posttoday
แนะรัฐจำนำข้าวจำกัดจำนวนต่อครอบครัว

แนะรัฐจำนำข้าวจำกัดจำนวนต่อครอบครัว

28 กันยายน 2555

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า รัฐบาลควรจะทบทวนนโยบายรับจำนำข้าว โดยอาจลดการรับจำนำโดยจำกัดปริมาณต่อครัวเรือน เนื่องจากพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ 80% ของชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน มีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ฉะนั้นหากจำกัดการช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตันต่อครัวเรือน ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนที่ตรงตัว และตรงกับหลักการรับจำนำ ดีกว่าการช่วยเหลือโดยการรับจำนำทุกเมล็ดที่ครอบคลุมเกษตรกรรายใหญ่ด้วย

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลว่า รัฐบาลควรจะทบทวนนโยบายรับจำนำข้าว โดยอาจลดการรับจำนำโดยจำกัดปริมาณต่อครัวเรือน เนื่องจากพบว่าเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ 80% ของชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน มีที่ดินทำกินไม่เกิน 10 ไร่ ฉะนั้นหากจำกัดการช่วยเหลือไม่เกิน 5 ตันต่อครัวเรือน ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนที่ตรงตัว และตรงกับหลักการรับจำนำ ดีกว่าการช่วยเหลือโดยการรับจำนำทุกเมล็ดที่ครอบคลุมเกษตรกรรายใหญ่ด้วย

“ผมเห็นว่านอกจากการลดปริมาณการรับจำนำที่กำลังสร้างภาระให้กับเกษตรกรแล้ว ในฐานะที่เป็นโครงการขนาดใหญ่ใช้งบประมาณมหาศาล เพราะฉะนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการประเมินผลโครงการตามหลักวิชาการด้วยว่า โครงการนี้ได้ก่อประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้จริงหรือไม่ นอกจากนั้นผมเห็นว่าในขณะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัว รัฐควรลดการทำโครงการประชานิยมและมามุ่งเน้นโครงการสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น โครงการสร้างถนน ระบบราง และระบบชลประทาน ให้สามารถเกิดขึ้นจริง ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง” ธนวรรธน์ กล่าว

ด้าน ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรณีที่นักวิชาการล่ารายชื่อร้องศาลรัฐธรรมนูญให้ทบทวนโครงการรับจำนำข้าว ยืนยันว่าการทำโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อทำธุรกิจและแข่งขันกับภาคเอกชน เพราะหากทำเชิงธุรกิจจะต้องมีกำไร แต่โครงการรับจำนำไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อกำไร แต่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และยกระดับราคาข้าวในตลาดเพิ่มสูงขึ้น

ทั้งนี้ ยังเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าซื้อข้าวในตลาดได้ด้วย ขณะเดียวกันตั้งข้อสังเกตว่า นักวิชาการสามารถฟ้องร้องได้หรือไม่ เพราะไม่ใช่เป็นผู้เสียหาย และหากสอบถามจากชาวนาส่วนใหญ่ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง ส่วนมากพอใจกับโครงการรับจำนำ เพราะได้รับเงินที่สูงกว่า ซึ่งไม่ได้รับเงินน้อยอย่างที่นักวิชาการระบุไว้

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีคณะอาจารย์และนักศึกษาจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ ยื่นศาลรัฐธรรมนูญค้านโครงการรับจำนำข้าวว่า คงต้องขอดูคำยื่น คือ ปชป.ก็เคยมีการพูดคุยกันเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ในสังคมไทย เพราะฉะนั้นอาจจะยังไม่ค่อยมีบรรทัดฐานที่ชัดเจนนัก แต่ถามว่าเหตุผลของมันมีอยู่หรือไม่ ก็มีอยู่ค่อนข้างชัด

อย่างที่เมื่อวานก็คุยกันว่า โครงการจริง ๆ มันคือโครงการรับซื้อ แล้วมันก็ทำให้รัฐกลายเป็นผู้ค้าข้าวรายใหญ่ เพราะฉะนั้นก็เป็นสิทธิ์ของคนที่จะตั้งคำถามได้ว่า การที่รัฐบาลออกนโยบายเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ค้ารายใหญ่ในสินค้าบางประเภทนั้น มันขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือเปล่าที่บอกว่าหน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่มาทำอย่างนี้ ถ้าจะมาทำในการเข้าไปแทรกแซงกลไกการค้าขายของประชาชน ซึ่งเป็นสิทธิ เสรีภาพแล้ว ต้องมีเหตุผลเฉพาะที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมว่ามันก็เห็นตรรกะอยู่ครับ แต่ว่าคงต้องขอติดตามดูรายละเอียดจากการนำเสนอเหตุผลต่าง ๆ เพราะค่อนข้างจะเป็นเรื่องใหม่ในเรื่องนี้ครับ”

มีคนวิเคราะห์ว่าการไปยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคราวนี้ว่าขัดต่อมาตรา 84 ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าหากว่าผลออกมาว่าไม่ขัดก็เท่ากับศาลรับรองนโยบายนี้ว่าถูกต้องทำได้ ถ้าบอกว่าขัดก็จะกลายเป็นว่าสิ่งที่เกิดการทุจริตที่ผ่านมาจะทำอย่างไรต่อไป และศาลจะตกเป็นจำเลยอีกหรือไม่ อย่างกรณีน้ำท่วมคราวที่แล้ว หรือแม้กระทั่งผู้ร้องที่อาจจะตกเป็นจำเลยจากข้อกล่าวหาของรัฐบาลที่ทำให้เกษตรกรรู้สึกไม่พอใจต่อไป

“คือเมื่อกี้ก็พยายามจะจำกัดประเด็นอยู่ในเรื่องของสาระของเรื่อง แต่ว่าที่ถามนี้ มันคงจะเป็นผลกระทบทางการเมืองที่ตามมา และผมว่าคุณก็มองเห็นภาพอยู่ว่า ถ้าเกิดมีคนอยากจะเอาเรื่องนี้มาต่อสู้กันทางการเมืองมันจะไปในมุมไหนอย่างไร แน่นอนที่สุดครับ เมื่อวานนี้เราก็ย้ำกันว่า เราก็เชื่อว่าคนเหล่านี้ที่จะไปยื่นนั้นไม่ใช่ว่าไม่ต้องการช่วยเกษตรกร เพราะผมคิดว่าอาจจะโดนข้อหานี้ก่อนใช่มั้ยครับ เสร็จแล้ว ถ้าสมมติว่าถ้าเกิดชนะขึ้นมาจริง ๆ มันก็เป็นไปได้ครับว่า ฝ่ายการเมืองก็จะสร้างกระแสอีกว่านี่ไงศาลมีอำนาจมากไปน้อยไปเห็นทางกันอยู่ แต่ว่าในที่สุดผมว่าสังคมก็ต้องตัดสินใจครับว่า ตกลงแล้วเรามีกฎ กติกาของบ้านเมืองที่กำหนดเอาไว้ เราจะทำกันอย่างไร และกฎกติกานั้นมันมีเหตุมีผลหรือเปล่า ถ้ามันเป็นกฎกติกา อย่างที่เมื่อวานเราก็เปรียบเทียบกันใช่มั้ย คุณทักษิณบอกเป็นระเบิด ผมบอกเป็นสัญญาณกันขโมย มันก็ต้องมาพูดกันให้ชัดว่าตกลงว่ามันเป็นระเบิด หรือเป็นสัญญาณกันขโมย ใครเป็นเจ้าของบ้าน รัฐบาลคือเจ้าของบ้าน หรือรัฐบาลคือผู้ดูแลบ้านครับ มันต้องเริ่มต้นจากหลักตรงนั้นก่อนนะครับ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท