโกนบอกรองฯ ตายแล้ว ผมรวบรวมสติบอกว่ายังไม่ตายแค่ไปโรงพยาบาล ลูกน้องรุมช่วยจับผมขึ้นรถ ผมถามว่ามีใครบาดเจ็บไหม เขาก็บอกคนอื่นไม่มีมีท่านคนเดียว คนอื่นนิดหน่อยก็ได้ยินเสียงเอานายไปก่อน พอไปโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ โห!สาหัสยับเยิน หลายคนเห็นสภาพเมินหน้าหนีแล้วว่าน่าจะไม่รอด ก็พยายามติดต่อส่งตัวไปโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่หาดใหญ่ จากนั้นเอา ฮ.กู้ชีพทหารบกใส่ผมขึ้นมาโรงพยาบาล"

พล.ต.ต.นพดล เล่าถึงห้วงเวลาไม่มีวันลืม "เมื่อมาถึงโรงพยาบาลคนมารอเยอะประมาณ 200 คน อย่างที่บอกเราทำงานในพื้นที่ มีมวลชนรู้ว่าบาดเจ็บก็มารอบริจาคโลหิตโรงพยาบาลนราธิวาสฯ รับโลหิตไม่ไหวแล้ว มากเกิน ก็ให้ไปบริจาคที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ที่หาดใหญ่ ซึ่งพี่น้องก็รอให้เลือด"

เหตุการณ์ครั้งนั้นมีประชาชนสงขลา นราธิวาสเดินทางมาชุมนุมให้กำลังใจ ถือป้ายยกย่อง "วีรบุรุษของชาวนราธิวาส" "พ.ต.อ.นพดลตำรวจตงฉิน เสียสละเพื่อชาติขอให้พระเจ้าคุ้มครองคนดี" ทั้งที่เจ้าตัวทำความดี แต่ไม่เคยโฆษณา 

"ผมฟื้นขึ้นมามีความรู้สึกว่าชาวบ้านให้เลือดเพื่อให้เรามีชีวิตอยู่ต่อเพื่อได้ทำงานเพราะฉะนั้น เลือดในกายผมคือเลือดชาวบ้าน เลือดผมหมดตั้งแต่ขึ้นมาบน ฮ. เลือดไหลเต็มเลยให้สองถุงหมด ผมถึงบอกว่าไม่ทรยศต่อพี่น้องประชาชน"

พล.ต.ต.นพดล ใช้เวลารักษาร่างกายเกือบปี ผ่าตัดใหญ่หลายครั้ง ต้องเสียขา แขนกว่าหมอจะต่อได้ ส่วนลูกตาเย็บเข้าไปในเบ้าตา 5 เข็ม

"แรกๆ มองไม่เห็น ช่วงหลังๆ ค่อยดีขึ้น ได้ตากลับคืนมา มือข้างซ้ายพอมีอยู่แต่ยังใช้การไม่ได้ เหล็กที่ดามบริเวณข้อต่อนิ้วตอนนี้หักลงไป ขาซ้ายขาดไป ขาขวาสูญเสียเยอะ ผ่าตัดต่อกระดูกหลายครั้งด้วยวิธีเลาะเอากระดูกรอบตัวมาใส่ขากับมือ เพราะเราไม่สามารถใช้กระดูกคนอื่นได้กระดูกเทียมก็ใส่ไม่ได้ ส่วนกระดูกหลังมวลกระดูกค่อยๆ สร้างขึ้นมาได้หมอบอกอย่างน้อยต้องรักษาปีครึ่ง แต่ผมเป็นนักกีฬารักบี้ จะแข็งแรงทนทาน พยายามฟื้นฟูก็ออกจากโรงพยาบาล เมื่อปฏิบัติหน้าที่ถือว่าปกติ ตั้งแต่วันนั้นถึงวันนี้ทำงานไม่หยุดอะไรทำได้ทำเลย"

"อย่างที่ผมบอกคือความผูกพัน พี่น้องในพื้นที่ยังเดือดร้อนอีกเยอะ เราโดนแค่นี้ คุณลองไปดูแววตาพี่น้องในพื้นที่สิต้องช่วยกัน อย่างน้อยผมทำอะไรไม่ได้ก็ไปช่วยเติมกำลังใจให้ความเห็นอกเห็นใจ เวลามีการมีงานก็ไปช่วย มันเป็นความผูกพัน เหมือนพี่น้องเลือดเนื้อเชื้อไข ทั้งพุทธ มุสลิมเหมือนกันหมด มีความรักใคร่กลมเกลียว"

น้ำเสียงและท่าทีของ พล.ต.ต.นพดล ที่สื่อสารออกมาไม่ได้บ่งบอกถึงความย่อท้อ แม้สภาพร่างกายตอนนี้จะไม่ต่างอะไรกับตำรวจกระดูกเหล็ก แต่เจ้าตัวไม่เคยกังวลว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

คิดอยู่อย่างเดียว ต้องทำงานตอบแทนประชาชน

มีวันนี้เพราะประชาชนให้

ฮีโร่สีขาว

ด้วยความทุ่มเทเสียสละ ทำให้ พล.ต.ต.นพดล ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) ให้เป็น 1 ใน 22 ข้าราชการตามโครงการค้นหาข้าราชการต้นแบบ ภายใต้ชื่อข้าราชการไทยใจสีขาวซึ่งจะทำพิธีรับมอบรางวัลจาก สุเมธ ตันติเวชกุลเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาวันที่ 6 พ.ย. ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ

"ประโยคกินใจตั้งแต่เล็กนะ พ่อพูดแต่เรื่องทำความดีจะได้ไปสวรรค์ ทำความดีจะได้บุญมาก ผมเป็นเด็กกำพร้าตอนอายุประมาณ 7 ขวบ แม่ก็เสียแล้ว พ่อก็ส่งเสียเรียนกระทั่งจบ พอจบไปกราบท่านท่านก็รู้ดีว่าเราจะเป็นตำรวจท่านก็ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ พ่อทำงานรถไฟ อยากให้เป็นนายสถานี แต่เราเลือกวิถีชีวิตที่เป็นตำรวจ พ่อไม่ได้ขัดขวางอะไร แต่พอตอนจบไปพ่อได้บอกไว้ยังจำได้ตลอดว่า แม่ตายแล้วพ่ออยู่บ้าน อย่าให้ใครเขาด่าพ่อล่อแม่ เป็นการสร้างความดี อบรมตั้งแต่เด็ก ไปสู่การทำงานในพื้นที่ อะไรเป็นความดีทำเลย ชาวบ้านเดือดร้อนก็ต้องเป็นเราดูแล อะไรที่คนเขาไม่ทำก็เป็นเราที่เข้าไปทำ ทั้งหมดได้ความดีหมด"คำสั่งสอนจากพ่อที่นายพลตำรวจวัย 54 ปี ยึดถือปฏิบัติมาถึงทุกวันนี้

ยิ่งย้อนปูมประวัติ 22 ข้าราชการต้นแบบ อาจเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อที่มีคนแบบนี้อยู่ในสังคมไทย คนที่ทุ่มเทเสียสละไม่หวังผลตอบแทนคนที่ทำความดีไม่หวั่นเกรงอันตราย เช่น เฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน ต.ทอนหงส์อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช ผู้นำการต่อสู้ยาเสพติดด้วยการติดประกาศผู้ค้ายาเสพติดไว้ตามสี่แยกหมู่บ้านจนผู้มีอิทธิพลตั้งค่าหัวเช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ศิลายุทธ์ จิตติยาธีรากูล รอง ผกก.ฝ่ายสืบสวนสอบสวน สภ.เกาะช้างจ.ตราด ตำรวจผู้พิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทวงคืนที่ดินจากผู้มีอิทธิพลพื้นที่เกาะช้าง  จนถูกนายทุนขึ้นภาพไว้ที่ท่าเรือหมายหัว อุบล ยะไวทย์ณะวิชัย ปลัด อบต.ดอนแก้ว จ.เชียงใหม่ ต่อต้านทุจริตทุกรูปแบบจนขบวนการฮั้วโครงการต่างๆ ในพื้นที่ขยาด สมประสงค์ มั่งอะนะผู้อำนวยการโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม อ.อุ้มผาง จ.ตากครูผู้เสียสละ อุทิศตนเพื่อพัฒนาโรงเรียนอุ้มผางโรงเรียนชนบทกลางหุบเขาพื้นที่ทุรกันดาร ติดชายแดนประเทศพม่า ฯลฯ

ถือเป็นรางวัลปลุกกระตุ้นสังคมให้ตื่นตัวเชื่อมั่น"ทำดีต้องได้ดี" คนดีเช่นนี้ คือคนที่สมควรยกมือไหว้หัวใจและคนไทยควรสนับสนุน

พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีทางทอดทิ้ง

หลังจบจากโรงเรียนนายร้อยใหม่ๆ เขาสมัครใจลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ภาคใต้ทันทีพล.ต.ต.นพดล ย้อนความหลังว่า ตอนนั้นในรุ่นมีจำนวน 200 คน การสมัครใจลงพื้นที่ภาคใต้มีน้อย เมื่อรู้ว่าถ้าไปในพื้นที่ที่มีคนเลือกน้อยโอกาสทำงานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องแข่งขันกันมาก ก็เลือกไปอยู่ระนอง ไม่ถึง 2 เดือน ผู้บังคับบัญชาย้ายไปที่สงขลา เริ่มไปซึมซับในพื้นที่สงขลา นราธิวาส ปัตตานี และนราธิวาส ไปทำงานทั้งสืบสวนสอบสวน ปราบปราม

"เราสร้างมวลชนด้วย พูดง่ายๆ พอชาวบ้านเดือดร้อนก็ต้องเรา นึกอยู่แล้วเราเป็นตำรวจ ถ้าชาวบ้านเดือดร้อนไม่ใช่เราก็ลำบากเราต้องเป็นหลักให้พี่น้องประชาชนที่สุจริตชน" 

มีวันนี้เพราะประชาชนให้

ช่วงปี 2531 มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้"ผู้กองป๋อง" ร.ต.อ.นพดล ขณะนั้นไปทำหน้าที่ตำแหน่งผู้บังคับหมวดโรงเรียนนายร้อยตำรวจเพื่อเป็นต้นแบบให้นักเรียนนายร้อยเป็นผู้บังคับหมวด 2 ปีต่อมาเป็นผู้บังคับกองร้อยที่ 1 ดูแลนักเรียนนายร้อยชั้นปีที่ 1 เจ้าตัวเห็นว่า 4 ปี ในโรงเรียนนายร้อยนานเกินไป และเคยทำงานพื้นที่มาระยะหนึ่งด้วย อาจทำให้ความรู้ความสามารถหมดไป ในที่สุดจึงขอสมัครใจย้ายกลับไปในพื้นที่ภาคใต้อีกครั้งในปี 2535 ในตำแหน่ง รอง สวป.นราธิวาส

"ผมศึกษาปูมหลังเมืองนราธิวาส ตั้งใจไปเพราะถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ใครไปรับราชการที่นี่จะรู้สึกว่าเป็นพื้นที่มงคล นี่คือความรู้สึกของผมนะ เพราะเป็นพื้นที่ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงมีคุณูปการต่อประชาชนในพื้นที่ มีพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ ซึ่งทุกปีจะเสด็จฯ ไปทรงติดตามโครงการพระราชดำริให้ประชาชนมีชีวิตดีขึ้นกว่าเดิม และเราเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อมีโอกาสได้ไปทำแล้วผมก็ยินดีที่จะไปทำ ก็ลงไปอยู่ในพื้นที่เลย" นี่คือเหตุผลของ พล.ต.ต.นพดล ที่ต้องการปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ตั้งแต่จบใหม่ๆ

ท่ามกลางสถานการณ์สุ่มเสี่ยงอันตรายก็มีคำถามเหมือนกัน จริงๆ แล้วตำรวจทั่วไปปรารถนาลงทำหน้าที่หรือไม่ พล.ต.ต.นพดลบอกว่า แล้วแต่คนจะคิด ความกลัวมีอยู่แล้วแต่ถ้าเราคิดว่าเป็นสิ่งที่เราทำถูกต้อง เป็นภาระหน้าที่ภาคภูมิใจ อย่างที่บอกพื้นที่นี้จะต้องเป็นมงคลของชีวิต เป็นชีวิตหนึ่งที่รับราชการมา เมื่อมีโอกาสได้ทำงานในนั้นก็จะมีสิ่งดีๆ ในชีวิต ขณะเดียวกันเรามีกำลังกายกำลังใจเพียงพอ ที่ลงไปทำงานในพื้นที่และพร้อม แน่นอนได้รับการคัดค้านจากญาติครอบครัว แต่ผมบอกไม่เป็นไร มันถึงเวลาแล้วที่เราต้องลงไปช่วยกันทำ

ถามย้ำคิดจะย้ายไหม พล.ต.ต.นพดลยืนยัน "เราเติบโตมาตรงนี้แล้ว แต่ก่อนเคยคิดตอนจบใหม่ๆ ว่าอยู่ใต้สักระยะนะ พออยู่ใต้ได้ทั่วประเทศอยู่ได้หมดทุกภาค ถ้าผ่านจากใต้พออยู่เกิดความผูกพัน พี่น้องประชาชนบริจาคโลหิตเป็นร้อยๆ ผมจะทิ้งไป ไม่มีทาง"

พล.ต.ต.นพดล สื่อสารไปถึงผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติงานในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ว่า ก่อนลงไปทำภารกิจใดก็ตามต้องเรียนรู้ เมื่อรับคำสั่งย้ายไม่ใช่จู่ๆดีใจได้ไปเป็นผู้กำกับ ติดพันเอก ซึ่งไม่ใช่ แต่ต้องศึกษาสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร ท่าทีประชาชนกับตำรวจเป็นอย่างไร เมื่อเรารู้ทั้งหมด ลงไปทำงาน ไปถึงเราก็มีแนวทางแล้ว ถ้าเมื่อไหร่ชาวบ้านกับตำรวจเกิดความไม่เข้าใจไม่เข้าใจเรื่องอะไรก็ขอโอกาสชาวบ้านให้เราทำงานก่อน ขอให้ชาวบ้านสนับสนุนการทำงานเราก่อน

"เมื่อเราให้เกียรติเขาเขาให้เกียรติเราแน่นอน แต่ถ้าเมื่อไหร่เราไปครองตำแหน่งอยู่เฉยๆ ไม่ได้อะไร" นายพลกระดูกเหล็ก กล่าวทิ้งท้าย

สงครามแย่งชิงมวลชน

จากประสบการณ์ทำงานในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2540 รอง ผกก.หน.สภ.สทิงพระจ.สงขลา จนเลื่อนขั้นเป็นผบก.อก.ภ.9 สร้างฐานมวลชน แม้แต่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบก็คุ้นเคยกันดี ซึ่ง พล.ต.ต.นพดล เข้าใจถึงความต้องการของแต่ละฝ่าย

"พูดง่ายๆ เป็นการต่อสู้สงครามแย่งชิงประชาชน เราได้ประชาชนเป็นฝ่ายเรา เขาต้องการประชาชนเป็นฝ่ายเขาเหมือนกัน โอกาสที่เรามีทั้งอำนาจ หน้าที่ มีลูกน้อง มีทรัพยากร แต่พวกนั้นไม่มีอะไร ถือปืนมา เพราะฉะนั้น ชาวบ้านต้องมาอยู่กับเราอยู่แล้ว"

"แต่ถ้าเมื่อไหร่เขาทำลายเราได้เราตายคนหนึ่ง พูดง่ายๆ ถ้าพี่ตายลงไปชาวบ้านไม่มีที่พึ่งก็ต้องกลับไปอยู่กับพวกนั้นแน่นอน เจ้าหน้าที่ของรัฐที่ดีๆ มีความรู้ความสามารถจะถูกทำลาย เพราะเขาไม่ต้องการเสียคนของเขามาอยู่กับพวกเรา ทำให้เกิดความหวาดระแวงกันทำให้ลูกน้อง ทำให้ญาติพี่น้อง ไปจงเกลียดจงชัง นี่ไงคือการต่อสู้ในปัจจุบัน สร้างความจงเกลียดจงชังซึ่งกันและกัน"

พล.ต.ต.นพดล เล่าถึงการพูดคุยกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบว่า แน่นอนคุยได้ แต่ว่าหลักคิดเขาไม่เหมือนเรา เขารบในอุดมการณ์ของเขาเราคุยให้เขาได้บางส่วน แต่ความจริงการที่จะให้คุยกันรู้เรื่องต้องให้คนมุสลิมคุยกับคนมุสลิมไม่ใช่เราแต่เพียงฝ่ายเดียว เราต้องสร้างคนมุสลิม เช่น มีอะไรกันไม่ใช่ติดต่อกับพวกนั้นโดยตรง ชาวบ้านกับมุสลิม ก็บอกว่าอย่าเข้าไปนะ ไม่ค่อยดี จะรู้แล้ว อันตราย ก็ฝากเขาไปช่วยดูหน่อย ผมมาไม่มีอะไร ถ้ามีอะไรคุยได้ต้องคุยกัน

ถามว่าเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดความไม่สงบ"ผมให้น้ำหนักขบวนการแบ่งแยกดินแดนแน่นอน เขาต้องการให้เป็นรัฐอิสลามบริสุทธิ์ไม่ให้มีคนนอกไปอยู่ แต่เป็นไปไม่ได้นะ นี่คือแนวความคิดของพวกต่อสู้ แต่พี่น้องมุสลิมส่วนใหญ่ 80-90% เขามีวิถีชีวิตความเป็นอยู่เป็นญาติพี่น้องกัน แต่คนกลุ่มนี้เรียกว่าเป็นคนขวาจัดแล้วกัน พยายามชูประเด็นเป็นพื้นที่มุสลิมแบบบริสุทธิ์"

พล.ต.ต.นพดล ประเมินว่า ประชาชนส่วนใหญ่เป็นคนดี มุสลิมน่ารัก แต่คนที่ปลูกแนวความคิดตรงนี้เพื่อมาต่อสู้อำนาจของรัฐยากที่จะควบคุม เพราะเราไม่ได้ควบคุมตรงนี้ ก็ได้แต่เพียงว่า เช่น สนิทกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ช่วยไปดูบุตรหลานทำความเข้าใจตรงกัน แต่พอแตกออกไป ต่างคนต่างสร้างผลงานของกลุ่ม  

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท