
อย่าดีแต่กู้
ความน่าตกใจของตัวเลขหนี้แผนการก่อหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2556
ความน่าตกใจของตัวเลขหนี้แผนการก่อหนี้สาธารณะ ปีงบประมาณ 2556
ที่กำลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีเพียงตัวเลขที่พุ่งสูงจาก 1.4 ล้านล้านบาท ในปี 2555 เป็น 2.04 ล้านล้านบาทเท่านั้น
เพราะเมื่อนำหนี้ทั้งหมดไปเทียบกับผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) แล้ว ปรากฏว่าสัดส่วนก้าวกระโดดสูงขึ้นแบบพรวดพราด คือจาก 42% ของจีดีพีในปีงบประมาณ 2555 เป็น 50% ของจีดีพี หรือเพิ่มขึ้น 7% ทั้งที่หนี้สาธารณะไทยเคลื่อนไหวที่ 40-42% มานาน 4-5 ปีแล้ว
นอกจากนี้ เมื่อคำนึงถึงว่าใน 4-5 ปีข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องใช้การใช้จ่ายเพื่อลงทุนของภาครัฐเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนให้ขยายตัว เพราะแรงส่งจากภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ส่งออกเริ่มแผ่วลงจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
แต่เมื่อดูรายละเอียดของแผนการก่อหนี้ดังกล่าวแล้ว กลับพบว่า หนี้ก้อนใหญ่ 4.05 แสนล้านบาท จะนำไปใช้ในโครงการรับจำนำข้าว และอีกก้อนหนึ่ง 4.5 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้รับจำนำมันสำปะหลัง
ขณะที่การลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่รัฐบาลตั้งเป้าจะกู้ 2 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นฐานช่วยทุกภาคส่วนสร้างรายได้ในอนาคตได้นั้น ยังเป็นเพียงร่างกฎหมายเท่านั้น
นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้สาธารณะไทย ยังทำให้เกิดความกังวลขึ้นว่า สัดส่วนหนี้อาจจะเข้าใกล้กรอบการคลังที่วางไว้ 60% ของจีดีพีเร็วกว่าที่คิด โดยมีการประเมินว่า หากนับจากนี้เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ดีเฉลี่ยปีละ 5% หนี้สาธารณะไทยจะแตะระดับ 60% ของจีดีพีภายใน 5 ปี
แต่ถ้าวิกฤตเศรษฐกิจโลกฉุดเศรษฐกิจไทยให้ชะลอกว่าที่คาด เหลือการเติบโตเฉลี่ยเพียงปีละ 3-4% ก็มีแนวโน้มว่า เพียง 3 ปี สัดส่วนหนี้สาธารณะจะทะลุสูงเกิน 60% ของจีดีพีได้
ผลที่เกิดขึ้นคือ ไทยจะมีความสามารถในการชำระหนี้ลดลง เพราะจีดีพีหมายถึงความสามารถในการผลิตในการหารายได้ เมื่อผลิตได้เพิ่มในอัตราที่ลดลงเหลือ 3-4% รายได้ก็ลดลง ความสามารถชำระหนี้ลดลง ความเชื่อมั่นในสายตาต่างประเทศก็ลดลงตามมาทันที
ทั้งหมดมาจากสาเหตุที่รัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเป้าหมายการกู้เงิน ไม่จัดอันดับความสำคัญของโครงการที่จะกู้เงินมาใช้ จนทำให้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า
และยังทำให้วาทกรรม “ดีแต่กู้” ที่เคยใช้โจมตีรัฐบาลก่อน กลายเป็นหอกที่ย้อนกลับมาหารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แทน







