posttoday
เศรษฐกิจไทย เสถียรภาพ?

เศรษฐกิจไทย เสถียรภาพ?

22 มีนาคม 2553

...วิศิษฐ์ ชัยศรีสวัสดิ์สุข

เศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 25402552 (ภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจ) มีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ต่ำกว่าประเทศอื่นๆ โดยมีอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศอยู่ที่ 2.97 ใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วที่ 2.57 (แต่ตามหลักทฤษฎีของ Solow ประเทศไทยควรมีอัตราการเติบโตที่สูงมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั้งนี้เพราะมีเงินทุนเฉลี่ยต่อหัวที่ต่ำกว่า) หากเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจโลกโดยเฉลี่ยและกลุ่มประเทศเกิดใหม่ด้วยกัน พบว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า โดยโลกและกลุ่มประเทศเกิดใหม่มีอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยเท่ากับ 3.87 และ 5.84 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม อีกเรื่องที่ไม่ได้รับการกล่าวถึงมากนักและมีความสำคัญคือ ความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจ นั้นคือการสวิงของอัตราการเติบโตมีมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวสะท้อนความเสี่ยงของเศรษฐกิจ หากมองในแง่ของนักลงทุน ความมีเสถียรภาพนี้จะสะท้อนความเสี่ยงในการลงทุน เพราะตลาดมีการสวิงมากย่อมมีความเสี่ยงมาก เมื่อพิจารณาถึงความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทย ตัวเลขที่ผมอยากจะเสนอให้ดูคือ ค่าความผันผวนของอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึง โดยเฉลี่ยแล้วการเติบโตสวิงออกจากค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตแค่ไหน พบว่า

แนวทางการพัฒนาของไทยนั้นทำให้เศรษฐกิจมีความผันผวนมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการที่ความผันผวนเพิ่มขึ้นจาก 6.159 เป็น 11.047 ไม่นับรวมช่วงที่เกิดวิกฤตคือ 25362544 นี้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตอยู่บนฐานความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และหากไม่ระวังก็มีความเป็นไปได้ที่จะตกหลุมขนาดใหญ่ ดังในส่วนปีที่เกิดวิกฤต

หากมองในแง่ของนักลงทุนอาจเห็นว่าความเสี่ยง (ความผันผวน) ที่สูงขึ้นอาจจะคุ้มค่าก็ได้ หากสามารถสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้น (อัตราการเติบโตที่สูงขึ้น) ลองพิจารณาในแง่มุมนี้กัน โดยการนำเอาอัตราการเติบโตเฉลี่ยมาหารความผันผวน ซึ่งหมายความว่าต่อหนึ่งหน่วยความผันผวนนั้นแลกอัตราการเติบโตได้มาเท่าไหร่ ซึ่งเราก็ยังพบว่า ต่อหนึ่งหน่วยความเสี่ยง (ความผันผวน) นั้น เศรษฐกิจไทยแลกอัตราการเติบโตได้น้อยลง กล่าวคือ ในช่วงปี 25142535 นั้น มีอัตราการเติบโตต่อความผันผวนอยู่ที่ประมาณ 2.6 ในขณะที่ปัจจุบันนี้อยู่ที่ประมาณ 1.2 จึงเป็นคำถามว่าเราควรหันไปพัฒนาในแบบที่ผ่านมาหรือไม่ นั้นก็คือการเน้นการพัฒนาในด้านที่เราถนัดและมีทรัพยากร เช่น ภาคการเกษตร

หากลองหันไปเปรียบเทียบกับประเทศต่างๆ ดู พบว่าอัตราการเติบโตต่อความผันผวนของไทยน้อยกว่าประเทศอื่นๆ มาก ซึ่งแสดงให้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่มากเกินไป การเติบโตขนาดเท่าที่ผ่านมานั้นเศรษฐกิจควรมีเสถียรภาพมากกว่านี้ นั้นคือแนวทางการพัฒนาของไทยยังด้อยกว่าประเทศอื่นๆ ทั้งนี้เพราะให้ผลตอบแทนต่อความเสี่ยงที่น้อยกว่าประเทศอื่นๆ

อัตราการเติบโตต่อความผันผวน (พ.ศ. 25402552)

โดยผมคิดว่าข้อควรระวังในการพัฒนาเศรษฐกิจไทยคือ

1.นโยบายการพัฒนาที่ขาดความต่อเนื่อง ทั้งนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากความผันผวนทางการเมือง กล่าวคืออายุของรัฐบาลไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 2 ปีเท่านั้น เช่น นโยบาย กรุงเทพฯ เมืองแฟชั่น ซึ่งไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง และ นโยบายดีทรอยต์ของเอเชีย อีกประเด็นคือ นโยบายหลักของประเทศไม่ชัดเจน คือไม่มีความชัดเจนว่าจะใช้อุตสาหกรรมนำการพัฒนาหรือเกษตรกรรม

2.การวางแผนนโยบายที่เน้นทางด้านการเติบโตมากกว่าความมีเสถียรภาพ เช่น นโยบายช่วงที่เกิดฟองสบู่ที่กระตุ้นการเติบโตโดยใช้รายจ่ายของรัฐบาลที่มากเกินไป และนโยบาย BIBF ที่อนุญาตให้สามารถกู้เงินในสกุลต่างประเทศได้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้นจนเกิดเป็นวิกฤตในปี 2540

3.การเปิดเสรีของตลาดเงินและตลาดทุน ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรเปิดเสรีมากเพราะตลาดเงินและตลาดทุนของไทยเป็นตลาดขนาดเล็ก ดังนั้นสามารถถูกปั่นได้ง่าย การเข้ามาปั่นตลาดของเงินทุนต่างประเทศจะทำให้ตลาดเงินและตลาดทุนเกิดความผันผวน ซึ่งจะเชื่อมต่อไปให้เกิดความผันผวนในภาคเศรษฐกิจตามมา เช่น หากค่าเงินมีความผันผวนจะกระทบต่อภาคการส่งออก

4.พฤติกรรมการทำธุรกิจของภาคเอกชนที่ไม่ค่อยคำนึงถึงการกระจายความเสี่ยง เช่น การส่งออกที่กระจุกตัวในกลุ่มประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และอาเซียน ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 60

ดังนั้น ผมจึงคิดว่าเราควรมาสนใจทางด้านความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยมีแนวทางการพัฒนาที่ชัดเจนต่อเนื่อง การพัฒนาในสิ่งที่ตนถนัด และระมัดระวังนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเปิดเสรีด้านตลาดเงิน และตลาดทุน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท