
ทักษิณในรังมอนเตเนโกร อียูถอยไป เศรษฐีไทยมาก่อน!
8...ทีมข่าวต่างประเทศ
กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในบริบทการเมืองโลก ยิ่งทวีความซับซ้อนมากขึ้นทุกขณะ ล่าสุดไม่เพียงรัฐบาลมอนเตเนโกรยังมอบสัญชาติให้เท่านั้น แต่เรื่องยังพัวพันไปถึงสหภาพยุโรป (อียู) ที่ออกมาปรามมอนเตเนโกรให้ทบทวนความสัมพันธ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ถี่ถ้วน หาไม่แล้วอาจกระทบต่อความพยายามเข้าเป็นสมาชิกอียู
แต่จนแล้วจนรอด ดูเหมือนมอนเตเนโกรจะไม่ยี่หระกับเสียงทัดทานมากนัก ทั้งจากอียู หรือกระทั่งจากรัฐบาลไทย
ดังจะเห็นได้จากเมื่อปีที่แล้วที่ปรากฏข่าวครั้งแรกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เหินฟ้าไปโผล่ที่ประเทศนี้ แต่มอนเตเนโกรยอมที่จะสุ่มเสี่ยงรับแขกที่ประเทศอื่นๆ ไม่พึงปรารถนา ทั้งๆ อาจกระทบต่อการเข้าร่วมเขตปลอดวีซ่าเข้าออกยุโรป หรือเชงเกน ไวต์ อันเป็นหนึ่งในขั้นตอนแรกๆ ของการเป็นสมาชิกอียู สำหรับกลุ่มประเทศบอลข่าน
เหตุใดประเทศเล็กๆ ที่แทบไร้ความสำคัญในเวทีการเมืองโลกอย่างมอนเตเนโกรจึงเห็นคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นบุคคลสำคัญถึงขั้นมอบหนังสือเดินทางและสัญชาติชาว
“มอนเตเนกริน” (Montenegrin) ให้ฟรีๆ?เพราะความสำคัญของ พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่ตัวเงินมหาศาล ไม่ใช่อำนาจบารมีของเจ้าตัว
คำตอบข้างต้นคือคำอธิบายต่อมาว่า เหตุใดมอนเตเนโกรจึงชั่งน้ำหนัก พ.ต.ท.ทักษิณ มากกว่าการเข้าเป็นสมาชิกอียู อันเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในทางการเมืองและเศรษฐกิจ
คำอธิบายที่ว่านั้นก็คือ รัฐบาลมอนเตเนโกรเห็นว่าการอ้าแขนรับ
“อาชญากร” ที่มีหมายจับของตำรวจสากล จะยังความมั่งคั่งมาสู่ประเทศได้มากกว่าการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอียู ซึ่งไม่เพียงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกมีวินัยทางการเงินการคลังเท่านั้น แต่ขณะนี้อียูเองยังมีสถานะทางการเงินที่ง่อนแง่นจากปัญหางบประมาณขาดดุลในประเทศสมาชิกหลายประเทศที่สำคัญก็คือ การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของอียูยังประโยชน์ทางการเงินต่อมอนเตเนโกรน้อยกว่าการเชื้อเชิญและช่วยเหลือมหาเศรษฐีที่อยู่ในบัญชีติดตามตัวของตำรวจสากล
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะหากเป็นสมาชิกอียูเต็มตัว รัฐบาลมอนเตเนโกรจะต้องมีวินัยทางการเงินการคลังสูงมาก ซึ่งพิจารณาจากสถานะทางเศรษฐกิจมอนเตเนโกรในขณะนี้แล้ว อาจใช้เวลาอีกนานปีกว่าจะก้าวสู่ขั้นแรกของการเป็นสมาชิกอียู
อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเป็นสมาชิกอียู จะหมายถึงการที่ประเทศอื่นจะเข้ามามีส่วนร่วมกับความโปร่งใสทางการเมือง เงื่อนไขนี้เป็นสิ่งสุดท้ายที่ผู้นำของมอนเตเนโกรปรารถนา หาไม่แล้วจะกระทบต่อสถานะอำนาจและความมั่งคั่งของผู้นำรายนี้อย่างรุนแรง
สถานการณ์เช่นนี้ มอนเตเนโกรจึงเลือกที่จะเตะถ่วงการเข้าเป็นสมาชิกเอาไว้ก่อน เพื่อหยั่งอนาคตของการเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่เริ่มไร้เสถียรภาพทางการเงิน ขณะเดียวกันการถอยห่างจากอิทธิพลของอียูจะช่วยให้มอนเตเนโกรทำตามใจชอบได้ง่ายขึ้น
การทำตามใจชอบของมอนเตเนโกรไม่ได้หมายความถึงการตบหน้าไทยและอียู ด้วยการรับ พ.ต.ท.ทักษิณเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการตบหน้าอีกหลายประเทศที่มอนเตเนโกรเคยรับรองอาชญากร ซึ่งหลบหนีมายังประเทศในคราบของนักลงทุน
หมายความว่า กรณีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่รายแรกและรายสุดท้ายของมอนเตเนโกร!
ที่ผ่านมา อาชญากรหลายรายต่างได้รับการปฏิบัติอย่างดี หรือถึงขั้นได้รับหนังสือเดินทางเมื่อเดินทางมา
“ลี้ภัย” ที่มอนเตเนโกร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรจากเซอร์เบียและโครเอเชีย เพื่อนบ้านซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวียสำหรับมอนเตเนโกรเองก็ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตมาเฟียแหล่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีมิโล จูคาโนวิช ยังถูกกล่าวหาจากเจ้าหน้าที่สืบสวนของอิตาลีว่า อุ้มชูเครือข่ายมาเฟีย หรืออาจเป็น
“บอส” ของเครือข่ายมาเฟียด้วยซ้ำแต่ที่เหนือกว่าการเป็นนายใหญ่ของเครือข่ายมาเฟียก็คือการกุมอำนาจยาวนานถึง 20 ปีของนายกรัฐมนตรีจูคาโนวิช ทำให้สามารถกำหนดนโยบายได้โดยปราศจากการขัดขวางของฝ่ายค้าน นโยบายที่ว่านี้คือการพัฒนาให้มอนเตเนโกรกลายเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงินและศูนย์กลางธุรกิจสำหรับอาชญากรพลัดถิ่น
ศูนย์กลางของการฟอกเงินที่ปราศจากอำนาจรัฐอื่นๆ เข้ามาตรวจสอบ ย่อมหมายถึงเม็ดเงินที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย และด้วยผลประโยชน์ใต้ดินมหาศาลเช่นนี้ ประเทศอย่างลิกเตนสไตน์ หรือสวิตเซอร์แลนด์ จึงเลือกที่จะเป็นเอกเทศจากการรวมกลุ่มในยุโรป
ด้วยเหตุนี้จึงมีวี่แววว่ามอนเตเนโกรอาจให้น้ำหนักกับการโดดเดี่ยวตัวเองมากกว่าการรวมกลุ่ม หากชั่งผลประโยชน์แล้วพบว่าการเป็นรัฐที่โดดเดี่ยวยังความมั่งคั่งได้มากกว่า แม้ว่าในฉากหน้าผู้นำมอนเตเนโกรจะพยายามผลักดันตัวเองสู่การเป็นสมาชิกอียูอย่างแข็งขันก็ตาม
ที่น่าตกใจก็คือ แม้อียูจะมีท่าทีปรามมอนเตเนโกร แต่ในความเป็นจริงแล้วอียูพึงพอใจในตัวนายกรัฐมนตรีจูคาโนวิชอยู่ไม่น้อย ถึงขั้นที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริมแนวทางการเมืองของผู้นำรายนี้ พิสูจน์ได้จากน้ำเสียงชื่นชมของนายฆาเวียร์ โซลานา อดีตเลขาธิการสภายุโรป ที่กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีจูคาโนวิช
“เป็นนักการเมืองหนุ่มที่มีวิสัยทัศน์”ทั้งๆ ที่อียูเห็นชัดเจนอย่างไม่อาจปฏิเสธว่าวิสัยทัศน์ของนายจูคาโนวิช คือการเปลี่ยนมอนเตเนโกรให้กลายเป็นศูนย์กลางของการฟอกเงิน และรองรับผู้ที่หลบหนีจากเงื้อมมือของกฎหมายให้สามารถประกอบธุรกิจของตนได้ต่อไป
นายจูคาโนวิชมีความแนบเนียนอย่างยิ่งในการสร้างภาพตัวเองให้เป็นผู้นำที่กระตือรือร้นในทางการเมือง แต่ในทางปฏิบัติแล้วกลับเป็นผู้นำที่กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองอย่างแข็งขัน และวางเครือข่ายธุรกิจภายในครอบครัวและคนสนิทด้วยตัวเลขความมั่งคั่งที่ยากจะประเมิน
ความมั่งคั่งเหล่านี้กองสุมอยู่บนหน้าตักของนายกรัฐมนตรีแห่งมอนเตเนโกร ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ของทั้งหมด 7 แสนคนทั่วประเทศยังจมปลักอยู่ในความยากจน
จึงไม่น่าแปลกใจที่นายจูคาโนวิชจึงได้รับการขนานนามว่าเป็น
“ผู้นำที่ฉ้อฉลที่สุดในยุโรป”ขณะที่มอนเตเนโกรได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นประหนึ่ง
“เกาะทอร์ทูกา แห่งทะเลเอเดรียติก”เกาะทอร์ทูกา ในอดีตคือดินแดนแห่งโจรสลัดกลางทะเลแคริบเบียน แต่เกาะทอร์ทูกาในปัจจุบันอยู่ที่ทะเลเอเดรียติก ไม่ได้ต้อนรับโจรสลัดนักล่าสมบัติ แต่ต้อนรับเงินมหาศาลจากนายทุนผู้หลบหนีกฎหมาย ผู้มีผลประโยชน์ลงตัวกับผู้นำประเทศแห่งนี้
หากมอนเตเนโกรยังปกครองด้วยผู้นำที่ฉ้อฉลที่สุดในยุโรป คำเตือนจากสหภาพยุโรปก็จะยังเป็นเพียงคำเตือนที่ปราศจากการตอบรับต่อไป







